Google Ads
Google Ads
คำค้นยอดนิยม

Warning: mysql_connect() [function.mysql-connect]: Access denied for user 'dbw_lawsiam2010'@'localhost' (using password: YES) in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/includes/config-tag.php on line 4

Warning: mysql_select_db() [function.mysql-select-db]: Access denied for user 'root'@'localhost' (using password: NO) in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/includes/config-tag.php on line 5

Warning: mysql_select_db() [function.mysql-select-db]: A link to the server could not be established in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/includes/config-tag.php on line 5

Warning: mysql_query() [function.mysql-query]: Access denied for user 'root'@'localhost' (using password: NO) in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/includes/config-tag.php on line 6

Warning: mysql_query() [function.mysql-query]: A link to the server could not be established in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/includes/config-tag.php on line 6

Warning: mysql_query() [function.mysql-query]: Access denied for user 'root'@'localhost' (using password: NO) in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 5

Warning: mysql_query() [function.mysql-query]: A link to the server could not be established in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 5

Warning: mysql_fetch_array(): supplied argument is not a valid MySQL result resource in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 6

Warning: ksort() expects parameter 1 to be array, null given in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 9

Warning: array_values() [function.array-values]: The argument should be an array in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 22

Warning: Wrong parameter count for min() in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 22

Warning: array_values() [function.array-values]: The argument should be an array in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 23

Warning: Wrong parameter count for max() in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 23

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/lawsiam/domains/lawsiam.com/public_html/modules/tag/configfunc1.php on line 32

ผู้สนับสนุน


ติดต่อทีมงาน
สนใจลงโฆษณา...
ติดต่อ admin@lawsiam.com
Line ID : Lawsiam.com

โดย ลอว์สยาม ดอทคอม


สรุปคำบรรยาย ล้มละลาย ภาค 2/61 ครั้งที่ 1-8 | สังคมนักกฎหมายยุคใหม่ Lawsiam.com :- ถาม-ตอบ ปัญหากฎหมาย ปรึกษาคดี ว่าความทั่วราชอาณาจักร, Law , justice, judge
 



  

  
   สรุปคำบรรยาย ล้มละลาย ภาค 2/61 ครั้งที่ 1-8


หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ไกรสร บารมีอวยชัย ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiam googlegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 ( ส่วนแรก ) ( 27 / 11 /2551 )
การบริหารนโยบายบ้านเมือง ต้องอาศัยกลไกกฎหมาย เช่นเรื่องกฎหมายประกันเงินฝาก แต่เดิมรัฐไม่มีการประกันก็มีปัญหาว่าประชาชนไม่มั่นใจ เพื่อให้สถาบันการเงินมีความแข็งแรงรัฐก็เลยมีความจำเป็นที่จะค้ำประกัน ต่อมาเมื่อรัฐเห็นว่าสถาบันการเงินมีความแข็งแรงจึงมีกฎหมายออกมาว่าให้รัฐประกันเงินฝากบัญชีล่ะ 1 ล้าน
ปัญหาที่สังคมต้องมีกฎหมายล้มละลายคือ คนชำระหนี้สินของตนเองไม่ได้ เมื่อลูกหนี้มีทรัพย์สินจำนวนจำกัด และมีหนี้สินไม่จำกัด และลูกหนี้นี้ก็มักจะมีเจ้าหนี้หลายราย เพราะเป็นปกติที่เจ้าหนี้แต่ล่ะรายจะทราบว่าลูกหนี้มีขีดจำกัดในการชำระเท่าใด
โดยหลัก กฎหมายล้มละลายคือเสมอภาคและรวดเร็ว ดูที่กฎหมายล้มละลายว่ามีบทบัญญัติที่สนองวัตถุประสงค์พวกนี้หรือไม่ ม.13 การพิจารณาล้มละลายนั้นพิจารณาเป็นการด่วน
กฎหมายให้เจ้าหนี้ทุกรายมีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ เน้น ทุกคน มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแม้ไม่ได้เป็นผู้ฟ้องเองก็ตาม ก็มีกระบวนการตรวจสอบเจ้าหนี้ว่าเป็นเจ้าหนี้ที่แท้จริงหรือไม่ เจ้าหนี้จริงเท่านั้นที่จะได้รับชำระหนี้ที่เสมอภาคและเป็นธรรม
ม.115 เป็นบทบัญญัติที่ไม่ยอมให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใด ให้เจ้าหนี้นั้นได้เปรียบเจ้าหนี้คนอื่น ไม่ให้ได้ก่อนหรือได้ไปคนเดียว
ม110 , ม.111 , ม.112 กรณีฟ้องเป็นคดีแพ่งแล้วบังคับคดีก่อน กฎหมายไม่ยอมให้ได้ไปเพียงผู้เดียว หมายบังคับคดีไม่อาจใช้กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
กระบวนการรวบรวมทรัพย์สินต่างๆ เป็นอำนาจที่สำคัญของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แม้เป็นสิ่งของบคคลอื่นก็ตาม ม.109 (3) หรือ กรณีทรัพย์สินที่โอนให้บุคคลอื่นแล้ว ก็เพิกถอนได้ ไม่ว่าเป็นการโอนโดยฉ้อฉลหรือให้เปรียบก็ตาม
ทรัพย์สินต่างๆที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมมาก็จะนำมาแบ่งตามประเภท
วัตุประสงค์ 2. เพื่อให้ลูกหนี้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ การหลุดจากหนี้ด้วยการชำระหนี้นั้นเป็นไปไม่ได้เลย กฎหมายจึงหาทางเยียวยา ให้ลูกหนี้ที่สุจริตเช่น 1. ประนอมหนี้ ( ลดหนี้ลงมา ) 2. ขอปลดจากล้มละลาย ให้ทรัพย์สินทั้งหมด แล้วปลดล้มละลาย หรือให้เท่านั้นเท่านี้แต่ระยะเวลาผ่อนสั้นลง ก็ขึ้นอยู่กับศาล
ปัจจุบันก็ได้มีการแก้กฎหมายล้มละลายขึ้นมาใหม่ให้แก่ลูกหนี้ที่สุจริต
การเปรียบเทียบคดีแพ่งกับคดีล้มละลาย แต่เดิมนักกฎหมายมักคิดว่าคดีล้มละลายคือคดีแพ่ง
1. ผลที่มีต่อเจ้าหนี้ คดีล้มละลายให้สิทธิเจ้าหนี้ทุกรายได้รับประโยชน์ คดีแพ่งแล้ว เจ้าหนี้ที่ฟ้องคดีเท่านั้นที่จะบังคับคดี
2. ผลที่มีต่อลูหนี้ คดีล้มละลายลูกหนี้จะถูกบังคับกับทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ดูว่าเจ้าหนี้ฟ้องเท่าไร คดีแพ่งลูกหนี้ถูกบังคับคดีไม่เกินหนี้ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ฟ้อง
กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายในภาพรวม
1. เจ้าหนี้ยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาล ( ค่อนข้างโบราณ ที่ให้แต่เจ้าหนี้ โดยในประเทศอื่น ให้สิทธิลูกหนี้ด้วย ) ให้ศาลวินิจฉัยได้สองทาง ลุกหนี้ชนะ ก็ยกฟ้อง ลูกหนี้แพ้ก็พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ( มิใช่ให้ล้มละลายเลยทันที ) เพราะให้สิทธิลูกหนี้ประนอมหนี้ก่อน เพราะผลของการล้มละลายนั้นค่อนข้างรุนแรง รับราชการก็ไม่ได้ เป็นผู้พิพากษาก็ไม่ได้ ( ไม่ได้มีในพ.ร.บ. ล้มละลาย นะ แต่มีใน กฎหมายอื่นๆ )
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหน้าที่ 3 อย่าง
1. ดำเนินคดีต่อจากศาลเพื่อให้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายต่อไปโดยนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อ ไปรายงานต่อศาลว่าให้ลูกหนี้ล้มละลาย
2. รวบรวมเจ้าหนี้เพื่อได้ทราบว่ามีกี่คนกี่รายแต่ละรายเป็นเจ้าหนี้รายล่ะเท่าใด วิธีการในการรวบรวมเจ้าหนี้ กฎหมายก็สร้างมาตรการ คือเจ้าหนี้ทุกรายต้องมายื่นคำขอรับชำระหนี้กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
3. ขายทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำไปแบ่งให้กับเจ้าหนี้
การหลุดพ้นการล้มละลาย
1. คำสั่งศาล 1.1 เห้นชอบการประนอมหนี้ 1.2 คำสั่งปลดจากการล้มละลาย 1.3 ยกเลิกการล้มละลาย
2. โดยผลของกฎหมาย กฎหมายล้มละลายหลักการใหม่ ปี 47
เนื่อหากฎหมายล้มละลาย
ก่อนอื่นที่จะมาเข้าคำว่า เจ้าหนี้มีประกัน ก่อนอื่นต้องทราบชื่อกฎหมายล้มละลาย ไม่ได้ดูจากหน้าปกหรือว่าสันหนังสือ โดยมีอยู่ในตัวกฎหมายเลย
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า `พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ต้องใช้คำว่า พุทธศักราช เลยนะไม่ใช่ พ.ศ ( แต่ในการตอบข้อสอบไม่ซีเรียสขนาดนั้นหรอก แต่ในการเขียนบทความหรือวิทยานิพนท์ค่อนข้างซีเรียส )
ก็เป็นเรื่องที่เน้นอยู่ว่าถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ต้องใส่หรอกเลขฏีกาหรือเลขมาตราถ้าผิดจะโดนหักคะแนน เพราะว่าข้อสอบเค้าก็ไม่ได้ถาม
นิยามของกฎหมาย ต้องดูและทำความเข้าใจให้ได้ สำคัญมากที่สุด




ครั้งที่ 1 ( ส่วนหลัง ) ( 27 / 11 /2551 )
ถ้าเราไม่เข้าใจนิยามเราจะไม่เข้าใจกฎหมายเลย เช่นการขาดนัดพิจารณาทำไมต้องเป็นนัดแรก วันสืบพยาน กฎหมายบัญญัติว่า อะไร ( จริงๆ กฎหมายไม่ได้บอก จิงๆเป็น จากฏีกา เลยมาถึงการโต้แย้งพยานฟื้นฟู )
โดยบทนิยามอยู่ใน มาตรา 6
มาตรา 6 ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
?รัฐมนตรี? หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ที่ต้องเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อให้การบังคับใช้ ได้อย่างกว้างขวาง เพราะเป็นกฎหมายตัดสิทธิ เจ้าพนักงานที่บังคับใช้ก็ต้องมี ( ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งต้องใช้ดุลพินิจ ต่างๆ ) รัฐมนตรีรักษาการก็เป็นผู้แต่งตั้งอีกทั้งวางระเบียบให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
?เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์? หมายความตลอดถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติการแทน (มาตรา 139 รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนที่เห็นสมควร โดยเฉพาะตัวหรือโดยตำแหน่งหน้าที่ให้เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีอำนาจถอดถอนได้ )

อ่านแล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง บุคคลที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ จะแต่งตั้งจากนิติบุคคลได้ไม๊ ดูจากการทำแผนฟื้นฟูที่ให้ ก็ไม่ได้
?เจ้าพนักงานบังคับคดี? หมายความถึงเจ้าพนักงาน บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มี ปรากฏอยู่ 3 มาตรา 110 111 112
?เจ้าหนี้มีประกัน? หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ
ประการแรก ต้องพิจารณาว่าเค้ามีสิทธิเหนือทรัพย์ของลูกหนี้ที่เป็นประกันหรือไม่ สำคัญคือต้องเป็นทรัพย์ของลูกหนี้
ประการสอง การจำนำ หรือ จำนองต้องชอบด้วยกฎหมาย จำนองก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน จำนำก็ต้องมีการส่งมอบทรัพย์ที่จำนำ เมื่อใดทรัพย์กลับไปสู่ความครอบครองของผู้จำนำ การจำนำก็ระงับ
สิทธิยึดหน่วง ก็เช่นการซ่อมรถ แล้วไม่ชำระค่าซ่อม หรือ สัญญาตัวการ ตัวแทน
บุริมสิทธิพิเศษ ก็มีสองอันคือ เหนือสังหาริมทรัพย์ กับเหนืออสังหาริมทรัพย์ ข้อสังเกตบุริมสิทธิอสังหาริมทรัพย์มีแล้วต้องจดทะเบียน
?กระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย? หมายความว่า กระบวนพิจารณาซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่เริ่มคดีจนถึงคดีสิ้นสุด
ที่กฎหมายต้องเขียนไว้เพราะต้องการให้สื่อให้เห็นว่าการดำเนินงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นเป็นอำนาจที่โยงใยกับอำนาจของศาล
?พิพากษา? หมายความตลอดถึงการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยทำเป็นคำสั่ง
คดีล้มละลายเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว คำสั่งใดที่สั่งไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว .....
ครั้งที่ 2(ส่วนแรก )( 04/12/2551)
เมื่อครั้งที่แล้วได้พุดถึงวิเคาะห์ศัพท์และนิยาม คำต่อไปคือ
?พิทักษ์ทรัพย์? หมายความว่า พิทักษ์ทรัพย์สินไม่ว่าเด็ดขาดหรือชั่วคราว
เพียงเพื่อไม่อยากบัญญัติยาว เช่นกรณีมาตรา 19 หรือมาตรา 22 เป็นต้น คำต่อไป
?มติ? หมายความว่า มติของเจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น
ในการประชุมเจ้าหนี้ จะเห็นว่ากฎหมายล้มละลายดูจำนวนหนี้เป็นสำคัญ , มติที่ว่านี้ใช้กับการประชุมเจ้าหนี้ทั่วๆไป
?มติพิเศษ? หมายความว่า มติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากและมีจำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่แห่งจำนวนหนี้หมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้ และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น
มติพิเศษนับจำนวนคนก่อนแล้วจึงนับจำนวนหนี้ คำต่อไป

?บุคคลภายในของลูกหนี้? หมายความว่า
(1) กรรมการ ผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการ หรือผู้สอบบัญชีของลูกหนี้
(2) ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกินจำนวนร้อยละห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการของลูกหนี้
(3) คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของลูกหนี้หรือของบุคคลตาม (1) หรือ (2)
(4) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ลูกหนี้หรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือ (3) เป็นหุ้นส่วน
(5) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ลูกหนี้หรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือ (3) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัด
(6) บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ลูกหนี้หรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือ (3) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (4) หรือ (5) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น
(7) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ลูกหนี้หรือบุคคลตาม (1) ถึง (6) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น
(8) กรรมการ ผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการ หรือผู้สอบบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ตาม (4) หรือ (5) หรือ (6) หรือ (7) แล้วแต่กรณี หรือคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลดังกล่าว"
มีใช้อยู่ที่เดียวคือ 115 ในเรื่องล้มละลาย ใช้ในเรื่องเดียวกันคือให้เปรียบเจ้าหนี้
การดำเนินคดีอาญากับลูกหนี้ นั้นไม่ค่อยมีการดำเนินคดี
?บุคคลล้มละลายทุจริต? หมายความว่า บุคคลล้มละลายที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามมาตรา 163 ถึงมาตรา 170 แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือเป็นบุคคลล้มละลายอันเนื่องมาจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดฐานยักยอกหรือฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา หรือการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
ใช้ในเรื่องการปลดล้มละลาย
.........................................................................................
คุณสมบัติของบุคคลที่ถูกฟ้องล้มละลาย ตามมาตรา 7

มาตรา 7 ลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายได้ถ้าลูกหนี้นั้นมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร หรือประกอบธุระกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยตนเองหรือโดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย หรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น
หนี้สินล้นพ้นตัว คือ มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน คำว่ามีภูมิลำเนา เราก็ต้องเอา ปพพ.ในส่วนของบุคคลมาแปล ภุมิลำเนาหมายถึงถิ่นที่อยู่ที่สำคัญของบุคคล
หนี้สินล้นพ้นตัวก็เป็นประเด็นว่า พิสูจน์ยาก เพราะต้องบรรยายว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินเท่าไหร่ หนี้สินเท่าไหร่ ก็เลยมีบทบัญญัติให้สันนิฐานไว้ ( อธิบายเฉพาะประเด็นที่มีปัญหา

(4) ถ้าลูกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้
ก. ออกไปเสียนอกราชอาณาจักร หรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกราชอาณาจักร
ข. ไปเสียจากเคหะสถานที่เคยอยู่ หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหะสถานหรือหลบไป หรือวิธีอื่น หรือปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ
ต้องไปจริงๆและต้องมีเจตนาพิเศษคือเพื่อไม่ให้ได้รับชำระหนี้หรือประวิงการชำระหนี้

5) ถ้าลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้

จะเห็นว่ามีองค์ประกอบอยุ่ 2 อันคือ ถุกยึดทรำย์กรณีหนึ่ง กับยึดแล้วไม่มีทรัพย์ชำระหนี้ ได้ดดยสิ้นเชิง

ปรากฏว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เจ้าหนี้ยังไม่ได้ฟ้องลุกหนี้คดีส้มละลายแต่ถือว่าได้ไปสืบทรัพย์ มาแล้ว หมายความว่าต้องมีหมายบังคดี

(9)ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้

ปัญหาว่าลูกหนี้ทวงถามไม่ชอบด้วยกำหมายเนื่องจากการตั้งตัวแทนนั้นไม่ได้ตั้งตัวแทนเป็นหนังสือการทวงถามไม่ชอบ ศาลวินิจฉัยว่าการทวงถามถูกต้องแล้วการตั้งตัวแทนดังกล่าวนั้นไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ
ข้อสันนิบานตามมาตรา 8 นี้เป็นข้อสันนิฐานไม่เด็ดขาด สามารถนำสืบหักล้างได้
หลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ล้มละลาย อยู่ในมาตรา 9 และมาตรา 10
กรณีเป้นลูกหนี้ไม่มีประกัน
มาตรา 9 เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ
(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคน เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และ
(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม
ต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ประการ โดยเรื่องหนี้สินล้นพ้นตัว ก็สามารถ ใช้หลักเกณฑ์ การสันนิฐานตามมาตรา 8 ได้
ถ้าเจ้าหนี้เป็นหนี้ไม่ถึง 1 ล้านหรือ 2 ล้านบาทก็ต้องไปหาเจ้าหนี้อื่นมารวมกันให้ครบตามจำนวนหนี้ ( ไม่อยากให้เรียกทุนทรัพย์เพราะการฟ้องคดีล้มละลายเป็นคดีพิเศษ ไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ )
คดีล้มละลายต่างจากคดีแพ่งตรงหนี้ไม่จำต้องถึงกำหนดชำระก็สามารถนำมาคำนวณเป็นจำนวนหนี้ ในการ ฟ้อง
และหนี้นั้นต้องเป็นหนี้ที่กำหนดได้เป็นจำนวนได้โดยแน่นอน คำถามว่าเราไปเดินหรือไปวิ่ง สุนักตำรวจกัดเราไปหนึ่งแผลถามว่าเราไปเรียกค่าเสียหายจากราชการเท่าไหร่ ก็ตอบลำบาก เพราะหนี้อย่างนี้มันยังไม่แน่นอน ก็เลยทำให้ไม่สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้
ส่วนหนี้ตัวหนี้ ก็โยนให้ศาลชี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้วแม้ยังไม่ที่สุดก็ถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดได้เป้นจำนวนแน่นอนแล้ว
เช่น ฎ. หนี้ภาษีอากรที่ยังไม่มีการแจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทราบ เพราะลูกหนี้ยังไม่รู้ว่าต้องเสียเท่าไหร่ ( ด้วยความเคารพ อาจารย์มีความเห็นแย้งว่าทุกคนรู้ทั้งนั้นว่ามีหน้าที่เสียภาษีเท่าไหร่ ก็ต้องจำเป็นพิเศษ ) แม้จะยื่นอุทธรณ์ภาษีอยู่ก็ตามก็ถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้อย่างแน่นอนแล้ว
ข้อสังเกตที่ 2 เกี่ยวกับค่าเสียหายต่างๆ เช่นเบี้ยปรับกฎหมายขึ้นอยู่กับศาล ว่าสามารถลดได้ แสดงว่าเห็นว่าไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน แต่ว่าเรื่องนี้ก็มีแนวฎีกาว่า เบี้ยปรับเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ตกลงกันในเบื้องต้นไว้แล้วว่ามีเท่าใด
เรื่องค่าขนส่งน้ำมัน แล้วน้ำมันหายไป ก็มีข้อตกลงกันชัดเจนว่าน้ำมันหายไปเท่าใด ต้องเสียค่าเสียหายเท่าใด เจ้าหนี้นำเบี้ยปรับนั้นมาฟ้องคดีล้มละลายได้
กรณีที่เจ้าหนี้นำหนี้ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติเรียงลำดับ แล้วปรากฏว่าหนี้ที่จะต้องชำระเป็นเงินอยู่ในลำดับหลังหนี้ดังกล่าวยังเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดได้แน่นอน
ศาลก็วินิจฉัยว่าเมื่อยังไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ลูกหนี้จะส่งมอบรถไม่ได้ก็ยังไม่ถือว่ามีหนี้อาจกำหนดจำนวนได้
แม้ลูกหนี้ไม่ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ศาลก็วินิจฉัยได้ นี่ก็เป็นข้อสังเกตเรื่องหนี้แน่นอนหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบด้วย คดีล้มละลายส่วนใหญ่เป็นเกี่ยวกับความสงบ
นอกจากนั้นมาตรา14ยังบัญญัติไว้ชัดว่า ต้องเป็นเรื่องวินิจฉัยอย่างแท้จริง ต่อไปก็เป็นการฟ้องล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน

มาตรา 10 ภายใต้บังคับมาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ
(1) มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และ
(2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็น

คำว่า ภายใต้บังคับมาตรา 9 หมายความว่า มาตราเก้าเป็นข้อยกเว้นของหมายตรา สิบ ฉะนั้นการที่เจ้าหนี้มีประกัน จะฟ้องก็ต้องเข้าหลักเกณฑ์มาตรา9มาก่อน แล้วจึงมีคุณสมบัติ มาตรา10เติม เหตุผลที่ มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน เพราะมีสิทธิบังคับจากหลักประกันแล้ว ไม่พอจบ
จึงไม่มีส่วนได้เสีย ซึ่งเจ้าหนี้มีประกันประเภทนี้ คือเจ้าหนี้จำนอง เพราะเจ้าหนี้จำนอง ไม่สามารถบังคับได้นอกเหนือจากทรัพย์จำนอง เว้นแต่เจ้าหนี้จำนองนั้นได้ตกลงยกเว้นไว้
หลักเกณทฑ์ 10(2) ถือเป็นเรื่องการบรรยายฟ้อง
ปัญหาที่เกิดขึ้นทางปฏิบัติคือ เจ้าหนี้มีประกันไม่รู้ว่าเค้าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน พอไม่รู้ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องมาก็เป้นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบ
ครั้งที่ 2 ช่วงท้าย( 04/12/2551)
ไม่ได้ขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย ขอให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถือเป็นคำขอที่ชอบแล้ว ส่วนศาลจะสั่งให้ล้มละลายเป็นการสั่งตามกฎหมาย
ก็มีฎีกาอีกฎีกาว่า ขอท้ายฟ้องให้ล้มละลายอย่างเดียว ศาลก็วินิจฉัยว่าคำขอเช่นนี้ก็ชอบแล้ว การจะสั่งให้ พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นกระบวนการตามกฎหมายล้มละลาย
ฉะนั้นในการบรรยายคำฟ้องก็ควรขอให้ครบ จะได้ไม่เป็นข้อต่อสู้ ปัจจุบันในการฟ้องนี้ก็ทำได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีการฟ้องเคลือบคลุม

ค่าขึ้นศาล 500 เงินประกันค่าใช้จ่ายก็ 5000 หากไม่พอศาลก็มีอำนาจเรียกเพิ่ม
การพิจารณาคำฟ้องคดีล้มละลาย ศาลก็ต้องตรวจตามมาตรา 18 ป วิ พ เพราะคำฟ้องถือเป็นคำคู่ความ
ม. 18 ป.วิ.พ. นี่ถือเป็นหัวใจของวิแพ่ง ในการตรวจคำคู่ความ เพื่อไม่ให้คำคู่ความนั้นมีข้อตำหนิภายหลังได้

ครั้งที่ 3( ส่วนแรก ) 18/12/51
เราว่ากันต่อ วันนี้ว่าด้วยการรวมพิจารณาคดีล้มละลาย ในมาตรา 12
มาตรา 12 ถ้ามีคำฟ้องหลายรายให้ลูกหนี้คนเดียวกันล้มละลายก็ดี หรือให้ลูกหนี้ร่วมกันแต่ละคนล้มละลายก็ดีศาลมีอำนาจสั่งให้รวมการพิจารณาได้
จะเห็นได้ว่ากฎหมายล้มละลายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจะไม่นำคดีวิแพ่งมาใช้ และเป็นอำนาจศาลไม่จำเป็นต้องมีคนร้องเข้ามา กฎหมายให้เป็นอำนาจศาลเลย อย่างไรก็ตามแม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติชัดแจ้งไว้แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่เป็นการตัดสิทธิคู่ความ ถ้า
1.ลูกหนี้คนเดียวถูกฟ้องคดีล้มละลายหลายเรื่อง เช่น ก. ถูกทั้งนาย 1 และนาย 2 และ นาย 3 ฟ้องคดีล้มละลายทั้งนั้น หรืออาจจะหลายมูลหนี้ก็ได้
2.ลูกหนี้ร่วมกันถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายหลายเรื่อง ลูกหนี้ร่วม คือหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้หรืออาจกำหนดโดยสัญญาเช่นค้ำประกันแล้วระบุรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ปุ๊ปรวมได้เลย
วันที่ศาลจะทำการพิจารณา ศาลจะตรวจคำฟ้องเมื่อศาลรับฟ้องก็จะกำหนดวันนั่งพิจารณา กำหนดแจ้งไม่น้อยกว่า 7 วัน ลูกหนี้เมื่อได้สำเนาคำฟ้องแล้วไม่ได้บัญญัติให้ลูกหนี้ต้องยื่นคำให้การดังนั้นจะยื่นหรือไม่ยื่นก็ได้ ถ้าไม่ยื่นก็ไม่ตกเป็นลุกหนี้ขาดนัดยื่นคำให้การ
ฎ.9597/2523 ( ค้นไม่พบ )
เพราะมาตรา 13 บัญญัติไว้ชัด
มาตรา 13 เมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีล้มละลายไว้แล้ว ให้กำหนดวันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน และให้ออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังลูกหนี้ให้ทราบก่อนวันนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน
ในทางปฏิบัติเนื่องจากการพิจารณาคดีล้มละลายศาลก็มักนำกระบวนพิจารณาคดีแพ่งโดยอนุโลมหากลูกหนี้จะยื่นคำให้การมาศาลก็จะรับ มีปัญหาว่าถ้าประสงค์ยื่นคำให้การ จะยื่นได้ถึงเมื่อไหร่
( คดีแพ่งนั้นยื่นคำให้การภายใน 15 วันนับแต่วันส่งหมาย(สำเนาคำฟ้อง) ในวิแพ่งนั้นส่วนใหญ่จะนับแต่วันส่งเพราะว่า พิสูจน์ง่ายมีหลักฐานชัด การส่งหมายวิธีธรรมดากับวิธีอื่น ปัจจุบันกฎหมายก็แก้บางส่วนด้วย ) ในคดีล้มละลายนี้ให้พิจารณาเป็นการด่วนการส่งหมายและสำเนาคำฟ้องนั้น ก่อนนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าในคดีล้มละลายถ้าลูกหนี้จะยื่นคำให้การ ลุกหนี้ทราบสำเนาคำฟ้องก่อนพิจารณาแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน การที่ลูกหนี้มายื่นหลังจากโจทก์สืบพยานแล้ว ถือว่าล่วงเลยเวลามานานแล้ว
ฎ.597/2523
การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีฟ้องให้ล้มละลายนั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดวันยื่นคำให้การเหมือนคดีแพ่งธรรมดา ฉะนั้นจำเลยจะยื่นคำให้การหรือไม่ยื่นก็ได้และหากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การก็มีโอกาสยื่นได้ถึง 7 วันเป็นอย่างน้อยก่อนวันนั่งพิจารณาแต่คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลในวันนั่งพิจารณาและไม่ยื่นคำให้การทั้งมิได้ร้องขอเลื่อนหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยานเพิ่งจะมาศาลภายหลังเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ฉะนั้นที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การจึงชอบแล้ว
จำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดที่โจทก์จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีกจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 4 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

( ประเด็นนี้การยื่นหรือไม่ยื่น อาจารย์เคยถามว่าระหว่างคดีล้มละลายกับคดีแพ่ง คดีแพ่งสามัญลูกหนี้ไม่ยื่นคำให้การตกเป็นผู้ขาดนัดแต่คดีล้มละลายไม่มีถามว่าใครมีสิทธิดีกว่า
ตอบว่า จำเลยที่ขาดนัดมีสิทธิดีกว่าเพราะเจตนารมณ์ของการขาดนัดเพื่อคุ้มครองจำเลย คุ้มครองอย่างไร ทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ที่เรากลับมาที่บ้านถึงจะได้รู้ว่าเป็นผู้แพ้คดีโดยขาดนัดแล้ว เพราะโจทก์นำส่งเองแล้วก็นำในตอนที่จำเลยไม่อยู่บ้าน ก็กลับมารายงานศาลว่าส่งโดยวิธีธรรมดาไม่ได้ ขอให้ปิดหมาย แต่ในทางปฏิบัติศาลจะสั่งไปในคราวเดียวเลยว่า หากไม่มีผู้รับให้ปิดหมาย )
เมื่อคดีล้มละลายไม่มีการขาดนัดก็จะขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าขาดนัดโดยไม่จงใจไม่ได้ อย่างไรก็ตามกฎหมายล้มละลายก็มีกระบวนการคุ้มครองลูกหนี้อยุ่แล้วใน
มาตรา 14 ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง
ตามกฎหมายแล้ว ลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องยื่นคำให้การดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถานเพราะ มาตรา 14 ก็ ให้พิจารณาตามความจริง จะนำเรื่องการชี้สองสถานมาใช้ไม่ได้ ในเรื่องการไม่ปฏิเสธประเด็นใดถือว่ารับประเด็นนั้นไม่ได้ จะนำเอาวิแพ่งมาใช้ไม่ได้มันจะไม่ได้ความจริง
อาจารย์จึงไม่เห็นด้วยในทางปฏิบัติที่มีการชี้สองสถานในคดีล้มละลาย
การสืบพยานให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำสืบก่อนว่าพิสูจน์ความจริงให้ได้ตามมาตรา 14 ในการสืบพยานหากคู่ความไม่มา ให้คู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา ดังนั้นจะแปลกๆหน่อยตรงที่ขาดนัดพิจารณานำมาใช้ในคดีล้มละลาย เข้าใจเอาเองว่าเอา มาตรา 154 มาแปลความเมื่อแปลอย่างนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลฝ่ายนั้นก็ขาดนัดพิจารณา เมื่อขาดนัดพิจารณาแล้วทำอย่างไร
หากลูกหนี้ผู้เป็นจำเลยขาดนัดก็ พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว
หากโจทก์ไม่มาก็จำหน่ายคดีออกจากศาลระบบความ
หากไม่มาทั้งคู่ก็จำหน่ายคดีเช่นกัน
จำไว้เลยว่าการที่จะยกฟ้องได้จะต้องมีการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว หากเป็นการขาดนัดนั้นจะต้องจำหน่ายคดีจะไปยกฟ้องไม่ได้ โจทก์ฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ
การพิจารณาคดีล้มละลายศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริง คือการต้องมีการสืบพยานดังนั้นหากมีการตกลงประนีประนอมพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ ไม่ได้ เปรียบได้กับคดีอาญาที่เป็นคดีอาญาแผ่นดินเป็นต้น
ฎ.1954/2535( ค้นไม่พบ )
ฎ.ศาลจะพิพากษาตามยอมไม่ได้
การพิจารณาคดีล้มละลายจะต่างกับคดีแพ่ง คือต้องพิจารณาให้ได้ความจริง ในกรณีที่จำเลยขอพยานบุคคลเข้าสืบเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารจำเลยจะทำได้หรือไม่ ดูเหมือนจะทำไม่ได้เพราะขัด
ฎ. 9237/2539
จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์มอบเงินให้จำเลยที่1นำไปให้บุคคลภายนอกกู้โดยคิดดอกเบี้ยอัตราระหว่างร้อยละ7ถึง25ต่อเดือนแล้วแบ่งผลประโยชน์กันสัญญากู้เงินตามฟ้องโจทก์นำเงินมาให้จำเลยที่1ปล่อยกู้เพียง375,000บาทแต่โจทก์นำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ25ต่อเดือนเป็นเวลา1ปีเป็นเงิน1,125,000บาทมารวมเข้ากับต้นเงินดังกล่าวเป็นเงิน1,500,000บาทแล้วให้จำเลยที่1ทำสัญญากู้เงินโดยมีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันไว้เป็นหลักประกันจำเลยที่1ได้ขายบ้านพร้อมที่ดินของจำเลยที่1ชำระหนี้แทนโจทก์ให้แก่ส.ไปแล้วจำนวน250,000บาทส่วนที่เหลือจำเลยที่1ก็ชำระคืนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจำเลยทั้งสองย่อมนำสืบพยานบุคคลหักล้างได้ว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมดไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94วรรคท้ายนอกจากนี้การที่ห้ามนำสืบพยานบุคคลเพื่อให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารอันเป็นการตัดรอนมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483อันเป็นกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งกำหนดให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิจารณาเอาความจริงให้ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงหรือไม่จำเลยทั้งสองชอบที่จะนำสืบพยานดังกล่าวได้

การห้ามนำสืบพยานบุคคลที่จะเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารหากไม่ให้นำสืบย่อมขัดต่อพ.ร.บ.ล้มละลายที่ให้ศาลพิจารณาให้ได้ความจริง จะนำบทบัญญัติเรื่องพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไปมาใช้ไม่ได้
หรือกรณีสืบพยานโดยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารนั้นให้แก่คู่ความอีกฝ่าย
ฎ.2837/2539
พระราชบัญญัติญญัติล้มละลายฯมาตรา14ให้ศาลพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา9หรือมาตรา10เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่1เป็นหนี้โจทก์เพียง84,568.29บาทและยังประกอบกิจการมีรายได้อีกทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยที่1เป็นหนี้บุคคลอื่นใดอีกจำเลยที่1จึงอยู่ในฐานะที่สามารถชำระหนี้ให้โจทก์ได้ดังนั้นลำพังแต่ทางนำสืบของโจทก์ซึ่งได้ความตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยที่1ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์แล้วรวม2ครั้งและจำเลยที่1เปลี่ยนชื่อสกุลย้ายที่อยู่โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงอื่นสนับสนุนแสดงให้เห็นถึงฐานะของจำเลยที่1ว่าตกอยู่ในสภาพมีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างใดรูปคดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่1เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวพระราชบัญญัติญญัติล้มละลายฯเป็นกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งกำหนดให้ศาลมีหน้าที่พิจารณาเอาความจริงให้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่การที่จำเลยที่1เสนอพยานเอกสารต่อศาลเพื่อให้ปรากฎความจริงดังกล่าวแม้ไม่ได้ส่งสำเนาให้แก่โจทก์ก่อนสืบพยานตามกฎหมายก็ไม่เป็นการตัดรอนศาลมิให้รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว

นอกจากนี้มีประเด็นที่ขอระบุพยานเพิ่มเติม นั้น กฎหมายพิจารณาให้ได้ความจริงต้องอนุญาตให้จำเลยระบุพยานได้แม้ล่วงเลยเวลาแล้ว
จำเลยนำพยานมาสืบนอกประเด็น ก็เช่นกัน ศาลก็อนุญาตให้จำเลยนำพยานมาสืบนอกประเด็นได้แม้ไม่ได้โต้แย้งไว้ก็ตาม
จากหลักจากฎีกาเหล่านี้ก็เป็นการยืนยันหลักว่า จำเลยในคดีล้มละลายไม่จำเป็นต้องยื่นคำให้การเลย หากอาจารย์เป็นทนายคดีล้มละลายอาจารย์ก็จะไม่ยื่นคำให้การ
( ในคดีแพ่งสามัญ ก็มองดูก็แปลกๆ ในคดีที่จำเลยขาดนัด โจทก์ต้องสืบเต็มคดีเลยเลยไปฝ่ายเดียว แต่ในกรณีที่จำเลยไม่ขาดนัด ได้ต่อสู้คดีนั้น โจทก์ก็สืบเฉพาะประเด็นที่จำเลยต่อสู้เท่านั้น ประเด็นอื่นถือว่ารับตามฟ้องโจทก์ )
ระหว่างพิจารณาคดีนั้นก็มีวิธีการชั่วคราวในกฎหมายล้มละลายใน มาตรา 16 และมาตรา 17
มาตรา 16 นั้นเป็นการควบคุมตัวลูกหนี้
มาตรา 16 เมื่อศาลได้รับฟ้องคดีล้มละลายแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้อง และโจทก์นำสืบได้ว่าลูกหนี้ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
ก. ออกไปหรือกำลังจะออกไปนอกเขตอำนาจศาลหรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกเขตอำนาจศาลโดยเจตนาที่จะป้องกันหรือประวิงมิให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้
ข. ปกปิด ซุกซ่อน โอน ขาย จำหน่าย หรือยักย้ายทรัพย์สิน ดวงตราสมุดบัญชี หรือเอกสาร ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในการดำเนินคดีล้มละลายให้พ้นอำนาจศาล หรือกำลังจะกระทำการดังกล่าวนั้น
ค. กระทำหรือกำลังจะกระทำการฉ้อโกงเจ้าหนี้ หรือกระทำหรือกำลังจะกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งมีโทษตามพระราชบัญญัตินี้
ศาลมีอำนาจสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าไปในเคหะสถานหรือที่ทำการของลูกหนี้ระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินดวงตรา สมุดบัญชีหรือเอกสารของลูกหนี้ และให้มีอำนาจสอบสวนลูกหนี้หรือออกหมายเรียกลูกหนี้มาสอบสวนได้
(2) ให้ลูกหนี้ให้ประกันจนพอใจศาลว่า ลูกหนี้จะไม่หลบหนีไปนอกอำนาจศาล และจะมาศาลทุกคราวที่ศาลสั่ง ถ้าลูกหนี้ไม่สามารถให้ประกัน ศาลมีอำนาจสั่งขังลูกหนี้ได้มีกำหนดไม่เกินครั้งละหนึ่งเดือน แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกเดือน
(3) ออกหมายจับลูกหนี้มาขังไว้จนกว่าศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือจนกว่าศาลจะยกฟ้องหรือจนกว่าลูกหนี้จะให้ประกันจนพอใจศาล
มาตรา 16 ที่เรียกชื่อว่าการควบคุมตัวลูกหนี้นี้ให้สิทธิเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เท่านั้นให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียว ( คำขอฝ่ายเดียวตัวบทจะบัญญัติไว้เลย ) ให้ทำเป็นคำร้อง ( ต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น กฎหมายต้องการหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ) เราก็ต้องไปดูมาตรา 21 การพิจารณาคำร้องคำขอใน ป.วิ.พ. ( มาตรา 21 เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคำขอหรือคำแถลงต่อศาล
(๑) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คำขอหรือคำแถลงจะต้องทำเป็นคำร้องหรือเป็นหนังสือ ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะยอมรับคำขอหรือคำแถลงที่คู่ความได้ทำในศาลด้วยวาจาได้แต่ศาลต้องจดข้อความนั้นลงไว้ในรายงาน หรือจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หรือยื่นคำแถลงเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
(๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อนแต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัด
(๓) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวแล้วให้ศาลมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ ได้เว้นแต่ในกรณีที่คำขอนั้นเป็นเรื่องขอหมายเรียกให้ให้การ หรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคำพิพากษาหรือเพื่อให้ออกหมายบังคับ หรือเพื่อจับหรือกักขังจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(๔) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้นโดยไม่ต้องทำการไต่สวนแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้น
ในกรณีเรื่องใดที่ศาลอาจออกคำสั่งได้เองหรือต่อเมื่อคู่ความมีคำขอ ให้ใช้บทบัญญัติอนุมาตรา (๒), (๓) และ (๔) แห่งมาตรานี้บังคับ
ในกรณีเรื่องใดที่คู่ความไม่มีอำนาจขอให้ศาลมีคำสั่ง แต่หากศาลอาจมีคำสั่งในกรณีเรื่องนั้นได้เอง ให้ศาลมีอำนาจภายในบังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๐๓ และ ๑๘๑ (๒)ที่จะงดฟังคู่ความหรืองดทำการไต่สวนก่อนออกคำสั่งได้ )
ครั้งที่ 3(ส่วนหลัง )18/12/51
แต่ถ้าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัดจะสำเนาไม่ได้ เพราะถ้ามัวไปสำเนา จำเลยก็จะหลบหนี จะบอกให้รู้ล่วงหน้าไม่ได้ ในมาตรา 16 ก็มาดูว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัดหรือไม่ก็ ดูแต่ละข้อไป
เช่น ( 1 ) ( 2 ) ไม่เคร่งครัด แต่โดยสภาพ ( 3 ) เคร่งครัด โดยคำขอตามมาตรา 16 นี้สามารถยื่นได้ตั้งแต่ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องจนถึงเมื่อไหร่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ ฉะนั้นโจทก์ก็มีสิทธิจนกว่าศาลจะพิจารณาคดีนี้เสร็จหรือจนกว่าศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ก็มาดู ( 3 )
ในทางปฏิบัติมาตรา 16 นี้ ไม่ใช้กันฎีกาก็ไม่ค่อยมี
การพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว มาตรา 17
มาตรา 17 ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวก็ได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องนี้แล้วให้ดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยทันทีถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูล ก็ให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว แต่ก่อนจะสั่งดังว่านี้ จะให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ให้ประกันค่าเสียหายของลูกหนี้ตามจำนวนที่เห็นสมควรก็ได้
เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด ศาลจะทำการไต่สวน ถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็จะสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว
คำว่าคดีมีมูลหมายถึงอะไรศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่าหมายถึงมีมูลที่ศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ คือมีมูลตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 แล้วแต่กรณี
ฎ.599/2517
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยชั่วคราว ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง และในวันนัดได้สอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วเห็นว่าวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวนต่อไป วินิจฉัยให้ยกคำร้องของจำเลยเสียนั้น ถือได้ว่าเป็นการไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ว
ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยล้มละลายจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 หรือ 10 คำว่าคดีมีมูล ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 17 ซึ่งเป็นบทว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ในระหว่างนั้นจึงมีความหมายว่ามีมูลที่จะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้หาได้หมายความเพียงมีมูลเป็นหนี้สินกันอยู่จริงแต่อย่างเดียวไม่

ก็เคยมีปัญหาคือเจ้าหนี้ที่เป็นโจทก์ยื่นขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวแล้วนำสืบว่าเป็นหนี้ผู้เป็นโจทก์ตามฟ้องเท่านั้น ศาลก็ยกคำขอเพราะยังไม่พอว่าคดีมีมูลตาม มาตรา 9 คือไม่ได้พิสูจน์ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว
ฎ. 1742/2532 (ค้นไม่พบ )
เป็นประเด็นว่าจะนำวิธีการชั่วคราวในคดีแพ่งมาใช้ได้หรือไม่ คำตอบในฎีกานี้คือไม่ได้
คำสั่งคำร้องที่ 14/2506 ( ค้นไม่พบ )
เจ้าหนี้ฟ้องเป็นคดีล้มละลายศาลต้นพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลต้นยึดทรัพย์ไว้ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ( ขณะนั้นยังไม่มีบทบัญญัติให้ไปศาลฎีกา ) ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฎีกา แล้วเป็นห่วงทรัพย์ ที่ยึดไว้ว่า กลัวจะต้องคืนทรัพย์ลูกหนี้แล้วจะเสียหายจึงขอให้ศาลฎีกายึดทรัพย์ไว้ชั่วคราว
ศาลฎีกามีคำสั่งให้ ยึดทรัพย์ต่อไปได้ โดยอาศัยมาตรา 264 ป.วิ.พ. อาจารย์ให้เหตุผลจากฎีกาว่าเป็นการป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ของจำเลย
( ดูมาตรา 251 ป.วิ.พ.ในการที่ทนายจะเอาทรัพย์คืน(มาตรา 251 ถ้าคู่ความซึ่งแพ้คดีในศาลชั้นต้นได้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับให้ตนชนะในข้อสาระสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นจะยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือคืนเงินจำนวนที่วางไว้ต่อศาลในข้อนั้น ๆ ก็ได้ ) )
แต่คำสั่งคำร้องปัจจุบันคงจะเป็นหมันไปแล้วเพราะปัจจุบันเหลือเพียงสองศาลแล้ว
ฎ. 2142/2517
มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติว่า"ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวก็ได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องนี้แล้วให้ดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยทันที ถ้าศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็ให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว" คำว่าศาลตามมาตรานี้ต้องหมายความถึงศาลชั้นต้น โดยกฎหมายบัญญัติให้ศาลทำการไต่สวนฟังว่าคดีของโจทก์มีมูลหรือไม่เสียก่อนที่จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว เพราะถ้าได้ผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นไปจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือมีคำพิพากษาแล้วกรณีก็ไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนฟังว่าคดีมีมูลหรือไม่อีก ฉะนั้น ที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ประสงค์จะให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไว้ชั่วคราว ได้ก็แต่ในกรณีก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่มีบทบัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวในระหว่างฎีกาได้

การขอพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวต้องขอก่อนพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากมีปัญหาว่า ศาลต้นยกฟ้อง ระหว่างอุทธรณ์โจทก์จะขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวขณะอุทธรณ์ ได้หรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำขอของโจทก์อ้างว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโจทก์จะมาขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวตอนนี้ไม่ได้ โจทก์ไม่พอใจ ยื่นฎีกาอ้างว่าคดีนี้ศาลต้นยกฟ้องไม่เข้าที่ว่าก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลวินิจฉัยว่าการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นจะขอได้เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น
ถามว่าลูกหนี้จะขอให้ศาลทุเลาการบังคับได้หรือไม่ มีบรรทัดฐานว่า การพิจารณาคดีล้มละลายกฎหมายมีวัตถุประสงค์ให้พิจารณาด้วยความรวดเร็วจึงจะนำการทุเลาอันเป็นหลักในคดีแพ่งมาใช้ไม่ได้
ทางแก้ของลูกหนี้ มีอะไรบ้างขอประนอมหนี้ก็ไม่ได้เพราะเจ้าหนี้ก็ยังไม่มีที่ประชุมจะไปประนอมหนี้กับใคร เจ้าหนี้ยังไม่ได้มาขอรับชำระหนี้กัน
ทางแก้อันแรกคือ อุทธรณ์เพราะคำสั่งตามาตรา 16 หรือ 17 ไม่ได้ให้เป็นที่สุดเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะรับหรือไม่
อีกทางหนึ่งก็คือตามมาตรา 18
มาตรา 18 ถ้าคำสั่งตามมาตรา 16 หรือมาตรา 17 นั้น มีเหตุอันสมควรจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข โดยศาลเห็นเองก็ดีหรือลูกหนี้ได้มีคำขอขึ้นมาก็ดีศาลมีอำนาจถอนคำสั่งนั้นหรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรได้
อันนี้ไม่ใช่คำขอฝ่ายเดียวก็ต้องสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายทราบ
ฎ. 599/2517
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยชั่วคราว ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาคำร้อง และในวันนัดได้สอบข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้วเห็นว่าวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวนต่อไป วินิจฉัยให้ยกคำร้องของจำเลยเสียนั้น ถือได้ว่าเป็นการไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ว
ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยล้มละลายจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 หรือ 10 คำว่าคดีมีมูล ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 17 ซึ่งเป็นบทว่าด้วยการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาเพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ในระหว่างนั้นจึงมีความหมายว่ามีมูลที่จะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้หาได้หมายความเพียงมีมูลเป็นหนี้สินกันอยู่จริงแต่อย่างเดียวไม่

ได้หลักว่าการไต่สวนของศาลนั้นลำพังการที่ศาลสอบถามก้เป็นการไต่สวนแล้วไม่จำเป้นต้องเป็นการสืบพยาน
อีกประการในสิทธิของลูกหนี้ คือในมาตรา 29
มาตรา 29 ถ้าปรากฏภายหลังว่า เจ้าหนี้แกล้งให้ศาลใช้อำนาจดังกล่าวไว้ในมาตรา 16 หรือมาตรา 17 เมื่อลูกหนี้มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้ชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ในกรณีเช่นนี้หากเจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับเจ้าหนี้นั้นเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา
กฎหมายก็ให้สิทธิลูกหนี้ มาตรา 29 ทางปฏิบัติไม่มีที่ใช้ อาจารย์เข้าใจว่าทนายความลุกหนี้ไม่เห็นในบทบัญญัตินี้
ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ประเด็นที่มีการต่อสู้ในชั้นพิจารณาเสมอ คือลูกหนี้หนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ส่วนมากจะอ้างมาตรา 8 ปัจจุบันก็เป็นหลักว่าหากพิสูจน์ได้เข้ามาตรา 8 ก็ใช้ได้แล้ว เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องพิสูจน์หักล้างเอาเอง
ครั้งที่ 4 ( ส่วนแรก ) 20/12/51
ตัวอย่างที่สอง ชำระหนี้ในคดีแพ่ง เจ้าหนี้นำหนี้นั้นมาฟ้องลุกหนี้เป็นคดีล้มละลาย คดีแพ่ง อุทธรณ์คดีไม่ถึงที่สุด ลูกหนี้ต่อสู้ว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นนอน ปัญหาว่าข้อต่อสู้นั้นได้หรือไม่
ตอบ หนี้ตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายถือว่ากำหนดได้เป็นจำนวนแน่นอนแล้วเพราะคำพิพากษาจะผูกพันธ์ คู่ความลูกหนี้ไม่มีสิทธิโต้แย้งได้จนกว่าศาลสูงจะพิพากษากลับเป็นอย่างอื่น
อาจารย์เห็นว่าเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ความจริงแล้วเหตุผลที่ควรนำมาวินิจฉัย คือว่า เมื่อศาลกำหนดจำนวนหนี้แล้วต้องถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดได้แน่นอนซึ่งไม่มีผู้ใดจะมาโต้แย้งตัวเลขนี้ได้อีกแล้ว
แต่ว่าศาลฎีกามาวินิจฉัยต่อว่าการที่คดีแพ่งคดีไม่ถึงที่สุดหากมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลาย ไป แล้วต่อมามีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงไป ก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ดังนั้นถือว่ามีเหตุอื่นที่ลูกหนี้ไม่ควรล้มละลาย ตามมาตรา 14 ศาลพิพากษายกฟ้อง
ข้อสังเกต คือ ก็มีฎีกาอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย แต่คดีที่สองนี้มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า สามารถสืบได้ว่าลูกหนี้ไปยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเข้าเหตุสันนิฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถือว่าลูกหนี้กระทำโดยไม่สุจริต
ตัวอย่างที่สาม ที่เป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย เจ้าหนี้นำหนี้ที่ขาดอายุความมาเป็นคดีล้มละลายลูกหนี้ไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ก็ถือว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย ( ถ้าลุกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ก็ไม่เข้ามาตรา 9 ) ผลเหมือนกันแต่อ้างเหตุคนล่ะเหตุ มาตรา 14 กับ มาตรา 9
ตัวอย่างที่ 4 ก็คือเจ้าหนี้เคยได้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายไว้แล้วไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้และไม่มีเจ้าหนี้มาขอรับชำระหนี้เลย เมื่อไม่มีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ทำเรื่องต่อศาลว่ามีเหตุไม่ควรให้ล้มละลาย
เจ้าหนี้ก็นำมาฟ้องใหม่ ศาลก็พิพากษายกฟ้องเพราะเป็นความผิดของโจทก์เอง ที่ไม่ขอรับชำระหนี้
อาจารย์เห็นในคดีแรกมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วถือว่า วินิจฉัยในคดีแล้ว
ฏ1885/2542
เมื่อโจทก์บังคับคดีแล้ว จำเลยทั้งสองได้ผ่อนชำระเงินให้แก่ โจทก์ครั้งละ 10,000 บาทบ้าง ครั้งละ 15,000 บาทบ้างเป็นระยะเวลานานถึง 13 ครั้ง แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ขวนขวายรวบรวมเงินที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ยังมิได้ละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาแม้จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ แต่การที่จะให้บุคคลใดสมควรเป็นบุคคลล้มละลายนั้น ใช่แต่ฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้แล้วต้องเป็นบุคคลล้มละลายเสมอไป ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ก็สืบเนื่องมาจาก การค้าขายขาดทุน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบกิจการ หรือก่อหนี้โดยทุจริตหรือประพฤติเล่นการพนัน จำเลยทั้งสอง มิได้เป็นหนี้เจ้าหนี้รายอื่น ๆ อีก โดยสภาพหากให้จำเลยทั้งสองต้องเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว นอกจากจำเลยทั้งสองต้อง ออกจากการทำงาน จำเลยทั้งสองยังต้องขาดสภาพที่จะหาเงิน มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์และยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ ครอบครัวทั้งหมดอีกด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งมีที่ทำงานที่แน่นอนมีรายได้ตามภาวะเศรษฐกิจ ที่จะยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนได้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสอง ยังมีความสามารถในการรวบรวมเงินชำระหนี้ กรณีจึงเป็นเหตุอื่น ที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ (จำเลยทั้งสอง) ล้มละลายตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

วินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยทั้งสองขวนขวายชำระหนี้และมีหน้าที่การงานเป็นหลักแหล่งถือว่ามีความสามารถในการรวบรวมชำระหนี้ถือว่ามีเหตุให้ไม่ควรล้มละลาย
การพิจารณาเป็นการพิจารรรารายบุคคลจะเอาเหตุของลูกหนี้ร่วมคนอื่นมาพิจารณาไม่ได้
ฎ.1571/2549( ค้นไม่พบ )
หลักเหตุอื่นที่ลูกหนี้ไม่ควรล้มละลาย
1. สุจริต 2. เจ้าหนี้ได้รับการเยียวยา เว้นที่ข้อ3. 3. เจ้าหนี้ไม่สุจริต ( ขาดอายุความ หรือ ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ )
เมื่อมีการสั่งพิทัก์ทรัพย์เด้ดขาดผล คตือ ม.30
มาตรา 30 เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วลูกหนี้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ลูกหนี้ได้ทราบคำสั่งนั้น ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และยื่นคำชี้แจงตามแบบพิมพ์ว่าได้มีหุ้นส่วนกับผู้ใดหรือไม่ ถ้ามีให้ระบุชื่อและตำบลที่อยู่ของห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด
(2) ภายในเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้ทราบคำสั่งนั้น ลูกหนี้ต้องไปสาบานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแบบพิมพ์ แสดงเหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัวสินทรัพย์และหนี้สิน ชื่อ ตำบลที่อยู่ และอาชีพของเจ้าหนี้ ทรัพย์สินที่ได้ให้เป็นประกันแก่เจ้าหนี้และวันที่ได้ให้ทรัพย์สินนั้น ๆ เป็นประกันรายละเอียดแห่งทรัพย์สินอันจะตกได้แก่ตนในภายหน้า ทรัพย์สินของคู่สมรส ตลอดจนทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในความยึดถือของตน
ระยะเวลาตามมาตรานี้ เมื่อมีเหตุผลพิเศษ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขยายให้ได้ตามสมควร
ถ้าลูกหนี้ไม่อยู่หรือไม่สามารถทำคำชี้แจงตามมาตรานี้ได้ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ทำแทน หรือช่วยลูกหนี้ในการทำคำชี้แจง แล้วแต่กรณี และเพื่อการนี้ให้มีอำนาจจ้างบุคคลอื่นเข้าช่วยตามที่เห็นจำเป็น โดยคิดหักค่าใช้จ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้
1. สาบานตัวทั้งสองครั้งและชี้แจ้งเกี่ยวกับทรัพย์สินต่างๆ ทางปฏิบัติไม่มีใครเคยมา
( มีไฟล์เสียงเพียงเท่านี้ )
ครั้งที่ 5 ( ส่วนแรก ) 25/12/51
คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องผลแห่งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดที่มีต่อเจ้าหนี้แล้วสองกรณีไปแล้ว ว่าคือเจ้าหนี้ฟ้องคดีล้มละลายอีกไม่ได้แล้วหากฟ้องไว้ก่อนก็จำหน่ายคดี และเจ้าหนี้ทั้งหมดจะฟ้องคดีแพ่งไม่ได้ ก็มาขอรับชำระหนี้ รวมทั้งเจ้าหนี้มีประกันด้วย มีข้อสังเกตว่ากฎหมายล้มละลาย ให้ความคุ้มครอง หรือให้สิทธิที่ไม่ต้องมาขอรับชำระหนี้โดยการบังคับกับทรัพย์หลักประกันเลยก็ได้ ตามมาตรา 95
มาตรา 95 เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น

หมายความว่า แม้บังคับกับหลักประกันแต่ก็ต้องให้ตรวจทรัพย์เพื่อให้ทราบว่าเป็นหลักประกันจริงการบังคับจำนอง จำนำ บุริมสิทธินั้นถูกต้องหรือไม่ จะได้ไม่กล่าวอ้างเลื่อนลอย
ดูมาตรา 115 ด้วย
มาตรา 115 การโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำนั้นได้
ถ้าเจ้าหนี้ผู้ได้เปรียบเป็นบุคคลภายในของลูกหนี้ ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนหรือการกระทำตามวรรคหนึ่งที่ได้กระทำขึ้นในระหว่างระยะเวลาหนึ่งปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น
วิธีปฏิบัติมาตรา 95 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะให้เจ้าหนี้ต่างๆยื่นคำขอ(เป็นเรื่องทางปฏิบัติเท่านั้นไมได้บังคับให้ต้องทำ )
สังเกตคือเจ้าหนี้มีประกันในส่วนดอกเบี้ยก็สามารถได้รับประโยชน์คือ ใช้สิทธิตามมาตรา 95 จะได้ดอกเบี้ยจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ไม่นำมาตรา 100 มาใช้กับเจ้าหนี้มีประกัน เหตุผลเพราะมาตรา 100 ดอกเบี้ยในมาตรานี้คือดอกเบี้ยที่ขอชำระหนี้ อันนี้คือเหตุผล
เวลาฟ้องคดีหลังพิทักืทรัพยืเด้ดขาดแล้วเวลาเจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ต้องฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพยืของลุกหนี้นั้นเป็นจำเลย อันนี้คือข้อสังเกตุ
ต่อไปมาตรา 96 การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มีประกัน
มาตรา 96 เจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) เมื่อยินยอมสละทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายแล้ว ขอรับชำระหนี้ได้เต็มจำนวน
(2) เมื่อได้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่
(3)เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่
(4) เมื่อตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจไถ่ถอนทรัพย์สินตามราคานั้นได้ถ้าเห็นว่าราคานั้นไม่สมควร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขายทรัพย์สินนั้นตามวิธีการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ตกลงกัน ถ้าไม่ตกลงกัน จะขายทอดตลาดก็ได้แต่ต้องไม่ให้เสียหายแก่เจ้าหนี้นั้นและเจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดได้ เมื่อขายได้เงินจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือว่าเป็นราคาที่เจ้าหนี้ได้ตีมาในคำขอ
ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่แจ้งโดยหนังสือให้เจ้าหนี้ทราบว่าจะใช้สิทธิไถ่ถอนหรือตกลงให้ขายทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันภายในกำหนดเวลาสี่เดือนนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ให้ถือว่ายินยอมให้ทรัพย์สินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์แก่เจ้าหนี้ตามราคาที่เจ้าหนี้ได้ตีมา และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมดสิทธิไถ่ถอนหรือขายทรัพย์สินนั้น
บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ไม่ให้ใช้บังคับในกรณีที่ตามกฎหมายลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน
จะเห็นได้ว่ามาตรา 96 ให้สิทธิเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิเลือก อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเจ้าหนี้จำนองทรัพย์เดิน 1 ล้านเป็นหนี้ 2 ล้าน ก็เลยสละหลักประกัน แล้วขอรับชำระหนี้เต็มจำนวนซึ่งวิธีนี้ไม่ค่อยมีใครปฏิบัติเพราะจะทำให้เสียสิทธิที่มีอยู่แล้ว เป็นการบัญญัติให้สอดคล้องกับมาตรา 10
ทางปฏิบัติที่พอจะเป็นได้คือ การที่เค้าเป็นเจ้าหนี้รายเดียวหลักประกันเค้า 1 ล้านลูกหนี้ล้านห้า ทางเดียวที่เค้าจะฟ้องให้ลูกหนี้ ล้มละลายได้ทำได้เพียงสละหลักประกัน ซึ่งเจ้าหนี้มีประกันก็ต้องมาขอรับชำระหนี้ตาม ( 1 ) เท่านั้น
กรณีที่ 2 ขอรับชำระหนี้ในส่วนที่ขาด โดยวิธีนี้ทางปฏิบัติกระทำกันอยู่ เนื่องจากถ้าไปรอชำระหนี้คดีล้มละลายมันนาน และฟ้องคดีแพ่งบังคับเองจะไม่นาน
กรณีที่ 3 เมื่อขอให้เต้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดี เจ้าหนี้มีประกันนิยมใช้กันแต่การได้รับไม่เร็วเท่าที่ควร
กรณีที่ 4 เจ้าหนี้ตีราคาทรัพย์มาคือกรณีที่เจ้าหนี้ต้องการนำทรัพย์เป็นของเขา ขณะเดียวกันก็ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดูราคา ว่าต่ำไปหรือไม่ ทางปฏิบัติถ้าเจ้าหนี้สุจริตก็ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ ในราคาที่เหมาะสมไม่ตีราคาต่ำจนเกินไป
นอกจากนี้ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประสงค์ไถ่ถอน ต้องแจ้ ง ต้องแจ้งมาภายใน 4 เดือน หากไม่แจ้งก็ต้องถือว่าทรัพย์ตกไปสู่เจ้าหนี้ที่ตีราคามานั้น ในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ค่อยจะเสี่ยง ทางปฏิบัติก็จะเซฟตัวเองที่สุด ก็จะเรียกที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าจะเอาอย่างไร
มาตรา96วรรคท้าย ก็คล้ายมาตรา 10 ( 1 ) นั่นเอง การพิจารณาสิทธิในหนี้มีเท่าใดก็เป็นไปตามประมวลแพ่งถ้าหนี้นั้นขาดอายุความก็ไม่มีสิทธิเช่นกัน หรือสิทธิยึดหน่วง ก็เป็นหลักทางแพ่ง ก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับล้มละลาย
ที่เกี่ยวกับล้มละลาย ก็คือมาตรา 97
มาตรา 97 ถ้าเจ้าหนี้มีประกันขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เจ้าหนี้นั้นต้องคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นอันระงับ เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะแสดงต่อศาลได้ว่า การละเว้นนั้นเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ ในกรณีเช่นนี้ศาลอาจอนุญาตให้แก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ โดยกำหนดให้คืนส่วนแบ่งหรือกำหนดอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้
เป็นการลงโทษเจ้าหนี้มีประกัน ที่ไม่แจ้งเป็นการลงโทษโดยมาตรการป้องกันไม่ให้เอารัดเอาเปรียบ ก็มีข้อยกเว้นอยู่คือเป็นการพลั้งเผลอ
พลั้งเผลอหมายความว่ายังไง หลงลืมเหมือนกันไหม ถ้าพลั้งเผลอศาลก็แก้ได้ พลั้งเผลอเป็นอย่างไร ศาลฎีกาได้พิพากษาไว้ จะเห็นว่าการขอรับชำระหนี้นี้เจ้าหนี้เป็นผู้เขียนเอง ศาลมักจะเห็นได้ว่าเป็นการพลั้งเผลอ แต่ถ้าเป็นทนายเป็นผู้จัดทำ ศาลมักจะพิพากษาว่าไม่พลั้งเผลอ
การที่เจ้าหนี้มีประกันไม่ได้ระบุจะขอให้ศาลแก้ไข แก้ได้เมื่อไหร่ หากศาลสั่งแล้วแก้ได้หรือไม่ จากมาตรา 97 ศาลไม่ได้กำหนดระยะเวลา ฉะนั้น เจ้าหนี้มีสิทธิขอให้ศาลแก้ไขเมื่อไหร่ก็ได้ หรือถ้าอ่านถ้อยคำตอนท้ายว่า แม้จะมีการแบ่งทรัพย์สินกันแล้วก็จะแก้ไขได้อีก แก้เมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีกรอบเวลา
รายละเอียดอื่นๆ ก็มี 98 ก็ใช้อัตราวันศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเอาเปรียบกัน
เมื่อขอรับชำรับหนี้ดอกเบี้ยหยุดตั้งแต่วันพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 100 ทุกเรื่องมีคำตอบจากตัวบทกฎหมายอยู่แล้ว
ต่อไปเรื่องการขอรับชำระหนี้ของลูกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ำประกัน มาตรา 101
มาตรา 101 ถ้าลูกหนี้ร่วมบางคนถูกพิทักษ์ทรัพย์ ลูกหนี้ร่วมคนอื่นอาจยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว
บทบัญญัติในวรรคก่อนให้ใช้บังคับแก่ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันร่วม หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้โดยอนุโลม
กฎหมายให้สิทธิแก่ลุกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ำประกัน( ตามวรรค 2 ) ให้สิทธิอะไรบ้าง ขอรับชำระหนี้ หนี้อะไร หนี้ที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในภายหน้า
ฉะนั้นมาตรา 101 นี้เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 94







ครั้งที่ 5 ( ส่วนหลัง ) 25/12/51
มาตรา 94 บัญญัติว่าอย่างไร
มาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่
(1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้
(2) หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้
อาจมีคนมาถามว่าเจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ แล้วต้องเป็นหนี้ที่เกิดก่อนศาลสั่งพิทักษณ์ทรัพย์เท่านั้นหรือไม่ คำตอบคือว่าไม่เสมอไปนั่นคือแค่หลัก ส่วนข้อยกเว้นก็เช่น หนี้ตามมาตรา 101
หรือ มาตรา 92 เป็นเรื่องบุคคลที่ถูกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดทรัพย์ตามมาตรา 109(3) บุคคลพวกนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ ได้ แต่มูลหนี้นี้เกิดหลังพิทักษ์ทรัพย์
แต่ในเรื่องนี้ก็มีข้อยกเว้นคือ หากเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้วก็จะขอไม่ได้อีก เหตุผลเนื่องจากไม่ต้องการให้หนี้ตัวเดียวกันมีเจ้าหนี้ร่วมมายื่นซ้ำซ้อนกันอีกซึ่งจะเกิดปัญหาเวลาออกเสียลงคะแนน ด้วย
ในทางปฏิบัติก็มักจะเป็นหมันเพราะว่าก็มักจะไปบี้กับผุ้ค้ำอยู่แล้ว เดิมผู้ค้ำไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิ แต่ผัจจุบันนี้เพื่อความเป็นธรรมก็มีการให้มีสิทธิรับช่วงสิทธิได้
มาตราต่อไปคือการหักกลบลบหนี้ในคดีล้มละลาย โดยเป็นมาตการที่เกิดความรวดเร็วในคดีล้มละลายแม้ว่าหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุแห่งหนี้เดียวกัน หรือมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาก็ได้ เพราะต้องการให้เกิดความรวดเร็ว
มาตรา 102 ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ถึงแม้ว่ามูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็ดี หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ดี ก็อาจหักกลบลบกันได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว
แบ่งเป็น 3 ข้อ
1.หนี้นี้ขอรับชำระหนี้ได้ไม่
2.เจ้าหนี้เป็นหนี้ระหว่างพิทักษ์ทรัพย์หรือไม่
3.สิทธิเรียกร้องได้มาก่อนหรือไม่
ปีใหม่ก็ขอให้มีความสุขมากๆและข้อสำคัญความสุขรวมถึงสอบผ่านด้วย หมายความว่าห้าวันที่หยุดต้องดูหนังสือ
ครั้งที่ 6 ( 08/01/09 )
เมื่อศาลได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกระบวนพิจารณาจะย้ายจาก ศาลมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จพทก็มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณา 3 กรณี
1. ดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย
2.รวบรวมเจ้าหนี้
3.รวบรวมทรัพย์สิน
ที่ผ่านมาได้อธิบายถึงผลกระทบไปแล้ว คราวนี้มาถึงบทบาทหรืออำนาจหน้าที่ของ จพท

1. ดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ ล้มละลาย
เกิดหลังศาลพิทักษณ์ทรัพยืเด็ดขาด ก็เรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อให้ศาลพินฃจารณาว่าสมควรยื่นหรือไม่ คำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายก็จะให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษว่าจะประนอมหนี้หรือไม่
การประนอมหนี้ก่อนล้มกฎหมายก็กำหนดเวลาไว้เช่นกัน
หากไม่ได้ยื่นประนอมหนี้ ก่อนล้มละลายก้ไม่ต้องทำ
การประชุมเจ้าหนี้เป็นครั้งแรก เป็นชื่อที่กฎหมายเรียกไว้ และจะใช้เฉพาะพิจาราว่าให้ล้มละลายหรือ การประนอมหนี้ ก่อนล้มละลายเท่านั้น
ถ้าที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกนิ่งเฉย หรือมีการเรียกแล้วไม่มีการประชุม จพท ก็จะรายงานให้ลูกหนี้ล้มละลายเช่นกัน หรือไม่มีมติพิเศษ ก็รายงานให้ล้มละลายแน่นอน
ข้อสังเกต หากผลการประชุม เป็นอย่างใดอย่างนึงต่อไปนี้ ก็จะรายงานให้ล้มละลาย เมื่อจพทรายงานมาแล้ว ศาลจะต้องพพากษษตาม มาตาร 61
หากระหว่างรายงานไปนั้นลูกหนี้ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอยุ่ อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา อยู่ มีปัญหาว่าศาลล้มละลายกลางต้องรอคำวินิจฉัยของศาลสูงก่อนหรือไม่ คำตอบคือ เมื่อจพทรายงานไปนี้ ศาลชั้นต้นต้องพิพ่ากษาตามที่จพทรายงานมาเท่านั้น จะรอไม่ได้เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายต้อวเป็นไปด้วยความรวดเร็ว หากจะฎีกาต่อไปหรืไม่เป็นเรื่องชองลูกหนี้
ข้อสังเกตที่ 3 ถ้าเปลี่ยนเป็น ไม่ใช่ลูกหนี้ร้องขอใหรอ แต่เป็นศาลต้นใช้ดุลพินิจสั่งรอ เองเลย จพทก้ต้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลต้นไม่รับเพราะให้เหตุผลว่าคำสั่งให้รอเป็นคำสั้งระหว่างพิจารณา จพททำไงต่อ คดีล้มละลายถือว่าศาลมีคำพิพากษษก็เมื่อสาลได้สั่งพิทักษณ์ทรัพยืเด็ดขาด ถือว่าได้มีคำพิพากษาไปแล้วดังนั้นคำสั้งใดๆที่สั่งหลัง มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากจพทไม่พอใจก็ต้องยื่นคำร้องอุทธรณืคำสั่งที่สาลฎีกา
ในการรวบรวมเจ้าหนี้ ไม่ใช่จพทไปออกไปรวบรวม แต่เป็นกรณีกฎหมายบังคับให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาทั้งสิ้น ตามมาตรา 26
จพทบอกให้ไปดูมาตรา 91 จะเห็นได้ว่า
มาตรา 26 ตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเจ้าหนี้จะฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติในมาตราก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 91 เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน
คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดไว้เป็นหลักประกันหรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้
หนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้ได้แก่อะไรบ้างดูมาตรา 94
มาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่
(1) หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้
(2) หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้

หัวข้อต่อไปก็คือวิธีการยื่นขอรับชำระหนี้ทำได้อย่างไรดูมาตรา 91

มาตรา 91 เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกินสองเดือน
คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้และทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของลูกหนี้ที่ยึดไว้เป็นหลักประกันหรือตกอยู่ในความครอบครองของเจ้าหนี้
แบบพิมพ์ขอรับชำระหนี้ก็มี 2 แบบ คือแบบ มีกับไม่มีประกัน ทำเสร็จก็มายื่นต่อ จพท นำค่าธรรมเนียมตาม 179 มา วาง ก็สองร้อยบาทแต่ถ้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่ต้องเสีย
ระยะเวลาก็ก่อนครบ 2 เดือนนับแต่โฆษณา
ถ้าการประกาศในหนังสือพิมพ์ กับ ราชกิจจาถ้าพร้อมก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าประกาศไม่พร้อมกัน ก็มีฎีกาวางบรรทัดฐานว่า ให้นับแต่ประกาศหลังสุด
ก็มีคำถามน่าคิดว่าถ้าเป็นการประกาศซ้ำซ้อนมีการประกาศหนังสือพิมพ์สองครั้งหล่ะ น่าคิดว่าต้องนำกฎหมายมาแปล ว่ากฎหมายบัญญัติให้ประกาศในทางใดบ้าง ก็กฎหมมายบังคับให้ประกาศสองทางพอสองทางครบปุ๊ปเริ่มนับเลยไม่ต้องไปดูว่ามีประกาศอะไรเพิ่มเติมหรือไม่
มีคำถามเพิ่มอีก ว่าถ้าราชกิจจาวันที่พิมพ์ประกาศ 1 มค. แต่การจำหน้าย นั้นลงวันทึ่ 20 มค คำพิพากษาก็ ให้นับแต่วันที่ได้ออกมาเผยแพร่ก็ตรงกับ เจตน่ารมณ์ที่นับแต่วันที่บุคคลทั่วไปควรจะรับรู้
การนับระยะเวลาคือ 2 เดือนแต่ก็มีการกำหนดระยะเวาล 92 93 ดู 92
มาตรา 92 บุคคลใดได้รับความเสียหายเพราะสิ่งของของตนถูกยึดไปตามมาตรา 109 (3) ก็ดี หรือเพราะการโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ ถูกเพิกถอนตามมาตรา 115 ก็ดี หรือเพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาตามมาตรา 122 ก็ดี มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับราคาสิ่งของหรือหนี้เดิมหรือค่าเสียหายได้แล้วแต่กรณีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 แต่ให้นับจากวันที่อาจใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ได้ ถ้าข้อโต้เถียงเป็นคดี ให้นับจากวันคดีถึงที่สุด

ก็มีบุคคล 3 ประเภท 1. คือบุคคลที่ถูกยึดสิ่งของตาม 109 (3 )
2. บุคคลที่ได้รับการเพิกถอนตามมาตรา 115
3. บุคคลที่จพทปฏิเสธสิทธิตาม 122
บุคคลทั้งสามประเภทนี้ มีสิทธิมาขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วัน ที่จะใช้สิทธิตน
การขยายระยะเวลานี้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษทรัพย์ ในกรณีเจ้าหนี้ที่อยู่ต่างประเทศ ยื่นไม่ทันต้องยื่นก่อนครบกำหนด 2 เดือนหรือไม่ ตอบ ต้องยื่นภายในครบสองเดือน โดยอิงมาตรา 23 ในการยื่นขอระยะเวลาในกรณีอ้างพฤติการ์ณพิเศษต้องอ้างก่อนระยะเวลาเดิมสิ้นสุดลง แต่ศาลฎีกาไม่เอาด้วย ศาลฎีกาบอกว่า ตามมาตรา 21 ให้สิทธิดังนั้น หากขยายภายในสองเดือนไม่ทันก็ขอขยายได้
มาตรา 23 ป.วิ.พ. เมื่อศาลเห็นสมควรหรือมีคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นแต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย
เจ้าหนี้ต้องมายื่นขอรับชำระหนี้ถ้าไม่ยื่นหมดสิทธิรับชำระหนี้
หนี้ที่มาขอรับชำระหนี้ได้ต้องเป็นหนี้เงินเท่านั้น หากเป็นหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ ส่งมอบทรัพย์สินก็มาขอรับชำระหนี้ไม่ได้ แต่ ก็ฟ้องในคดีแพ่งได้
หนี้นั้นนอกจากจะเป็นหนี้เงินแล้วต้องชอบตาม มาตรา 94 โดยเป็นหนี้ไม่มีประกัน ถ้าเป็นหนี้มีประกันไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94
ต้องเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นโดยเจ้าหนี้ไม่รู้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้มพ้นตัว เว้นแต่เป็นการเพื่อให้กิจการลูกหนี้ดำเนินไปได้
หนี้ที่ออกเช็ค ออกล่วงหน้า แล้ววันที่ลงในเช็คลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ ไปแล้ว จะขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ ต้องดูว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดขึ้นเมื่อไหร่
หลักกฎหมายคือ เรื่องหนี้ จะเห็นว่ามูลหนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ลงข้อมูลในเช็คเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่วันที่กำหนดในเช็ค ดังนั้นจึงเป็น กรณีที่ขอรับชำระหนี้ได้
หนี้ละเมิดยิ่งง่าย เมือทำละเมิด
มูลหนี้ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายคือทำครบองค์ตามกฎหมายเมื่อใดหนี้ตามกฎหมายก็จะเกิดขึ้น
การพิจารณาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
1. ก็ดูว่าครบกำหนด 2 เดือนหรือยัง เมื่อครบ แล้วก็จะนัดเจ้าหนี้ลูกหนี้ทุกรายมาตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตาม 104
มาตรา 104 เมื่อพ้นกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับนัดลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายมาพร้อมกันเพื่อตรวจคำขอรับชำระหนี้ โดยแจ้งความให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
นอกจากขาดหลักฐานแล้วก็ฟ้องไม่ได้ แต่ศาลฎีกาแปลรวมถึงหนี้ที่ขาดอายุความด้วย
ครั้งที่ 7 ( 10/01/09 )

มาว่าต่อเกี่ยวกับคำสั่งของศาลที่มาขอรับชำระหนี้ไป ศาลสั่งขอรับชำระหนี้ 106 หรือ 107
106 ก็ไม่มีใครโต้แย้งมา
มาตรา 106 คำขอรับชำระหนี้รายใด ถ้าลูกหนี้ เจ้าหนี้หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่โต้แย้ง ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้รับชำระหนี้ได้ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น

มาตรา 107 คำขอรับชำระหนี้รายใดถ้ามีผู้โต้แย้ง ให้ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ให้ยกคำขอรับชำระหนี้
(2) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน
(3) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน
ในมาตรา 107 ที่ใช้คำว่า ให้ศาลพิจารณา นั้น คำว่าพิจารณาหมายถึงอะไร ก็หมายถึง การมีคำสั่งในรายงานความเห็น ของ จ.พ.ท . นั้น ไม่ได้นั่งพิจารณา ก็มีเจ้าหนี้โต้แย้งมาว่า ไม่ได้มีรูปแบบในการทำคำสั่งหรือคำพิพากษาที่อย่างน้อยๆต้องมีคำวินิจฉัยมีเหตุมีผล
ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่า ความเห็นของ จ.พ. ท เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งและความเห็นของจพทก็เป็นการวินิจฉัยแล้ว การสั่งอย่างนั้นก็ถือเป็นเหตุผลของศาลด้วย ( อาจารย์ไม่เห็นด้วย ด้วยความเคารพ )
กรณีที่ศาลสั่งคำขอรับชำระหนี้ที่ขอเข้ามาไม่ว่า 106 หรือ 107 ถ้าสั่งโดยหลงผิดนั้น มาตรา 108 ให้อำนาจแก้ไขได้ โดยมีอำนาจยกหรือลดหนี้ที่สั่งนั้นได้
มาตรา 108 คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งศาลได้สั่งอนุญาตแล้วนั้นถ้าต่อมาปรากฏว่าศาลได้สั่งไปโดยผิดหลงเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจยกคำขอรับชำระหนี้หรือลดจำนวนหนี้ที่ได้สั่งอนุญาตไปแล้วได้
ต้องเป็นกรณีที่แต่เดิมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ หรืออีกกรณีหนึ่งได้รับชำระหนี้มากกว่าที่ควรจะได้
พูดง่ายๆคือสั่งไปแล้วทำให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์โดยหลงผิด
การแก้ไขไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเอง เพราะคำขอรับชำระหนี้นั้น มีผลเป็นคำพิพากษา ตามคำนิยามของคำว่าพิพากษาตามมาตรา 6 ว่าคือการวินิจฉัยคดีโดยทำเป็นคำสั่งด้วย ศาลจะแก้คำพิพากษาเองไม่ได้โดยหลัก เว้นแต่เป็นการแก้เล็กน้อยเช่นการแก้คำผิดหรือตกหล่นอย่างเห็นได้ชัด ศาลจะแก้ได้ต่อเมื่อ จ.พ.ท. ยื่นคำร้องให้ศาลสั่งแก้เสียก่อนและเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว
ถ้าลูกหนี้ต้องการให้แก้ไขก็ต้องยื่นเป็นคำร้องต่อจพท. หากจ.พ.ท.ไม่ยื่นก็สามารถคัดค้านต่อศาลได้ ตามมาตรา 146 เพื่อให้สั่งให้จพท ยื่น
สิทธินี้จะต้องยื่นเมื่อไหร่ กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ฉะนั้นจึงยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ แม้คำสั่งนั้นจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม
จบหน้าที่ประการที่สอง ของจพท คือหน้าที่รวบรวมเจ้าหนี้
เนื่องจากระยะเวลาน้อยจึงขอข้ามเรื่องที่ ไม่มีจุดยากนัก ก็คือ การขอรับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยซึ่งเคยพุดแล้วว่าคิดได้ถึงวันสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 100 เกี่ยวกับหนี้ที่ได้ชำระหนี้เป็นคราวๆ ก็มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ถึงช่วงที่ พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น การขอรับชำระหนี้ต้องขอเป็นเงินสกุลไทย
หน้าที่ประการที่สามของ จพท คือหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน
เป็นหลักของจพทที่สอดคล้องกับคดีล้มละลายที่ให้ได้ทรัพย์สินครบถ้วนและรวดเร็ว โดยกำหนดไว้ในมาตรา 109
มาตรา 109 ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้
(1) ทรัพย์สินทั้งหลายอันลูกหนี้มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายรวมทั้งสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่นเว้นแต่
ก. เครื่องใช้สอยส่วนตัวอันจำเป็นแก่การดำรงชีพ ซึ่งลูกหนี้รวมทั้งภริยาและบุตรผู้เยาว์ของลูกหนี้ จำเป็นต้องใช้ตามสมควรแก่ฐานานุรูป และ
ข. สัตว์ พืชพันธุ์ เครื่องมือและสิ่งของสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพของลูกหนี้ราคารวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาท
(2) ทรัพย์สินซึ่งลูกหนี้ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย
(3) สิ่งของซึ่งอยู่ในครอบครองหรืออำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของลูกหนี้ ในทางการค้าหรือธุรกิจของลูกหนี้ ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าลูกหนี้เป็นเจ้าของในขณะที่มีการของให้ลูกหนี้นั้นล้มละลาย

เหตุที่ใช้คำว่า ทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ไม่ใช้คำว่าทรัพย์สินของลุกหนี้นั้นเพราะในคดีล้มละลายนั้น จพทมีอำนาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลอื่นนอกจากทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย
หากจะแบ่งทรัพย์สินในมาตรา 109 นั้น สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.ทรัพย์สินของลูกหนี้โดยแท้ตาม มาตรา 109 ( 1 ) หรือ ( 2 ) ซึ่งพยายามจะแยกให้ศึกษาได้ง่าย ว่า 1 ได้แก่มีเวลาเริ่มต้นเหนือล้มละลายเว้นแต่ .... ประเภทแรกคือทรัพย์ที่มีในขณะเริ่มต้นแห่งการล้มละลายก็คือขณะสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั่นเอง เอาไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ได้รวมถึงสิทธิเรียกร้องต่างๆ เช่นสิทธิการเช่า
ล้มละลายยกเว้นไม่อั้นเท่าที่จำเป็นตามฐานานุรูป
ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มาภายหลัง เช่น ค่าขับมอไซรับจ้าง แล้วจะให้มอไซเค้ามาทำไม จิงๆแล้วจะมีมาตราหลังๆที่ว่า ลูกหนี้ได้ทรัพย์หลังล้มละลายก็มีเงินที่กำหนดไว้เป็นค่าเลี้ยงชีพ เพราะกฎหมายก็อยากให้ลูกหนี้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ไม่งั้น ก็หมดกำลังใจทำงานกันพอดี
ตามกฎหมายแล้วทรัพย์อะไรทีซุกซ่อนก่อนปลดล้มละลาย แล้ว ไม่เป็นของลูกหนี้
การปลดล้มละลายไม่ค่อยมีพูดเรื่องการคืนทรัพย์ไม่เหมือนเรื่องการเพิกถอน
ประเภทที่ 2 ทรัพย์สินบุคคลภายนอก ตามมาตรา 109 ( 3 ) ก็มีองค์ประกอบและหลักเกณฑ์อยู่เหมือนกัน
เงินสดไม่ใช่สิ่งของ
องค์หนึ่ง เป็นสิ่งของ
องค์สอง อยู่ในการครอบครองอำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่าย และสิ่งของนี้ต้องอยู่ในทางธุรกิจหรือการค้าของลูกหนี้ด้วย
องค์สาม เจ้าของที่แท้จริงเค้ายินยอม โดยพฤติการณ์ แล้วลูกหนี้เป็นเจ้าของ
เป็นการลงโทษผุ้เป็นเจ้าของที่ยินยอมเช่นนั้นทั้งที่รู้ว่าลูกหนี้จะเป็นบุคคลล้มละลายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ต้องการให้ปิดบังฐานะตนเอง
ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายเงินก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะปิดบังฐานะได้
ก้ไปโยงกับมาตรา 92 ต่อว่า หากถูกยึดแล้วก็มาขอรับชำระหนี้ในราคาทรัพย์นั้น ซึ่งทางปฏิบัติก็เสียหายเพราะ คงไม่ได้เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ของ ราคาทรัพย์แน่นอน
ในมาตรา 109 ( 3 ) จากแนวฎีกาแล้วจะเห็นว่าศาลฎีกามันเห็นใจ ผู้เป็นเจ้าของ
จริงๆแล้วกฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบไม่น่าจะไปคุ้มครอง ผู้กระทำผิด
ความยินยอมนี้ควรเป็นการยินยอมตั้งแต่แรก
ในการปฏิบัติของจ.พ.ท ในการรวบรวมทรัพย์สิน ข้อมูลที่ได้ได้จาก หลายช่องทาง ( ในทางปฏิบัติจ.พ.ท.ไม่ค่อยใช้จะใช้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไปตามหา )
ข้อมูลโดยการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย
การปลดหรือมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ล้มละลายหรือไม่มัก ดูจากการไต่สวนลูกหนี้
วิธีการนัดไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย จะแจ้งวันนัดให้แก่ลุกหนี้ทราบ
วิธีการก็ต้องมาสาบานด้วยตนเอง
วิธีการในการรวบรวมทรัพย์สินได้บัญญัติไว้อย่างกว้างขวาง ทำให้ จพทรวบรวมได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย
หากมาแยกดู ว่าถ้าทรัพย์อยุ่ในการครอบครองของลูกหนี้หรือบุคคลภายนอก หรือ อยู่ในบังคับคดีแพ่ง หรือมีการโอนไปให้บุคคลภายนอกกรรมสิทธิ์โอนไปแล้ว จึงมีด้วยการ 4 ประการ
1. ม.23 ลูกหนี้ต้องส่งให้แก่จพท ถ้าฝ่าฝืนก็มีความผิดตามพรบล้มละลาย
การยึดหมายถึงจพง เอาทรัพย์อยู่ในอารักขาของเจ้าพนักงาน อายัดคือทรัพย์สินอยุ่กับบุคคลภายนอก แต่มีมาตราที่ให้บังคับกับทรัพย์สินบุคคลภายนอก อยู่แล้ว มีอำนาจดีกว่า การไปอายัด
แม้ฎีกาล่าสุดจะถือว่า ยึดนี้รวมถึงอายัดด้วยก็ตาม จึงมีอำนาจตามมาตรา 19 ด้วย
แต่พอไปวินิจฉัย 158 การร้องขัดทรัพย์คดีล้มละลาย กลับแปลความไปอีกอย่างหนึ่ง
เมื่อศ่าลสั่งพิทักษษ์ทรัพย์เด็ดขาดลุกหนี้แล้วมาตรา 22 ได้แยกให้เฉพาะ จพท ที่จะเป็นผู้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1324/2508
ข้อที่ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกเอาไปชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109(3) จะต้องเป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเงินนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแต่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว ย่อมอ้างอิงปัญหาข้อนี้ในชั้นฎีกาได้
แม้ว่าตัวเงินจะมิใช่สิ่งของ แต่เงินก็เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามมาตรา 109(1) ฉะนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนด้วย ก็ไม่มีอำนาจที่จะนำเงินของหุ้นส่วนซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเอาไปชำระหนี้บุคคลภายนอกโดยลำพังได้ ฉะนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ เพราะเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 109(1) ดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6535/2534
ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท ที่ผู้ร้องยอมให้รถยนต์พิพาทอยู่ในครอบครองใช้สอยของจำเลยเกิดจากสัญญาเช่าซื้อ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนมีผลให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่ผู้ร้องโดยพลัน ถ้าไม่ส่งมอบถือว่าครอบครองไว้โดยมิชอบตามสัญญาเช่าซื้อ การที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลายและก่อนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยึดรถยนต์พิพาท อีกทั้งผู้ร้องก็ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยชำระหนี้ มิฉะนั้น ผู้ร้องจะดำเนินคดีกับจำเลย แสดงว่า ผู้ร้องมิได้ยินยอมให้จำเลยครอบครองรถยนต์พิพาทนับแต่วันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ทั้งผู้ร้องก็เตรียมจะฟ้องจำเลยแล้วจะถือว่ารถยนต์พิพาทอยู่ในครอบครองของจำเลยด้วยความยินยอม อนุญาตของผู้ร้องหาได้ไม่ จึงยังถือไม่ได้ว่ารถยนต์พิพาท เป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 109(3)
ไว้คราวหน้าต่อ มาตรา 122 ครับ
ครั้งที่ 8 (21/01/52)
เมื่อไม่นำส่งเอกสาร จพทก็มีสิทธิขอหมายจับเมื่อได้ตัวมาสอบสวนถ้าบุคคลนั้นยอมรับว่า เป็นหนี้ลูกหนี้จริงหรือมีทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ในครอบครองต้องด้วยมาตรา 118 คือบุคคลนั้นจะตกเป็นหนี้กองทรัพย์สินเด็ดขาดไม่ต้องไปฟ้องเป้นคดีใหม่
119 ก็ให้ วิธีทวงหนี้ ให้เวลาปฎิเสธ ภาย ใน 14 วันถ้า ไม่ปฎิเสธ ก็เป็นหนี้เด็ดขาด ถ้าปฏิเสธก็สอบสวน ถ้าเห็นว่าเป้นหนี้ ก็ทำหนังสือยืนยันหนี้ ไป ให้ไปคัดค้านต่อศาลภายใน 14 วัน
ประเด็น 119 ข้อสังเกตอันแรก ใช้ได้เฉพาะบุคคลที่เป็นหนี้เท่านั้น
ข้อที่สอง หนังสืออายัดไม่ใช่หนังสือแจ้งหนี้ที่ ทำให้เป็นคำบังคับเด็ดขาด ถ้าจะใช้อำนาจใช้อำนาจตามมาตรา 119 ไม่ดีกว่าเหรอ
ข้อสังเกต 3 การทวงหนี้ถ้าบุคคลนั้นไม่ปฏิเสธแล้วเป็นหนี้เด็ดขาดแล้วไม่มีสิทธิจะมายกเหตุผลอื่นใดทั้งสิ้น
ประเด็นนี้ก็มียกเว้นอยู่เรื่องนึงจากฎีกา ข้อเท็จจริงตามฎีกานี้ปรากฏว่าจพทตรวจสอบแล้ว ก กู้เงินมี ขค้ำประกัน นายขได้รับหนังสือแล้วไม่ปฏิเสธใน 14 ส่วนนายกปฏิเสธ โดยนายก ชำระหนี้ไปแล้ว ข เป็นหนี้เด็ดขาด จพทขอให้ศาลออกคำบังคับ ข ก็ไปโต้แย้งศาลว่า หนี้ระงับไปแล้ว จพทโต้แย้งว่าไม่ปฏิเสธเป็นหนี้เด้ดขาด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อฟังว่าหนี้ระงับแล้วนาย ขก็ไม่ต้องรับผิด เมื่อหนี้นั้นระงับไปแล้ว
เป็นเรื่องนาย ก ได้รับหนังสือภายหลัง เพราะทราบนัดโดยล่าช้า
ข้อสังเกตต่อไปคือถ้าคนที่ถูกทวงหนี้ปฏิเสธไม่ทันก็สามารถขอขยายได้ไม่ใช่อายุความ ตามมาตรา 23
ต่อไป กรณีที่จพทมีหนังสือแจ้งความทวงหนี้ไปหนี้นั้นยังไม่ขาดอายุความ การที่จพทมีหนังสือแจ้งความไปเปรียบเทียบได้กับมีการฟ้องคดีอย่างหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องไปก็ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง การที่มีหนังสือไปแล้ว
ถ้าเป็นการทวงหนี้ไปแล้วปล่อยปละละเลย ไประยะเวลาล่วงเลยไปถึงสิบกว่าปี แล้วโต้แย้งว่าขาดอายุความแล้วและเป็นความผิดของจพท เมื่อเจ้าพนักงานมีหนังสือไปแล้วเท่ากับอายุความสะดุดหยุดลง
การรวบรวมทรัพย์สินกรณีที่สามคือ ทรัพย์สินถูกบังคับอยู่ในคดีแพ่ง ตามมาตรา110 การบังคับคดีแพ่งต้องไม่สำเร็จบริบูรณ์ก่อนพิทักษ์ทรัพย์
การบังคับคดีแพ่งจะล่วงเลยก็ต่อเมื่อล่วงเลยวันเฉลี่ยทรัพย์คือ 14 วันนับแต่ขายทรัพย์ ยึด อายัดก็เช่นเดียวกัน
วิธีการรวบรวม จพทได้รวบรวม ทำได้อย่างไร หลักเกนก็110บอกอย่างไรรวบรวมได้ โดยการรวบรวมอย่างไร อยู่ที่111 112
112 ก็เป็นกรณีไม่ได้ขายก็ต้องทำตามคำขอจพท ซึ่งทางปฏิบัติก็จะให้ขายได้เงินเท่าไหร่ก็ให้มารวบรวม
สังเกต ขายได้เงินแล้วลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ ในคดีขายทรัพย์ไปแล้ว ระยะเวลาล่วงเลย14วันแล้วก็โต้แย้งว่า111จะส่งเงินเมื่อการบังคับคดีนั้นยังไม่บริบูรณ์ปัญหานี้ว่า111ต้องอยู่ภายใต้110ด้วย
ติดตามคืนได้ถ้าเข้า113หรือ115คือเป็นการโอนโดยการฉ้อฉล คือกรณีที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
เมื่อยื่นไปแล้วให้เจ้าหนี้เป็นผู้พิสูจน์ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้มันก็ไม่เป็นการฉ้อฉล
ก็มีข้อสันนิฐานเป็นคุณของจพท ตาม114
ก็ดูวันฟ้องนับไปหนึ่งปี และภายหลังนั้นก็คือหลังฟ้องจนถูกพิทักษ์ทรัพย์ ระยะเวลานี้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ที่แปลอย่างนี้เพราะหลังถูกพิทักษณ์ทรัพย์ทำนิติกรรมใดไปก็เป็นโมฆะไม่ต้องเพิกถอน ถ้านิติกรรมนั้นไม่ได้ค่าตอบแทนนั้นไม่มีระยะเวลายกไปต้องพิสูจน์
อายุความที่จะให้เพิกถอนการฉ้อฉลก็10ปีนับแต่ทำนิติกรรมหรือ1ปีที่เจ้าหนี้ได้รู้ถึงการฉ้อฉลนั้น
ปัญหา เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดรู้ก็เป็นการขาดอายุความในหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้รู้เพราะคำตอบของ113 ที่ให้สิทธิมาก็เป็นการทำแทนเจ้าหนี้ทุกคนนั้นเอง
อีกกรณีหนึ่งคือมาตรา 115 คือลูกหนี้กระทำการอย่างไรให้เปรียบเจ้าหนี้รายหนึ่งรายใดมันตรงกัยนข้ามกับ 113 แล้ว
ระยะเวลาสามเดือนหากผู้รับโอนตามมาตรา115หากเป็นบุคคลภายในตามวิเคาระห์ศัพท์ขยายาเป็นหนึ่งปี
ถ้าคนที่รับโอนคนหนึ่งคนใดอ้างว่ารับโอนโดยสุริต และมีค่าตอบแทนและรับโอนทรัพย์นั้นมาก่อนลูกหนี้ล้มละลายการโอนภายหลังจากนั้นก็ได้รับการคุ้มครองตลอด
อายุความมาตรา115ไม่ได้บัญญัติไว้ก็ใช้ทั่วไปสิบปีนับแต่ลูกหนี้ได้กระทำการหรือโอนทรัพย์สิน
เมื่อจพทให้เพิกถอนแล้วเจ้าหนี้คนที่ได้รับโอนจะต่อสู้ได้หรือไม่ว่ารับโอนโดยสุจริตได้รับการคุ้มครองตามฎีกาบอกกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่า แม้สุจริตแต่เข้าหลักเกณฑ์ก็ถือว่าเข้า
การกระทำหรือยินยอมให้กระทำของลูกหนี้ ลูกหนี้อาจตั้งตัวแทนให้มาทำ ก็เป้นการที่เหมือนลูกหนี้ทำ
กรณีที่จะเพิกถอนต้องลูกหนี้กระทำหรือยินยอมให้กระทำภายในสามเดือน ผู้รับประโยขน์จะเข้ามาตรานี้ต้องเป็นเจ้าหนี้มาก่อน ต้องเป้นความหมายอย่างแคบคือว่า วันที่ลูกหนี้โอนนี้นผู้รับโอนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือไม่
กรณีที่จะถึงเจ้าหนี้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้ได้เปรียบนั้นเช่น ลูกหนี้ออกเช็คเช็คเด้งเจ้าหนี้ไปฟ้องคดีอาญา ลูกหนี้กัวเลยชำระหนี้ตามเช็ค ไม่ใช่การมุ่งหมายให้เปรียบ เป็นการป้องกันไม่ให้ถูกดำเนินคดีเท่านั้น
ไม่มีลูกหนี้คนไหนอยากให้เปรียบธนาคาร การที่ลูกหนี้เอาเงินเข้าก็เพื่อเอาเงินออกมาอีก
การแบ่งทรัพย์สิน
ก็ต้องแบ่งโดยเร็ว
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คือคดีล้มละลาย ต่อมาก็จะมาพูดถึงสิทธิลูกหนี้ในการหลุดพ้นล้มละลาน
1 คำสั่งศาล เห็นชอบด้วยการประนอม ปลดล้ม
ผลของกฎหมาย แก้เมื่อปี47
กา




โดย : ช่วยแจก  เมื่อวันที่ : ศุกร์ ที่ 6 เดือน มีนาคม พ.ศ.2552  เข้าชม : 3946


สมัครสมาชิก LAWSIAM GROUP เพื่อรับข้อมูล เอกสาร คำบรรยาย ข่าวสาร Mp3ฟรี
Email อีเมล:
เยี่ยมชมกลุ่มนี้




มุมแนะนำ ปล. จะทยอยส่งข้อมูลให้ต่อๆไป ให้นะครับ @ลอว์สยาม ดอทคอม
1. Facebook @ลอว์สยาม ดอทคอม เป็นเพื่อนกับเราได้
2. กด Like ถูกใจ เพจ ลอว์สยาม ดอทคอม ติดตามข้อมูล ดาวน์โหลด กฎหมาย คำคม ต่างๆ
3. กลุ่มนักกฎหมาย แบ่งปันข้อมูล เตรียมสอบ Mp3 เก็ง เนติฯ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา


หัวข้อกระทู้กฎหมายใหม่ 5 อันดับล่าสุด

ชี้ช่องทางทำมาหากิน ลงทุนอะไรดี ที่นี่มีคำตอบ
sbobet
ขอคำแนะด้วยค่ะ
MP3 ไฟล์เสียงคำบรรยายเนติฯ 1/66 และ 2/66 ส่งฟรี EMS
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับสมัคร หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ประจำสำนักงานใหญ่ ด่วนน !!!!!!!!!!!!



กำลังแสดงหน้าที่ 1/0 ->
<< 1 >>

 


Re หัวข้อ :
รูปประกอบ :
Limit 100 kB
ไอคอน :
ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :