1.สัญญากู้ยืม โจทก์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดง มิฉะนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ และสัญญากู้ต้องปิดอากรแสตมป์ จึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เว้นแต่ จำเลยให้การรับว่าทำสัญญากู้จริงข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำรับ โจทก์ไม่ต้องสืบพยานอีก ดังนั้นแม้สัญญากู้ไม่ปิดแสตมป์ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องได้
ตัวอย่างคำให้การจำเลย - ให้การว่าสัญญากู้ปลอม ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ ต้องใช้สัญญากู้เป็นพยานหลักฐาน เมื่อสัญญากู้ไม่ปิดอากรรับฟังไม่ได้ ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดง ห้ามมิให้ฟ้องร้อง
- ให้การว่าสัญญากู้ปลอม แต่ในชั้นสืบพยานจำเลยเบิกความรับว่ากู้จริง ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ โจทก์ต้องนำสัญญากู้มาแสดง เมื่อสัญญากู้ไม่ปิดอากรรับฟังไม่ได้ ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดง ห้ามมิให้ฟ้องร้อง
- ให้การว่ากู้จริงแต่รับเงินไม่ถึงจำนวนในสัญญากู้ เป็นการอ้างว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ ต้องใช้สัญญากู้เป็นพยานหลักฐาน เมื่อสัญญากู้ไม่ปิดอากรแสตมป์ ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดง ห้ามมิให้ฟ้องร้อง
-ให้การว่าไม่ได้กู้ยืม ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้ตามฟ้องทำเพื่อประกันว่าจำเลยได้รับงานรับเหมาก่อสร้างจากโจทก์เท่ากับรับว่าทำสัญญากู้จริง ไม่ไต้องใช้สัญญากู้เป็นพยานหลักฐาน ไม่ต้องวินิจฉัยว่าสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์หรือไม่
-ให้การว่าทำสัญญากู้กับสามีโจทก์ เท่ากับรับว่าทำสัญญากู้จริง ไม่ไต้องใช้สัญญากู้เป็นพยานหลักฐาน ไม่ต้องวินิจฉัยว่าสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์หรือไม่
ข้อสังเกต [1]. โจทก์ฟ้องจำเลย ที่ 1 ผู้กู้ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจริงไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 รับว่าทำสัญญาค้ำฯ (เป็นแต่คำรับของจำเลยที่ 1 )โจทก์ต้องนำสัญญาค้ำฯมาแสดง
[2]. ฎีกาที่ 3775/2546 โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตทำการขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้ดังกล่าว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้ การที่จำเลยทำสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา คงมีผลเพียงว่า ภริยาจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ แต่ตราบใดสัญญาจำนองยังไม่ถูกศาลเพิกถอน ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง เป็นนิติกรรมคนละประเภทที่สามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน เมื่อสัญญากู้เงินไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ย่อมไม่อาจนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาจำนองมาบังคับการกู้เงินรายนี้ได้
2.มาตรา 94 ห้ามสืบพยานบุคคลแก้ไขพยานเอกสาร 2.1 สัญญากู้ระบุว่า คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย - ถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า คิดดอกเบี้ย กันร้อยละ 15 ต่อปีไม่ได้ แม้เป็นการนำสืบว่าตกลงกันคิดดอกเบี้ยไม่เกินที่กฎหมายกำหนดก็ตาม - แต่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าตกลงกันคิดอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดได้ เช่นร้อยละ 20 เป็นการสืบว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์
2.2 สัญญากู้ระบุว่า คิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 (เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด) - โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า ตกลงกันคิดร้อยละ 15 ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เกินกฎหมายกำหนดไม่ได้ เป็นการสืบพยานบุคคลแก้ไขพยานเอกสาร
2.3 สัญญากู้ระบุว่า คิดดอกเบี้ย ร้อยละ 15 (ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด) -จำเลยขอสืบพยานบุคคลว่า ตกลงกันคิดอัตรา 2.5 เดือนซึ่งเป็นการตกลงกันเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ เป็นการสืบพยานบุคคลแก้ไขพยานเอกสาร ข้อสังเกต ฎ. 203/2546 การกู้ยืมเงิน ตาม 653 ที่ห้ามฟ้องร้องหากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้มาแสดง หมายความว่า การกู้ยืมที่ไม่เคยมีหลักฐานมาก่อน แต่เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว เกิดสูญหาย ผู้ให้กู้ย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ ตาม 93 (2)
3. สัญญาจะชื้อขายมีหลักฐานเป็นหนังสือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้นำพยานเอกสารมาแสดง ตาม ม.94 3.1 ฎ.1090/46 สัญญาระบุว่า โจทก์กับ บ. ลงชื่อทำสัญญาจะชื้อขายที่ดินกับ จำเลยที่ 1 - โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า โจทก์เพียงคนเดียวเป็นคู่สัญญาจะชื้อขายกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ 3.2 ฎ 695/46 โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชำระราคาที่ดินตามสัญญาชื้อขาย เมื่อสัญญาระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชื้อเพียงคนเดียว - โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมซื้อด้วยไม่ได้เป็นการต้องห้ามตาม 94 (ไม่ใช่เป็นนำสืบว่าเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นตัวการตัวแทนกัน)
4. สัญญาค้ำประกันกฎหมายกำหนดให้นำพยานเอกสารมาแสดง 4.1ฎีกาที่ 2601/2545 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างมีข้อความเกี่ยวกับการจ้างจำเลยที่ ๑ เข้าทดลองงานเท่านั้น ไม่มีข้อความใดเกี่ยวพันกับสัญญาค้ำประกันที่จะนำมาแปลความหมายในสัญญาค้ำประกันได้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวเพื่อให้นำมาพิจารณาประกอบ หรืออ้างคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยว่าจำเลยมีระเบียบในการเปลี่ยนสัญญาค้ำประกันใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้นหรือมีความรับผิดชอบสูงขึ้นนั้น ล้วนแต่เป็นการอ้างเพื่อให้ศาลรับฟังว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมข้อความในสัญญาค้ำประกันอีก ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑
4.2 ฎีกาที่ 3698/2545 หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่แก่โจทก์ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ อันเกิดจากนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยที่ ๑ ได้กระทำไว้แล้วในขณะทำสัญญาค้ำประกันนี้ และหนี้เกิดจากนิติกรรมใด ๆ ต่อไปในภายหน้าด้วย การฟ้องร้องจำเลยที่ ๒ กับที่ ๔ ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ เมื่อโจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานเอกสารโดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิได้มีพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันได้
5.มาตรา 86 และมาตรา 87 (2) ให้อำนาจศาลสืบพยานเพิ่มเติมและรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืน มาตรา 88 และ 90 ได้ 5.1 ฎ2306/2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทำ แผนที่วิวาท เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม 86 วรรคท้าย ซึ่งสามารถสั่งได้โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอหรือจะสั่งตามที่ฝ่ายใดขอก็ได้ เมื่อศาลอนุญาตแล้ว แม้คู่ความไม่ได้ระบุพยานเพิ่มเติมศาลก็สามารถรับฟังพยานหลักฐานที่มีการสืบได้
5.2 ฎ 5299/2546 ก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทเสนอต่อศาลแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้คัดค้านความถูกต้อง ถือว่าแผนที่พิพาทเป็นพยานเอกสารที่คู่ความสองฝ่ายใช้เป็นพยานหลักฐานร่วมกัน แม้เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้เบิกความรับรองก็ไม่ทำให้แผนที่พิพาทรับฟังไม่ได้
6.การขอระบุพยานเพิ่มเติมต้องทำเป็น คำร้องขอ ตาม มาตรา 88 วรรคสาม แม้เป็นการระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ฎ.3830/2546 คำแถลงของโจทก์ที่ 2 ขออ้างส่งสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้องและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้านพิพาทระหว่า ผู้ร้องกับบริษัท บ. เนื่องจากเพิ่งค้นพบเอกสาร หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว คำแถลงดังกล่าวเป็นการขอระบุพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ตาม มาตรา 88 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ทำเป็นคำร้องต่อศาลเมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามจึงไม่ชอบที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ระบุพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
7. ผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ
7.1 ฎ ๑๘๐๖/๔๖ โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่ากู้ยืมเพียง 40,000 บาท สัญญากู้เป็นเอกสารปลอมโจทก์มีหน้าที่นำสืบ ให้เห็นว่าสัญญากู้เป็นเอกสารที่แท้จริง
7.2 ฎ 1521/46 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้ โดยไม่สุจริต หมายความว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดย มิชอบ และไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ให้รับฟังได้ เช่นนั้น เพราะจำเลยที่ 2 ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าสุจริต
7.3 ฎ 149/44 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและให้คืน น.ส. 3 ที่ให้เป็นประกัน จำเลยยอมรับว่า ?โจทก์ทำสัญญากู้ตามฟ้องจริง แต่อ้างว่าได้เปลี่ยนสัญญากู้กันใหม่อีก 2 ครั้ง? จึงเป็นการอ้างว่าคู่สัญญาได้เปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้ตามฟ้องระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์ของชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวอีกไม่ได้ จำเลยมีภาระพิสูจน์
7.4 ฎ 5722/2546 การกู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยให้การว่า สมุดบันทึกการชำระหนี้เป็นหลักฐานที่โจทก์มอบให้จำเลยเพื่อตรวจสอบการผ่อนชำระหนี้ ทั้งไม่ปรากฏลามมือชื่อจำเลย โจทก์ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับจำเลยตามกฎหมายได้คำให้การดังกล่าวแสดงชัดแจ้งถึงการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องสมุดบันทึก อันเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องบังคับคดีแก่จำเลยภาระพิสูจน์ตกแก่โจทก์ ที่เป็นฝ่ายอ้างข้อเท็จจริง ตาม 84 แม้จำเลยได้เบิกความในคดีอื่นรับว่า ลายมือชื่อของจำเลยในสมุดบันทึกการชำระหนี้ เป็นลายมือชื่อของจำเลย และจำเลยเป็นหนี้เงินกู้จำนวน 5000 บาท แต่เมื่อมิได้เป็นคำรับในคดีนี้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อุทธรณ์ และคำรับของจำเลยเช่นว่านี้เป็นเพียงพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่โจทก์สามารถนำมาสืบใช้ยันจำเลยได้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ และนำสืบหักล้างในคดีนี้ จะถือเอาคำให้การจำเลยในคดีอื่นมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ โดยมิได้นำสืบหักล้างเลยนั้นหาได้ไม่
7.5 ฎ 4014/2546 โจทก์นำสืบว่าได้มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาส่งให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยมีบุคคลชื่อ ต. ลงลายมือชื่อรับหนังสือจำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่ามีบุคคลชื่อ ต. อยู่ในบ้านของจำเลยหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า มีบุคคลชื่อ ต. ลงลายมือชื่อรับหนังสือบอกเลิกสัญญาอยู่ในบ้านของจำเลย การบอกเลิกสัญญาจึงชอบ
8.แต่ไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับแล้ว 8.1 ค. 51/2546 แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริง และภาระการพิสูจน์ตกแก่ โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนไม่ได้ให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้ง รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธ ตาม 177 วรรค 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 รับข้อเท็จจริงตามโจทก์กล่าวอ้างและไม่เป็นประเด็นที่โจทก์ต้องนำสืบ ข้อเท็จจริงที่ถือว่าคู่ความรับแล้ว ตาม 84 (1) ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์
8.2 ฎ 2813/2545 โจทก์ทั้งสี่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๒ เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่ากับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้รับคำสั่งเรียกพยานเอกสารแล้วไม่ยอมส่งกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งศาลและไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ต้องนำสืบโดยกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่เต็ม จำนวนเท่ากับจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๒ ได้ยอมรับแล้วตามป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเท่าที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดจึงไม่ถูกต้อง
9. 1742/2545 จำเลยทำสัญญาแบ่งเช่าที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย แม้ว่า ป.วิ.พ.มาตรา 94 (ข) ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาดังกล่าว ซึ่งต้องฟังว่าจำเลยเช่าที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยก็ตาม แต่จำเลยก็ให้การว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทเพื่อให้บุคคลภายนอกเช่า และสัญญาแบ่งเช่าที่ดินไม่สมบูรณ์ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่ โดยในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวนี้ นอกจากศาลจะต้องฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสัญญาแบ่งเช่าที่ดินแล้ว ยังต้องฟังพยานบุคคลที่จำเลยนำสืบมาประกอบสัญญาแบ่งเช่าที่ดินว่า จำเลยได้กระทำการใดหรือไม่ กระทำการใดผิดไปจากข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว อันจะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ดังนั้น จำเลยผู้เช่าย่อมนำสืบข้อเท็จจริงที่ได้ปฏิบัติมาต่อกันได้ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) จากคุณ : ขนมเบื้อง
โดย :
เก็บมาฝาก เมื่อวันที่ :
ศุกร์ ที่ 13 เดือน มีนาคม พ.ศ.2552 เข้าชม :
6832
|