ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม




หัวข้อ : เจาะหลัก-สกัดฎีกา : คำให้การที่ไม่ได้ต่อสู้หรือกล่าวปฏิเสธถึงข้ออ้างที่โจทก์กล่าวหาข้อใด ต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงข้อนั้น
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ



       คำให้การที่ไม่ได้ต่อสู้หรือกล่าวปฏิเสธถึงข้ออ้างที่โจทก์กล่าวหาข้อใด ต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงข้อนั้น กล่าวคือ จำเลยให้การต่อสู้คดีไม่ครบทุกประเด็นที่โจทก์เสนอข้อหามา ประเด็นตามฟ้องที่จำเลยไม่ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธ หรือ ให้การไม่ถึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงนั้น ผลคือไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นอีกตามมาตรา ๘๔ (๑)

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๘/๒๔๘๘ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันและมีเหตุหย่า จึงขอหย่าและขอแบ่งสินสมรสตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำฟ้อง จำเลยให้การ ว่าจำเลยกับโจทก์ไปได้เป็นสามีภริยากัน ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายคำฟ้องเป็นของมารดา จำเลย โดยจำเลยไม่ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า แม่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันจริง แต่โจทก์นำสืบถึงเหตุหย่าไม่ได้

        ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์มิใช่ภริยา มิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าจะว่าจำเลยปฏิเสธการเป็นภริยาแล้วถือว่าปฏิเสธการหย่าด้วยในตัวมิได้ เพราะถ้าปรากฏว่าเป็นภริยาแล้วก็ต้องดูต่อไปว่ามีเหตุหย่าหรือไม่ ซึ่งจำเลยอาจต่อสู้ได้ว่าแม่โจทก์ เป็นภริยาก็ไม่มีเหตุหย่า ในทางแพ่งกฎหมายยอมให้จำเลยต่อสู้ได้หลายแง่มุม ข้อใดที่จำเลยไม่ปฏิเสธหรือต่อสู้ไว้ย่อมไม่เป็นประเด็นในคดีซึ่งโจทก์ไม่จำต้องนำสืบ จึงย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นตัดสินใหม่ แล้ววินิจฉัยในเรื่องทรัพย์ต่อไป

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๖/๒๕๑๗ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๐๕ และ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๐๕ จำเลยได้ยืมเงินจากโจทก์ไป ได้ทำสัญญากู้ไว้โดยไม่ได้ระบุเวลาชำระเงินแต่จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ภายใน ๓ ปี ครบกำหนดใน พ.ศ. ๒๕๐๘ จำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยให้การรับว่า ได้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามฟ้อง แต่ได้หักหนี้กันไปแล้ว และคดีขาดอายุความ เรื่องกำหนดเวลาใช้เงิน ๓ ปี ก็ดี เรื่องหนี้ถึงกำหนดชำระใน พ.ศ. ๒๕๐๘ ก็ดี จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธไว้ ต้องถือว่าจำเลยรับตามฟ้อง และโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานในข้อนี้เพราะฟังได้แล้วว่าครบกำหนดชำระหนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๕ คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑ - ๔๒/๒๕๒๔ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเล่นการพนันเป็นความผิดร้ายแรง โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างจำเลยได้ จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เล่นการพนัน ข้อที่ว่าเล่นการพนันเป็นความผิดร้ายแรงเป็นยุติตามฟ้อง

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๕๓/๒๕๓๔ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับรองตั๋วแลกเงิน รวม ๗๗ ฉบับ เป็นเงิน ๑๗,๖๐๖,๕๖๗.๗๖ บาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายให้แก่บริษัท ป. จำกัด ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ได้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินนั้นแล้ว จำเลยให้การเพียงว่าจำเลยไม่เคยทำหนังสือคำขอให้โจทก์รับรองตั๋วแลกเงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้อที่โจทก์ได้รับรองตั๋วแลกเงินและโจทก์ได้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินแล้ว ถือว่าจำเลยรับว่าจำเลยได้ให้โจทก์รับรองตั๋วแลกเงิน ๗๗ ฉบับ และโจทก์ได้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวจริง ดังนี้ จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามสัญญาที่ขอให้โจทก์ รับรองตั๋วแลกเงินโดยไม่ต้องนำตั๋วแลกเงิน ๗๗ ฉบับ ซึ่งโจทก์มิได้สำเนาให้จำเลยมาวินิจฉัย

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๘๕/๒๕๓๑ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานให้จำเลย เมื่อโจทก์ทำงานเสร็จแล้วจำเลยไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญา จำเลยให้การเพียงว่า จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ ประเด็นจึงมีว่าจำเลยได้ว่าจ้าง โจทก์ให้ทำงานตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์และยังไม่ได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ไม่จำเป็นต้องกำหนด ประเด็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ทั้งไม่จำเป็นต้องกำหนดประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินมากน้อยเพียงใด เพราะจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าจ้างว่า ไม่ถูกต้องและความจริงเป็นจำนวนเท่าใด

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑๕/๒๕๔๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวนแน่นอนแล้ว แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้อง ของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระแต่ประการใด ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง   มาตรา ๑๗๗  วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวโดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้ที่พิพาทเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ  จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๐๕/๒๕๓๔ ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวไว้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ น. เป็นผู้รับมอบอำนาจแทนและแต่งตั้งทนายความแทนโจทก์ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มิได้มอบอำนาจให้ น. หรือการมอบอำนาจไม่ถูกต้องอย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยในเรื่องการมอบอำนาจ จึงไม่มีกรณีที่จะต้องใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐาน แม้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จะไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ คดีก็ต้องฟังว่า น. เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีอำนาจแต่งทนายให้ฟ้องคดีได้

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๒/๒๕๔๑ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลย ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งได้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งแยก กรรมสิทธิ์ตามส่วนสัดที่แต่ละฝ่ายได้ครอบครองแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามไปทำการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ม. และ ส. ซึ่งได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดมานาน ๔๐ ปี แล้ว โดย ม. ครอบครองปลูกสร้างบ้านอยู่ทางทิศตะกันตกและ ส. ครอบครองปลูกสร้างบ้านอยู่ทางทิศตะกันออก ต่อมาโจทก์ทั้งสามได้ ครอบครองที่ดินส่วนของ ม. ส่วนจำเลยทั้งสามได้ครอบครองที่ดินส่วนของ ส. เห็นได้ว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามมิได้ระบุว่าโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามแบ่งแยกการ ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดจำนวนเนื้อที่ฝ่ายละเท่าใด เพื่อเป็นการปฏิเสธ ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสามที่ว่าโจทก์ทั้งสามมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินครึ่งหนึ่งนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นพิพาทแม้จำเลยทั้งสาม จะได้แถลงต่อศาลชั้นต้นไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถึงส่วนสัดของที่ดินที่จำเลยทั้งสอง ได้ครอบครองก็ตาม คำแถลงดังกล่าวก็มิใช่คำให้การไม่ก่อให้เกิดประเด็นพิพาทเช่นกัน

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๔๗/๒๕๔๔ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัย รถยนต์บรรทุกพิพาทซึ่งชนกับรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งที่ ร. ขับด้วยความประมาทของ ร. โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ขอให้ศาลบังคับให้จำเลย  ซึ่งเป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้จ้างวาน ร. ชดใช้เงินแก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ จำเลยให้การว่าไม่ได้เป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้จ้างวาน ร. ตามคำฟ้อง และคำให้การดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงประการเดียวว่าจำเลยเป็นนายจ้าง ตัวการ ผู้ใช้หรือผู้จ้างวาน ร.หรือไม่ส่วนประเด็นที่ว่าความประมาทเกิดจาก ร. หรือไม่นั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องนี้ไว้ ต้องฟังว่า  ร.  เป็นฝ่ายประมาทและเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๔ (๑) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ หยิบยกประเด็น เรื่องนี้ขึ้นมาวินิจฉัยว่า ร. ลูกจ้างจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทจึงยกฟ้องโจทก์เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔๖

        สรุป คำฟ้องข้อใดจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธหรือต่อสู้ ต้องถือว่าไม่มีประเด็นโต้เถียงกันในคำฟ้องข้อนั้นโจทก์จึงไม่ต้องสืบพยานหลักฐานตามมาตรา ๘๔ (๓) ศาลรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคำฟ้องได้

 

อ้างอิง : หนังสือรวมคำบรรยายเนติบัณฑิต  วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค2 (อ.สมชาย พงษธา) เล่มที่6 การบรรยายครั้งที่5





เจาะหลัก-สกัดฎีกา : คำให้การที่ไม่ได้ต่อสู้หรือกล่าวปฏิเสธถึงข้ออ้างที่โจทก์กล่าวหาข้อใด ต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงข้อนั้น | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 335 ครั้ง
ลงวันที่ 12/01/2018 00:25:06




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ




เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

       



ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 20480 คน

สถิติ ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ล่าสุด