Google Ads
Google Ads
คำค้นยอดนิยม
กฎหมาย กฎหมายครอบครัว กฎหมายชั้นสูง กฎหมายต่างประเทศ กฎหมายทรัพย์ กฎหมายที่ดิน กฎหมายปกครอง กฎหมายพิสดาร กฎหมายฟื้นฟูกิจการ กฎหมายภาษีอากร กฎหมายมรดก กฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลักษณะพยาน กฎหมายลักษณะละเมิด กฎหมายล้มละลาย กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายแรงงาน การสอบสวน ข้อสอบตั๋วทนาย คำคม กฎหมาย คำบรรยายตั๋วทนาย คำพิพากาษาฎีกา จ้างทนาย ตั๋วทนายภาคทฤษฎี ตั๋วทนายภาคปฏิบัติ ทนายความ นิติกรรม สัญญา นิติปรัชญา บทความกฎหมาย พระราชกำหนด พระราชบัญญัติ ย่อมาตรา ย่อหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ รับว่าความ วิธีพิจารณาความอาญา วิธีพิจารณาความแพ่ง ศาล สอบผู้พิพากษา สอบอัยการ สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ สุภาษิตกฎหมาย หนี้ หลักกฎหมาย เตรียมสอบตั๋วทนาย เตรียมสอบเนติ เนติบัณฑิต ภาค1 เนติบัณฑิต ภาค2 แนวข้อสอบตั๋วทนาย แนวข้อสอบเนติฯ แบบฟอร์มศาล แบบฟอร์มสัญญา

ผู้สนับสนุน


ติดต่อทีมงาน
สนใจลงโฆษณา...
ติดต่อ admin@lawsiam.com
Line ID : Lawsiam.com

โดย ลอว์สยาม ดอทคอม


สรุปคำบรรยาย เนติ2/2553 วิอาญา ภาค 1 -2 ครั้งที่1 | สังคมนักกฎหมายยุคใหม่ Lawsiam.com :- ถาม-ตอบ ปัญหากฎหมาย ปรึกษาคดี ว่าความทั่วราชอาณาจักร, Law , justice, judge
 



  

  
   สรุปคำบรรยาย เนติ2/2553 วิอาญา ภาค 1 -2 ครั้งที่1


สรุปคำบรรยาย เนติ2/2553 วิอาญา ภาค 1 -2 ครั้งที่1



หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 1 วันเสาร์ 27 พฤศจิกายน 2553

สบายดีทุกคนนะครับ ง่วงหรือยังครับ วิธีแก้ง่วงที่ดีที่สุดคือการนอนนะครับ ฟุบเลยนะครับ พอรู้สึกว่าสบายแล้วอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงสมองแล้วค่อยตื่นมาว่ากันใหม่ เวลาอาจารย์อยู่ที่ศาล อาจารย์เอาปิ่นโตไปเอง พอสิบเอ็ดโมงครึ่งก็เริ่มเปิดปิ่นโต ฉันเพลเสร็จ ล้างปิ่นโต แล้วก็งีบแล้วก็มาว่ากันใหม่นี่สำหรับคนอายุหกสิบห้านะครับ แต่สำหรับพวกเรายังหนุ่มสาวนั้นเวลานอนยังมีอยู่อีกมากครับ

ชั่วโมงบ่ายจะเป็นชั่วโมงที่พวกเราต้องใช้สมาธิสูงในการฟังคำบรรยาย เพราะว่ามีสิ่งต่างๆที่มาขัดขวาง มีการทำวิจัยว่าคนเราส่วนใหญ่มีสมาธิฟังแค่สิบห้านาทีแรกเท่านั้น

ในช่วงแรกก็จะคุยก่อนว่าเราจะทำอย่างไร จึงเป็นเนฯ ได้ด้วยเวลารวดเร็ว การเรียนที่นี่เป็นกึ่งปฏิบัติ กฎหมายไม่เหมือนวิชาอื่น เพราะเป็นเรื่องการแสดงเหตุผล พวกเราต้องอ่านหนังสือมาก อาจารย์อ่านหนังสือตั้งแต่เริ่มเรียนปีหนึ่ง จนวันนี้ก็ยังไม่มีวันไหนที่หยุด ตัวบทต้องเปิดทุกวัน ไม่อย่างนั้นจะยืดยือ ปีนี้ไม่ได้พอปีหน้าแล้วก็ท้อว่าทำไมฏีกา มันงอกเงยมาเร็วขนาดนี้

หลักในการเรียนนิติศาสตร์ต้องใช้ อกาลิโก คือ ไม่มีกาลเวลา ไม่ต้องไปรอ วันคริสต์มาส ปีใหม่ เริ่มวันนี้เลย ตัวบทวันละสองมาตรา ไม่มีวันหยุดราชการ คำบรรยายวันละสี่สิบหน้า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นละครับ เพราะเวลาไปทำงานนั้น เราเรียนแต่กฎหมาย คนที่มาเบิกความต่อหน้าเราเป็นนายแพทย์ จะฟังภาษาแพทย์รู้เรื่องหรือไม่ครับ เราจะจดคำเบิกความอยากไร เราเป็นทนายความเราจะสืบยังไงครับ คนที่เป็นตัวความเขาจะเริ่มไม่มั่นใจเราแล้ว แปลว่าไง คู่ความบอกว่า ท่านตัดสินความโดยไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร จะเชื่อมั่นได้ไหมครับ นักการเงินมาเบิกความเราไม่รู้เรื่องแล้ว จะให้ดอกเบี้ยเขาถูกเหรอ นักวิศวกร มาเบิกความ ห้าสิบสแควร์มินก็พอครับ อะไรของแก สแควร์มิน นี่อาจารย์เพียงเกริ่นมาเท่านั้นนะครับ ยังไม่เข้าไปถึงดุลพินิจ

จำเลยรับสารภาพว่าจริงครับ ผมเมาไวน์สองขวด เบียร์สิบกระป๋อง ผมรู้ครับว่าเมาแล้วขับไม่ดี แต่พอให้เพื่อนขับมันหวาดเสียวเหรอเกิน เลยมาขับเอง เราจะรอหรือไม่รอครับ มาตรา 56 ป.อ.เป็นมาตราที่คลาสสิคมากครับ

เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะเตรียมตัวอย่างไร การเตรียมตัวต้องสม่ำเสมอนะครับ ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง ถือหลักวิริเย น ทุกขมเจติ คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรนะครับ

ต้องวางแผนล่วงหน้านะครับ ว่าจะอ่านอะไรวันไหนล่วงหน้า เข้าห้องสมุดกี่ชั่วโมง วิแพ่งจะอ่านกี่วัน จะดูข้อสอบเก่าเท่าไหร่ คำพิพากษาฏีกาจะรวมอย่างไร ก็เริ่มลงมือแต่วันนี้ กรุงโรมไม่สร้างเสร็จในวันเดียวก็จริงแต่อย่าสร้างนานนัก วัสดุก่อสร้างมันแพง การเรียนเนฯ ไม่ควรเกินสองปี ถ้าเกินสองปี จะใช้เวลานานไปเสียหน่อย นี่คือหลักทั่วไป อาจารย์ก็แนะนำได้นิดหน่อย วิธีปฏิบัติก็ต้องไปลงมือกันเอง

การเรียนกฎหมายมีหลักสามประการคือ

หนึ่ง เข้าใจตัวบทมาตรานั้นอย่างถ่องแท้ อย่างวันนี้เราจะเริ่มที่มาตรา 55 ดูตัวบท

มาตรา ๕๕ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้

สามสี่บรรทัดข้างบนนี้หมายความว่าอย่างไร อันนี้แหละครับบรรยายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ทั้งหมด

สอง เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องจำได้ ความจำเรามีขอบเขตนะครับ ธรรมชาติของเรานั้น สิ่งที่อยากจำกลับลืม สิ่งที่อยากลืมกลับจำ คนรักเก่าไม่เคยลืม แต่วิแพ่งมาตรา 55 ไม่เคยจำ แต่ถ้าเราวิริเยน ทุกขมเจติ ก็จะทำให้จำได้ ลองอดทนแล้วจะทำได้

สาม สำคัญมากคือต้องใช้เป็นว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะใช้มาตราไหน ยิ่งเป็นศาลอย่างนี้เขาไม่ให้ศาลบอกว่าไม่มีกฎหมายมาบังคับใช้ หรือเคลือบคลุม ศาลต้องไปหามาให้ได้ เปิดตัวบท 134 วิแพ่ง

มาตรา ๑๓๔ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลที่รับฟ้องคดีไว้ ปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยอ้างว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดี หรือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์



เราจะพบกันสี่เดือนนะครับ เพียงแต่ท่านทั้งหลายต้องเอาจริงนะครับ ไม่เช่นนั้นเราจะเบื่อหน่ายและการเรียนเนฯเราไม่ได้แข่งกับคนอื่นนะครับ ท่านสอบได้ ผ่านครับ

การบรรยายวันนี้ก็จะบรรยายให้ตรงกับที่เนฯออกสอบ อันแรกคือจะทำความเข้าใจตัวบทแต่ไม่เรียงมาตรา จะศึกษาตามโครงสร้างคดี เขตอำนาจศาล ก็จะมีกลุ่มมาตรา 2 3 4 4ทวิ 4ตรี 4 เบญจ 4ฉ 5 6 7 8 9 10 146 และไปรวมกับมาตรา 15 -23 พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพุทธศักราช 2542 อีกด้วย ต้องดูให้หมดอย่าให้รอดสายตา การบรรยายก็จะเป็นระบบแบบนี้

มาตรา ๒ ห้ามมิให้เสนอคำฟ้องต่อศาลใด เว้นแต่

(๑) เมื่อได้พิจารณาถึงสภาพแห่งคำฟ้องและชั้นของศาลแล้ว ปรากฏว่า ศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ

(๒) เมื่อได้พิจารณาถึงคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่าคดีนั้นอยู่ในเขตศาลนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้อง และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลด้วย



มาตรา ๓ เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง

(๑) ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

(๒) ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร

(ก) ถ้าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่ใดในราชอาณาจักรภายในกำหนดสองปีก่อนวันที่มีการเสนอคำฟ้อง ให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย

(ข) ถ้าจำเลยประกอบหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในราชอาณาจักรไม่ว่าโดยตนเองหรือตัวแทน หรือโดยมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าสถานที่ที่ใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการหรือติดต่อดังกล่าว หรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือของผู้ติดต่อในวันที่มีการเสนอคำฟ้องหรือภายในกำหนดสองปีก่อนนั้น เป็นภูมิลำเนาของจำเลย



มาตรา ๔ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(๑) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

(๒) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล



มาตรา ๔ ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล



มาตรา ๔ ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้



มาตรา ๔ จัตวา คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย

ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล



มาตรา ๔ เบญจ คำร้องขอเพิกถอนมติของที่ประชุมหรือที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคล คำร้องขอเลิกนิติบุคคล คำร้องขอตั้งหรือถอนผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคล หรือคำร้องขออื่นใดเกี่ยวกับนิติบุคคล ให้เสนอต่อศาลที่นิติบุคคลนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในเขตศาล



มาตรา ๔ ฉ คำร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อยู่ในราชอาณาจักรก็ดี คำร้องขอที่หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอนั้นจะเป็นผลให้ต้องจัดการหรือเลิกจัดการทรัพย์สินที่อยู่ในราชอาณาจักรก็ดี ซึ่งมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและผู้ร้องไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในเขตศาล



มาตรา ๕ คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้



มาตรา ๖ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ คำร้องนั้นจำเลยต้องแสดงเหตุที่ยกขึ้นอ้างอิงว่าการพิจารณาคดีต่อไปในศาลนั้นจะไม่สะดวก หรือจำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นก็ได้

ห้ามมิให้ศาลออกคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ศาลที่จะรับโอนคดีไปนั้นได้ยินยอมเสียก่อน ถ้าศาลที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอม ก็ให้ศาลที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด



มาตรา ๗ บทบัญญัติในมาตรา ๔ มาตรา ๔ ทวิ มาตรา ๔ ตรี มาตรา ๔ จัตวา มาตรา ๔ เบญจ มาตรา ๔ ฉ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้

(๑) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น

(๒) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา ๓๐๒

(๓) คำร้องตามมาตรา ๑๐๑ ถ้าได้เสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดแล้วให้เสนอต่อศาลนั้น ในกรณีที่ยังไม่ได้เสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใด ถ้าพยานหลักฐานซึ่งจะเรียกมาสืบหรือบุคคลหรือทรัพย์หรือสถานที่ที่จะต้องตรวจอยู่ในเขตศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น

(๔) คำร้องที่เสนอให้ศาลถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการอนุญาตที่ศาลได้ให้ไว้ก็ดี คำร้องที่เสนอให้ศาลถอดถอนบุคคลใดจากฐานะที่ศาลได้แต่งตั้งไว้ก็ดี คำร้องที่เสนอให้ศาลมีคำสั่งใดที่เกี่ยวกับการถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการอนุญาตหรือที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งเช่นว่านั้นก็ดี คำร้องขอหรือคำร้องอื่นใดที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้วก็ดี ให้เสนอต่อศาลในคดีที่ได้มีคำสั่งการอนุญาต การแต่งตั้ง หรือคำพิพากษานั้น



มาตรา ๘ ถ้าคดีสองเรื่องซึ่งมีประเด็นอย่างเดียวกัน หรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกันอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจสองศาลต่างกัน และศาลทั้งสองนั้นได้ยกคำร้องทั้งหลายที่ได้ยื่นต่อศาลขอให้คดีทั้งสองได้พิจารณาพิพากษารวมในศาลเดียวกันนั้นเสียตราบใดที่ศาลใดศาลหนึ่งยังมิได้พิพากษาคดีนั้น ๆ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้มีคำสั่งให้ศาลใดศาลหนึ่งจำหน่ายคดีซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณานั้นออกเสียจากสารบบความ หรือให้โอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งก็ได้แล้วแต่กรณี

คำสั่งใด ๆ ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด



มาตรา ๙ ในกรณีดังกล่าวในมาตราก่อนนั้น ถ้าศาลใดศาลหนึ่งได้พิพากษาคดีแล้ว และได้มีการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษานั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์นั้นไว้ก่อนจนกว่าอีกศาลหนึ่งจะได้พิพากษาคดีอีกเรื่องหนึ่งเสร็จแล้วก็ได้ และถ้าได้มีการอุทธรณ์คดีเรื่องหลังนี้ก็ให้ศาลอุทธรณ์รวมวินิจฉัยคดีทั้งสองนั้นโดยคำพิพากษาเดียวกัน ถ้าคดีเรื่องหลังนั้นไม่มีอุทธรณ์ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๔๖



มาตรา ๑๐ ถ้าไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย คู่ความฝ่ายที่เสียหายหรืออาจเสียหายเพราะการนั้นจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งตนมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะนั้นก็ได้ และให้ศาลนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

มาตรา ๑๔๖ เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกันให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า

ถ้าศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน หรือศาลชั้นต้นสองศาลในลำดับชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งดังกล่าวมาแล้ว คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใด คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด



พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม



มาตรา ๑๖ ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานครนอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ



มาตรา ๑๗ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง



มาตรา ๑๘ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น



มาตรา ๑๙ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวงและคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี



มาตรา ๒๐ ศาลยุติธรรมอื่นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นหรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้



มาตรา ๒๑ ศาลอุทธรณ์มีเขตตลอดท้องที่ที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค

ในกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ และคดีนั้นอยู่นอกเขตของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอำนาจ



มาตรา ๒๒ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์ และว่าด้วยเขตอำนาจศาล และมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมาย

(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น



มาตรา ๒๓ ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้เสนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง และคดีที่อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามที่กฎหมายบัญญัติ เว้นแต่กรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไป



เมื่อเข้าใจตัวบทแล้ว ภาษานักกฎหมายก็คือทำตัวบท ฉะนั้นเวลาเรียนก็ต้องมีตัวบทคู่ใจมาหนึ่งเล่ม พร้อมจะขีดเส้น ใส่ฏีกาได้ และตั้งใจว่าจะใช้ตัวบทนี้ตลอดชีวิต โดยเอาไปทำงานได้ มาแต่งเติมตลอด แล้วจะเห็นวิวัฒนาการของกฎหมาย

แล้วทำครั้งเดียวพอ แล้วใช้ไปตลอดชีวิต ตอนเติมคำพิพากษาฏีกา เอาเฉพาะที่เป็นปัญหาเท่านั้น ปัญหาน่าคิด ที่มองมุมนี้ก็ได้ มุมนั้นก็ได้ คราวนี้เมื่อดำเนินการไปทุกมาตรา ก็คาดว่าจบได้ตามเวลา แต่เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด แค่สัปดาห์สองชั่วโมง จึงไม่เพียงพอ ก็ต้องไปอ่านเพิ่มเติม

เราเริ่มเลยนะครับ เริ่มจากการดูภาพรวมก่อนครับ มี 323 มาตราแบ่งออกเป็นสี่ภาค ภาคที่อาจารย์บรรยายคือภาคหนึ่งเป็นพื้นฐานจาก 1 – 169 ยกเว้นมาตรา 84 -130 ซึ่งเป็นเนื้อหาในส่วนกฎหมายพยานหลักฐาน ส่วนภาคทีสอง วิธีพิจารณาความในศาลชั้นต้น และวิธีพิจารณาวิสามัญ อนุญาโตตุลาการ ภาคสามอุทธรณ์ฏีกา ภาคสี่วิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา และการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ใน 323 มาตรานี้แก้ไขไปแล้ว 25 ครั้ง ล่าสุดแก้ไขมาตรา 155 -169 เดียวนี้ไม่มีการดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้ว มีแต่ขอยกเว้นค่าธรรมเนียม

ทำไมต้องมีวิธีพิจารณาความแพ่ง ไอ้การดำเนินคดีแพ่งนี่ หรือการนำคดีแพ่งมาสู่ศาล ประเทศทุกประเทศจะมีหลักตรงกันคือ ห้ามประชาชนตัดสินความกันเอง

มันก็จะเกิดความไม่สงบขึ้น รัฐก็ต้องเป็นคนนำเสนอกระบวนการยุติธรรมมาดูแล ประเทศตะวันตกมีความคิดล้ำหน้าไป ก็มีความคิดว่าถ้ามาค้าขายกับคนตะวันออกก็จะไม่ได้ความเป็นธรรมก็เลยใช้เวทีของโลก เกิดปฏิญญา 10 ธันวาคม 2491 บอกว่าบุคคลมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแก่ตน และสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ก็อยู่ในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ

คราวนี้เรามองเรื่องต่อไปว่าการนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลพวกเราจะเห็นกฎหมายประเทศไทย มีอยู่สองระบบ ในระบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในการใช้สิทธิทางศาลก็ต้องมีการหมายบัญญัติ ก็มีคำพิพากษาฏีกา ออกมาวางหลักนี้คือ

2426/2532

แม้ชื่อ จำเลยในช่อง คู่ความและคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะไม่ได้ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลย ทั้งแปดให้รับผิดในฐานะ อะไรก็ตามแต่ คำฟ้องของโจทก์ได้ บรรยายว่าจำเลยทั้งแปดเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของ ก. ผู้ตาย โดย จำเลยที่ 1 เป็นคู่สมรสของ ก. จำเลยที่ 2,3,4 เป็นบุตรผู้สืบสันดานของ ก.ผู้ตายเกิดจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5,6 เป็นผู้สืบสันดานของ ก. ผู้ตาย เกิดจาก ร. จำเลยที่ 7 เป็นบิดาผู้ตาย จำเลยที่ 8เป็นมารดาผู้ตาย และได้ บรรยายด้วย ว่า ก. ขับรถยนต์ โดยประมาทชนกับรถยนต์ คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และ ก. ตาย ในที่เกิดเหตุ ย่อมพอเข้าใจได้ ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดให้รับผิดในฐานะ ผู้รับมรดกของ ก. ผู้ตาย หาใช่ฟ้องให้รับผิดเป็นส่วนตัวไม่

1727/2551

บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องซึ่งร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าบ้านที่ผู้ร้องปลูกอยู่ในที่ดินของผู้อื่นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น ไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาล หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว ผู้ร้องก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้อย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ส่วน ป.ที่ดิน มาตรา 78 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 นั้น เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงวิธีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1382 มิใช่กฎหมายใกล้เคียงที่นำมาใช้แก่กรณีของผู้ร้อง



ประเทศที่ไม่ใช้ประมวลก็บอกว่าการใช้สิทธิทางศาลเป็นดุลพินิจศาล action for เราก็มีเหมือนกันนะครับก็คือ

2473/2545

ด.มารดาของช.และช. ผู้เป็นบุตรถึงแก่ความตายแล้ว ไม่อาจให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับ ช. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสาม ผู้ร้องไม่อาจกระทำได้โดยวิธีอื่นนอกจากดำเนินการทางศาล ในเมื่อบุคคลที่จะต้องให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีผู้ใดยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิพากษาว่า ช. เป็นบุตรผู้ร้องได้

124/2468 - ค้นไม่พบ

424/2544

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระเงิน 5,575,551.53 บาทจากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย 5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ 6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมากจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใด แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้องณ สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

การตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่าให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ ตามมาตรา 151



เดี๊ยวจะว่าละเอียดเมื่อถึงมาตราที่เกี่ยวข้อง

เราก็จะเห็นว่าค่ายกฎหมายสองค่ายก็จะพูดถึงกัน แล้วสุดท้ายของไทยเราเอาอย่างไร ตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่ต้องติดตาม

เมื่อพร้อมแล้วเปิดตัวบทครับ มาตรา 55

สมัยที่หลวงจำรูญเนติศาสตร์ สอนที่เนฯ จะบรรยายแค่มาตราเดียวแล้วโยงไปครับ

อ่านตัวบท

โต้แย้งสิทธิคืออะไรครับ คือ บุคคลหนึ่งหรือหลายคนอ้างว่ามีสิทธิเหนือบุคคลหนึ่งหรือหลายคนแล้วสิทธินั้นถูกปฏิเสธ นายก บอกว่า นาย ขเป็นหนี้สิบล้านครบกำหนดแล้ว นาย ขบอกไม่เคยกู้ สัญญากู้ปลอม สิทธิตามสัญญากู้ก็ถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิก็มาใช้สิทธิทางศาลได้

ในกรณีที่มีการโต้แย้งสิทธิ สิทธิต่างไต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราต้องเข้าใจให้ได้ ก็คือ เราต้องหาหนี้ให้เจอ ว่าเรื่องเหล่านี้ หนี้อยู่ที่ไหน

แล้วหาอย่างไรจึงเจอ ก็ต้องดูว่าหนี้เกิดจากนิติกรรม หรือ นิติเหตุ หาอย่างไรจึงเจอก็ต้องดูว่าหนี้เกิดจากนิติกรรมหรือนิติเหตุ วัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างไร แล้วบังคับสิทธิเรียกร้องอย่างไร ขาดอายุความหรือยัง ก็ต้องมารวมกันทันที ในการดำเนินคดีขึ้นศาล ในสายที่เรียกว่าโต้แย้งสิทธิ

คดีประเภทนี้เราเรียกว่าคดีมีข้อพิพาทแล้วจะหมายความว่าอย่างไร คือคดีที่มีคู่ความสองฝ่ายเรียกว่าโจทก์ ถ้าหลายคนเรียกว่าโจทก์ร่วม อีกฝ่ายคือจำเลย ถ้าหลายคนก็เรียกจำเลยร่วม

โจทก์ จำเลยก็คือคู่ความแล้ว คู่ความคืออะไร เราก็ดู มาตรา 1 อนุ 11 อ่านตัวบท

(๑๑) “คู่ความ” หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ

ทำไมไม่เขียนโจทก์จำเลย เพราะว่ามันมีร้องขัดทรัพย์ด้วย และเขียนต่อไปอีก จะเห็นว่า เราแบ่งคู่ความได้เป็น

คนฟ้อง คนถูกฟ้อง คนรับมอบอำนาจ และก็ทนายความ และยังมีคนอีกคนซ่อนตัวอยู่ คนนี้ก็คือตัวความ เราจึงได้หลักว่าคนที่เป็นตัวความนั้นจะต้องเป็นึคู่ความเสมอ ส่วนคนที่เป็นคู่ความอาจจะไม่ใช่ตัวความก็ได้

ซึ่งตัวความคือคนที่เสียหายในมูลหนี้และต้องถูกบังคับคดี แต่คู่ความบางคนอาจจะไม่ถูกบังคับคดีก็ได้ เช่นทนายความ ถ้าทนายความแพ้คดีแล้วถูกบังคับคดีคงไม่มีใครอยากเป็นทนายความ คราวนี้พวกเราก็ดูต่อ เมื่อได้หลักอย่างนี้ก็สรุปได้ว่า ในคดีที่เกิดจากการโต้แย้งสิทธิเราเรียกว่าคดีมีข้อพิพาท ต้องมีคู่ความสองฝ่ายเสมอ คราวนี้ก็มีคดีซ่อนอยู่ในมาตรา 55

คือคดีที่ต้องใช้สิทธิทางศาล คำว่าใช้สิทธิทางศาลนั้นก็เนื่องจากไทยเราเป็นประเทศที่ใช้ประมวลก็ต้องถือหลักว่า ในกรณีที่ใช้สิทธิทางศาลต้องมีกฎหมายบัญญัติ ถ้าไม่มีจะใช้สิทธิทางศาลไม่ได้ และกฎหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลได้คือ ปพพ. 28 32 48 61 1057 1195 1257 1382 1713 เป็นต้น

นี่คือกฏหมายแพ่งบอกเรื่องพวกนี้มาร้องขอได้เลย

ซึ่งเหล่านี้เมื่อเราเรียนกฎหมายเราต้องแยกแยะให้ดี เพราะถ้าเราข้ามไป ศาลก็จะไม่รับให้

เมื่อใช้สิทธิทางศาล ดูมาตรา 188 ประกอบ จะบอกว่าเปิดคดีด้วยคำร้องขอ เป็นคำฟ้อง คำคู่ความ จะโยงกันเหมือนใยแมงมุมพวกเราก็ค่อยๆดูไป

มาตรา ๑๘๘ ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้

(๑) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล

(๒) ศาลอาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็น และวินิจฉัยชี้ขาดตามที่เห็นสมควรและยุติธรรม

(๓) ทางแก้แห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้ใช้ได้แต่โดยวิธียื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น และให้อุทธรณ์ฎีกาได้แต่เฉพาะในสองกรณีต่อไปนี้

(ก) ถ้าศาลได้ยกคำร้องขอของคู่ความฝ่ายที่เริ่มคดีเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือ

(ข) ในเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือพิพากษาหรือคำสั่ง

(๔) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท แต่ในคดีที่ยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คำอนุญาตที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสียหรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถนั้น ให้ถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาล และแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาต หรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น



คราวนี้เมื่อเราบอกว่การใช้สิทธิทางศาลต้องมีกฎหมายบัญญัติ

2426/2532

แม้ชื่อ จำเลยในช่อง คู่ความและคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะไม่ได้ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลย ทั้งแปดให้รับผิดในฐานะ อะไรก็ตามแต่ คำฟ้องของโจทก์ได้ บรรยายว่าจำเลยทั้งแปดเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของ ก. ผู้ตาย โดย จำเลยที่ 1 เป็นคู่สมรสของ ก. จำเลยที่ 2,3,4 เป็นบุตรผู้สืบสันดานของ ก.ผู้ตายเกิดจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5,6 เป็นผู้สืบสันดานของ ก. ผู้ตาย เกิดจาก ร. จำเลยที่ 7 เป็นบิดาผู้ตาย จำเลยที่ 8เป็นมารดาผู้ตาย และได้ บรรยายด้วย ว่า ก. ขับรถยนต์ โดยประมาทชนกับรถยนต์ คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และ ก. ตาย ในที่เกิดเหตุ ย่อมพอเข้าใจได้ ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดให้รับผิดในฐานะ ผู้รับมรดกของ ก. ผู้ตาย หาใช่ฟ้องให้รับผิดเป็นส่วนตัวไม่

เป็นฏีกามาตราฐานที่ใช้อธิบายตัวบท กฎหมายวางหลักสอดคล้องต้องกัน ว่าเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติจะใช้สิทธิทางศาลไม่ได้

ผู้ร้องไปยื่นคำร้องต่อศาลว่าให้ศาลมีคำสั่งว่า บ้านนี่ผมเป็นเจ้าของกรรมสิทธินะ ก็ไม่มีกฎหมายบํญญัติ

หลักที่เราเดินตามแนวคิดของกฎหมายที่ใช้ระบบประมวล ตรงนี้ก็เกิดการเสนอความคิดมากมาย เราจะเห็นความคิดเหล่านี้หลากหลาย

ก็มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งบอกว่า ต้องแปลมาตรา 55 ไปทำนอง ว่าแม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติก็ให้ใช้สิทธิทางศาลได้ แต่ให้เป็นดุลพินิจศาล จากแนวคิดของนักนิติศาสตร์กลุ่มนี้ก็เกิดการเคลื่อนไหวทางความคิด

ปี 2468 กลุ่มที่อ้างว่า น่าจะใช้ดุลพินิจของศาล 128/2468

ขอให้ศาลแสดงว่าไม่ได้เปนหนี้ อำนาจศาล

ฏีกาฉบับนี้มีเนื้อหาว่า

โจทก์มาฟ้องจำเลยต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลย เพราะจำเลยทวงหลายครั้งแล้ว แถมยังขู่ด้วย ศาลฏีกาสมัยนั้นรับคดีไว้วินิจฉัย

ตั้งแต่ปี 2468 มาถึงปี 2544 มี 424/2544

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระเงิน 5,575,551.53 บาทจากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย 5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ 6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมากจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งกันอยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใด แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้องณ สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

การตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่าให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว

การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ ตามมาตรา 151

ก็จะเห็นแนวคิดวิวัฒนาการทางกฎหมายนะครับ ฏีกานี้ดีมากนะครับควรไปหาฏีกาเต็มมาแนบตัวบทนะครับ

เรื่องนี้ลูกหนี้ไปถามเจ้าหนี้ ว่า ผมเป็นหนี้พี่เท่าไหร่ เจ้าหนี้บอก สงสัยจะหกล้าน ลูกหนี้บอก เป็นหนี้ห้าล้านไม่ใช่เหรอ ก็กลัวจะถูกฟ้อง ก็เลยชิงฟ้องเจ้าหนี้ ว่าให้พิพากษาว่าเป็นหนี้ห้าล้าน

ลูกหนี้ทีเด็ด

กรณีนี้ไม่อาจหยั่งรู้ได้ซึ่งสิทธิตนเอง ก็ต้องไปดำเนินการวางทรัพย์ให้เรียบร้อยก่อน เมื่อไม่ผ่านขั้นตอนเช่นว่านั้น นำคดีขึ้นสู่ศาลเลย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และยังพูดถึงมาตรา 18 เรื่องค่าธรรมเนียมอีก

ก็จะเห็นว่าศาลฏีกาก็ไม่ได้ขานรับ แนวคิดที่ว่าให้เป็นดุลพินิจของศาล

คราวนี้ก็มีอีกเรื่องหนึ่งแต่ไม่ใช่เรื่องหนี้ 2473/2545

ด.มารดาของช.และช. ผู้เป็นบุตรถึงแก่ความตายแล้ว ไม่อาจให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับ ช. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสาม ผู้ร้องไม่อาจกระทำได้โดยวิธีอื่นนอกจากดำเนินการทางศาล ในเมื่อบุคคลที่จะต้องให้ความยินยอมในการขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีผู้ใดยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องจึงชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้พิพากษาว่า ช. เป็นบุตรผู้ร้องได้



พวกเราจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้พอหลักแม่นแล้วไม่ต้องไปกลัวใคร เหมือนมวย การ์ดไม่ตก ก็ไม่ต้องกลัวน็อค

เรื่องฏีกานี้ตัดตาม ปพพ. มาตรา 1548 ก็ต้องแม่นตัวบทนะครับ เพราะตัวบทเป็นคำบรรยายที่สั้นและกระทัดรัดที่สุด

เป็นเรื่องที่บิดาขอให้จดทะเบียนรับรองบุตร เรื่องนี้บุตรเป็นดาบตำรวจ ก็ไปบันทึกว่า ถ้าเขาเสียชีวิตลง คนที่ได้รับบำเหน็จตกทอดคือบิดา ต่อมาดาบตำรวจนี้ก็เสียชีวิต บิดาก็ไปรับเงิน ก็ยังรับไม่ได้ต้องไปจดทะเบียนรับรองบุตร ไปเขต ก็บอกต้องมีมารดาและเด็กมารับรอง ก็ตายไปหมดแล้ว ถ้าเอามาท่านคงไม่รับรอง เอารูปถ่ายแทนก็ไม่ได้เหรอ สุดท้ายก็ไม่ใช้สิทธิทางศาล ศาลก็ตอบตามความยุติธรรม เพราะคนให้ความยินยอมไม่มีแล้ว ศาลก็สั่งให้จดทะเบียนรับรองบุตรได้ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะไปนะครับ ไม่ได้หมายความว่ายกเว้นหลักนะครับ

หลักใหญ่มั่นคงคือ ถ้าไม่มีกฎหมายให้สิทธิใช้สิทธิทางศาลไม่ได้

แต่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยก็ดูจากฏีกา

ในมาตรา 55 บอกว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลชอบเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจ ก็ ( ไปดู มาตรา 2 3 4 4 ทวิ 4 ตรี 4 จัตวา 4 เบญจ 4 ฉ 5 6 7 8 9 146 ประกอบพระธรรมฯ มาตรา 15 -23 ) เหล่านี้คือเขตอำนาจศาลของประเทศไทยที่เราจะไปใช้สิทธิได้ จะเห็นว่าเราขึ้นมาตราเล็กๆมาตราเดียวมันกระจายออกไปมหาศาล ถ้ารวบรวมให้เป็นแนวคิดเดียวกันได้เมื่อไหร่เมื่อนั้นเราจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

ต่อไปนะครับ กฎหมายบอกว่า ที่เสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ กฎหมายนี้ก็คือวิแพ่ง จากมาตรา 55 ทั้งมาตรา เราก็ได้หลักในการนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลว่ามีคดีสองประเภทคือ

คดีมีข้อพิพาท ซึ่งเกิดจากการโต้แย้งสิทธิ มีคู่ความสองฝ่าย เรียกว่า โจทก์ กับ จำเลย ถ้าเรียกทั้งคู่เรียกคู่ความ ถ้าเรียกโจทก์หลายคนรวมกัน เรียกโจทก์ร่วม ถ้าเวลาวินิจฉัยถึงโจทก์หลายคนต้องวินิจฉัยเรียงตัว เช่น โจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 2 เดียวเราจะวินิจฉัยถึงค่าธรรมเนียม

คราวนี้เมื่อมองมาตรา 55 อีกคดีที่ขึ้นสู่ศาลได้ก็คือ คดีใช้สิทธิทางศาล และต้องมีกฎหมายให้อำนาจ คราวนี้เรามองมาตรา 55 เราพูดประโยคเดียวว่า เป็นเรื่องอำนาจฟ้องเรานึกถึงฏีกา 539/2545 อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มองไกลไปถึงอุทธรณ์ฏีกา ถึง 225 และ 249 ทันที เมื่อเราบอกว่า มาตรา 55 มีคดีสองประเภทเกิดขึ้นคดี มีข้อพิพาทกับคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อรู้ว่าเป็นคดีอะไรแล้ว แล้วใครเป็นคนนำคดีขึ้นสู่ศาลเราก็ได้คำตอบว่า ผู้นำคดีขึ้นสู่ศาลคือ บุคคล จะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ต้องมีความสามารถตามกฎหมาย สำหรับนิติบุคคลนี้ ก็แน่นอน ถูกโต้แย้งสิทธิได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 55 ว่าจะต้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือใช้สิทธิทางศาล จะไปเองไมได้

ไปยื่นคำร้องให้ศาลตีความสัญญา ศาลก็ไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทต่างๆนะครับ

บุคคลกลุ่มนี้แหละที่กฎหมายเรียกว่าเขาเป็นคู่ความตรงนี้ที่เราจะลงลึกกฎหมายบอกว่าคนที่นำคดีแพ่งขึ้นศาลต้องเป็นคู่ความไม่ใช่ใครก็ได้

คราวนี้เราก็กลับไป 1 อนุสี่อีกครั้ง ว่าคนที่ใช้สิทธิทางศาลได้ หรือถูกโต้แย้งสิทธินั้นเหล่านี้คือคู่ความ กฎหมายบอกว่า 1 อนุสิบเอ็ด

(๑๑) “คู่ความ” หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ

คือ ผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาล หรือถูกฟ้องคดีต่อศาล และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้หมายความถึงบุคคลที่ใช้สิทธิทางศาลในฐานะตัวแทนหรือทนายความ ก็เกิดปัญหาว่า ถ้าคนที่นำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ใช่ทนายความหล่ะครับ

สมมุตินาย เล็ก ท่าพระจันทร์ เป็นเจ้าหนี้สองล้าน ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่ขยัน เก็บเล็กผสมน้อยก็มีฐานะ เบือก ก็ไปกู้เล็กมาสองล้าน เล็ก บอกว่าไม่นั่งเรียนนิติที่ธรรมศาสตร์บ่อย เล็กก็เดินไปที่ศาลแพ่ง เพราะอยู่ในเขตพระนคร เล็กไปเอา เบอร์สี่ คำฟ้องที่ประชาสัมพันธ์ศาล ขอคำขอท้ายฟ้องฉบับหนึ่ง เล็กก็ร่างฟ้อง ลงชื่อเล็กท่าพระจันทร์ โจทก์ ถามว่าเล็กทำได้หรือไม่ ศาลสั่งนัดสืบพยานโจทก์ เล็กตอบว่าไม่ต้องมีทนายท่าน ผมว่าความเอง ว่าความอย่างทนายความได้หรือไม่ครับ นี่คือข้อสอบผู้ช่วยนะครับ

พลิกมาตรา 60 ดูสิครับ

มาตรา ๖๐ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือผู้แทนโดยชอบธรรมในกรณีที่คู่ความเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้แทนในกรณีที่คู่ความเป็นนิติบุคคล จะว่าความด้วยตนเองและดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งปวงตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์ของตน หรือจะตั้งแต่งทนายความคนเดียวหรือหลายคนให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนก็ได้

ถ้าคู่ความ หรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้

คราวนี้เรามาดูมาตรา 60 อย่างพินิจพิเคราะห์กัน เป็นมาตราสำคัญนะครับ เพราะมีคู่ความและตัวความซ่อนอยู่ กฎหมายบัญญัติว่า คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือผู้แทนโดยชอบธรรมในกรณีที่คู่ความเป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ ขีดคำว่าผู้ไร้ความสามารถ ไม่ใช่ คนไร้ความสามารถนะครับ กว้างกว่าคนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 คำว่าผู้แทนโดยชอบธรรม ( ให้ดูมาตรา หนึ่ง อนุสิบสาม ) ผู้ไร้ความสามารถดูมาตรา ( หนึ่งอนุสิบสองประกอบ )

เขาเขียนคำว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหมายความว่าบุคคลผู้มีสิทธิทำแทนบุคคลผู้ไร้ความสามารถและเป็นคนที่ต้องให้ความยินยอม ซึ่งกว้างมากเลย เราเรียกว่าผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ความหมายตรงนี้อยู่ใน 1 อนุสิบสามซึ่งกว้างกว่าผู้แทนโดยชอบธรรมทั่วๆไป ส่วนบุคคลไร้ความสามารถกว้างไกลไปนะครับ คือ คนที่ไม่มีความสามารถตามกฎหมายหรือ ถูกจำกัดตาม ปพพ เช่นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ เป็นต้น

หรือผู้แทนในกรณีนิติบุคคลเป็นคู่ความ ก็คือ ผู้แทนนิติบุคคล

ตรงคำว่าผู้แทนโดยชอบธรรมกับ ผู้แทนนิติบุคคล ดูมาตรา 66 เปิดตัวบท

มาตรา ๖๖ ผู้ใดอ้างว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของตัวความหรือเป็นผู้แทนของนิติบุคคล เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้องในขณะที่ยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ ศาลจะทำการสอบสวนถึงอำนาจของผู้นั้นก็ได้ และถ้าเป็นที่พอใจว่าผู้นั้นไม่มีอำนาจ หรืออำนาจของผู้นั้นบกพร่อง ศาลมีอำนาจยกฟ้องคดีนั้นเสีย หรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างอื่นได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

เป็นมาตราน็อคเอ๊าท์มาตราหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าศาลสงสัยหรือคู่ความอีกฝ่าย สงสัยแล้วสอบแล้วเห็นว่าไม่มีอำนาจให้สั่งยกฟ้อง หรือสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 69

มาตรา ๖๙ การยื่นคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นใดต่อศาลนั้น ให้กระทำได้โดยส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาล หรือยื่นต่อศาลในระหว่างนั่งพิจารณา



ถ้ายกฟ้องก็เป็น 144 168 ตามมาเลยครับ

มาตรา ๑๔๔ เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย

(๑) การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๔๓

(๒) การพิจารณาใหม่แห่งคดีซึ่งได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๐๙ และคดีที่เอกสารได้สูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา ๕๓

(๓) การยื่น การยอมรับ หรือไม่ยอมรับ ซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา ๒๒๙และ ๒๔๗ และการดำเนินวิธีบังคับชั่วคราวในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาตามมาตรา ๒๕๔วรรคสุดท้าย

(๔) การที่ศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ส่งคดีคืนไปยังศาลล่างที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้น เพื่อให้พิพากษาใหม่หรือพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามมาตรา ๒๔๓

(๕) การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา ๓๐๒

ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิในอันที่จะบังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖ และ ๒๔๐ ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยศาลอื่นแต่งตั้ง

มาตรา ๑๖๘ ในกรณีคู่ความอาจอุทธรณ์ หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้นั้น ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว เว้นแต่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะได้ยกเหตุว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย

แล้วโอกาสจบคดีสูงเลย เพราะฉะนั้นถ้ากรณีผู้แทนโดยชอบธรรม มีคำสั่งตั้งผู้อนุบาลและผู้พิทักษ์แล้วหรือยัง ไปดูหนังสือรับรองซิมีอำนาจหรือไม่ เหล่านี้เป็นข้อที่ท่านต้องระวังในทางปฏิบัติทั้งสิ้น แล้วเสียหาย ยกฟ้องอะไรเกิดขึ้นครับ ไม่คืนค่าธรรมเนียมนะครับ ถือว่าแพ้คดีตาม 161 อุทธรณ์ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใหม่

ฉะนั้นคนที่เป็นคู่ความนี้ จะว่าความด้วยตนเองก็ได้ ถามซัก ถามค้าน ถามติงได้เลย หรือ จะตั้งแต่งทนายความคนเดียวหรือ หลายคนให้ว่าความแทนตนก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็จะตั้งทนาย เพราะกฎหมายเคร่งครัดมากเลยว่า จะว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นประโยชน์แก่ตน ได้หมดเลย แล้วบุคคลเหล่านี้เวลามาศาลก็จะยุ่งมากเลย เพราะแกจะสงสัยไปหมด แกจะถือห้องพิจารณา เป็นห้องศึกษาเรียนรู้

สุดท้ายแล้วท่านต้องเจอกับ คน แล้วคนมันยุ่งจริงๆ เพราะมันพูดได้ ทุกอย่างในร่างกายมีเป็นคู่หมด ยกเว้นปาก มีอันเดียวยังยุ่งหมดเลย

อยากให้พวกเราศึกษาปรัชญาไทยประกอบในการทำงาน ทำไมมีคำว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก มีใครยาวสาวได้สาวเอา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เหล่านี้จะมาช่วยพวกเราในการทำงานของเรา เวลาจะประเมินคนที่เป็นคู่ความ อ่านหนังสือมากๆ นิติปรัชญา เวลาทำงานจะทำได้ดี

คราวนี้เราก็กลับไป 60 วรรคหนึ่งตอนท้าย ว่าหรือจะตั้งแต่ง คงไม่ต้องไปสงสัยว่าทำไมไม่ใช้คำว่า แต่งตั้ง ตั้งแต่งทนายความคนเดียวหรือหลายคนว่าความ ว่าความก็ตาม พรบ.ทนายความ

ก็มีปัญหาน่าคิดว่า จำเลยตั้งทนายความสามคน ทนายคนที่หนึ่งถามพยานจำเลยเสร็จเรียบร้อย ทนายคนที่สองก็ลุกจะมาถาม อาจารย์ก็ถามว่าท่านทนาย ท่านว่าท่านมีสิทธิถามต่อจากทนายที่หนึ่งหรือไม่ครับ

ก็แต่งมาเยอะ อาจเป็นการตัดไม้ข่มนามกันนะครับ เป็นลีลา

เปิดมาตรา 117 วรรคท้ายดู ยกมาใส่ตรงนี้ ตรงคำว่า ตั้งคนเดียวหรือ หลายคน ดูมาตรา 117 วรรคท้าย

มาตรา ๑๑๗ คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะตั้งข้อซักถามพยานได้ในทันใดที่พยานได้สาบานตนและแสดงตนตามมาตรา ๑๑๒ และ ๑๑๖ แล้ว หรือถ้าศาลเป็นผู้ซักถามพยานก่อนก็ให้คู่ความซักถามได้ต่อเมื่อศาลได้ซักถามเสร็จแล้ว

เมื่อคู่ความฝ่ายที่ต้องอ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะถามค้านพยานนั้นได้

เมื่อได้ถามค้านพยานเสร็จแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะถามติงได้

เมื่อได้ถามติงพยานเสร็จแล้ว ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดซักถามพยานอีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดได้รับอนุญาตให้ถามพยานได้ดังกล่าวนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมถามค้านพยานได้อีกในข้อที่เกี่ยวกับคำถามนั้น

คู่ความที่ระบุพยานคนใดไว้ จะไม่ติดใจสืบพยานคนนั้นก็ได้ ในเมื่อพยานคนนั้นยังมิได้เบิกความตามข้อถามของศาล หรือของคู่ความฝ่ายที่อ้าง แต่ถ้าพยานได้เริ่มเบิกความแล้วพยานอาจถูกถามค้านหรือถามติงได้

ถ้าพยานเบิกความเป็นปรปักษ์แก่คู่ความฝ่ายที่อ้างตนมา คู่ความฝ่ายนั้นอาจขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้นเสมือนหนึ่งพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา

การซักถามพยานก็ดี การซักค้านพยานก็ดี การถามติงพยานก็ดี ถ้าคู่ความคนใดได้ตั้งทนายความไว้หลายคน ให้ทนายความคนเดียวเป็นผู้ถาม เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น



ไม่เช่นนั้นตั้งทนายมาร้อยคนคดีก็ไม่เสร็จสักที เว้นแต่จะแถลงศาล ว่าคนที่หนึ่งจะถามเรื่องที่มาแห่งหนี้ คนที่สองถามเรื่องเดินบัญชีสะพัด ถ้าหมดคำถาม ก็หมดสิครับ

ต่อไปนะครับ การมอบอำนาจผู้รับมอบอำนาจตามมาตรา 60 หมายความว่าเมื่อมีการมอบไปแล้วหรือตั้งทนายความจะมอบอำนาจก็ได้ นะครับหรือมอบอำนาจช่วง ให้ทัมงานฝ่ายกฎหมาย มอบอำนาจช่วง ตรงคำว่ามอบอำนาจดูฏีกา 4309/2540 มอบอำนาจช่วงก็ได้ ตัวบทไม่ได้เขียน แต่ไปอยู่ในเรื่องตัวแทนช่วง 4309/2540

โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ตลอดจนให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงกระทำการแทน และบรรยายฟ้องต่อไปว่า ส. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้ ว. เป็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้องและแต่งตั้งทนายความแทนโจทก์ได้ แสดงว่าในขณะยื่นคำฟ้อง ส. ได้มอบอำนาจช่วงให้ ว. มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแทนโจทก์ได้แม้หนังสือมอบอำนาจช่วงจะลงวันที่ 4 มกราคม 2537 อันเป็นเวลาภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วก็ตาม เมื่อหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่ได้ระบุเงื่อนเวลาเริ่มต้นของการมอบอำนาจช่วงว่าจะให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงเริ่มมีอำนาจเมื่อใด จึงเป็นที่เห็นได้ว่าในขณะยื่นฟ้อง ส. ได้มอบอำนาจช่วงให้ ว. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้หาทำให้กลับกลายเป็นการมอบอำนาจช่วงภายหลังยื่นคำฟ้อง อันจะทำให้ ว. ไม่มีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ไม่

คนที่เป็นคู่ความนั้น อาจว่าความก็ได้ หรือแต่งทนายก็ได้ มาตรา 60 วรรคสอง คู่ความกับผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนนิติบุคคล ทำหนังสือมอบอำนาจ ขีดเส้นใต้นะครับ เพราะฉะนั้นมอบอำนาจด้วยวาจาไม่ได้ ให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ขีดเส้นใต้คำว่าผู้แทนตนในคดี ซึ่งในคดีแพ่งทำได้

บรรทัดต่อไปขีดเส้นใต้สองเส้น ผู้มอบอำนาจนั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่จะแต่งตั้งทนายความได้ ตรงนี้จับหลักให้แม่น ว่าบุคคลซึ่งตัวความ มอบอำนาจ มีฐานะตาม 1 อนุ 11 ในมาตรา 60 วรรคสอง ห้ามไม่ให้ว่าความอย่างทนายความ ต่างกับ วรรคหนึ่งที่ว่าความได้ แต่ผู้รับมอบอำนาจนั้น จะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ ก็ดูพรบ.ทนายความก็คือ ว่าความแก้ต่าง ก็เป็นปัญหาน่าคิดว่า 60 วรรคสอง บัญญัติขึ้นมาทำไม ตรงนี้มีที่มาที่ไป

คือสมัยเดิมก่อนทนายความชั้นหนึ่งต้องสอบเนฯได้จึงว่าความได้ทั่วราชฯ ส่วนทนายความชั้นสองคือ ทนายความที่จบปริญญาตรี หรืออนุปริญญา ว่าความได้สิบจังหวัด

คนที่ไม่ได้เป็นทนายความชั้นหนึ่ง หรือ สอง ก็คือ ทะแนะพวกนี้ก็อยากเข้ามาในคดี วิธีก็ง่าย ก็ตั้งให้เป็นผู้รับมอบอำนาจสิ พอรับมอบอำนาจ ก็เท่มากกฏหมายก็บอกว่าอย่างนี้ไม่ได้ แต่ลืมนึกไปว่าผู้รับมอบอำนาจอาจเป็นทนายความจริงๆ ก็กลายเป็นว่ากันไปกันมาก็กลายเป็นกันพวกเดียวกัน

พอ 615/2524

โจทก์มอบอำนาจให้บุคคลซึ่งเป็นทนายความดำเนินคดีกับจำเลยได้ทุกอย่าง ผู้รับมอบอำนาจเป็นแต่ตัวแทนเฉพาะการและตั้งทนายความได้ไม่ใช่ตั้งตัวแทนช่วง แต่จะว่าความซักพยานเองอย่างทนายความไม่ได้แม้จำเลยยกขึ้นคัดค้านเมื่อพ้น 8 วันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 27 วรรคสอง ศาลเห็นสมควรก็สั่งแก้ไข โดยให้ผู้รับมอบอำนาจทำใบแต่งตั้งตัวเองเป็นทนายความก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นแจ้งให้โจทก์ทราบเพียงว่าให้นัดฟังผลปฏิบัติและฟังคำพิพากษา ไม่ชัดพอที่จะให้เข้าใจว่าให้โจทก์แก้ไขข้อที่ผิดระเบียบภายในกำหนดเวลาโจทก์ไม่ไปศาลตามนัด จึงถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไม่ชอบ ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่างให้พิจารณาพิพากษาใหม่



ก็มีฏีกาผ่าทางตันเลยว่า ผู้รับมอบอำนาจนั้นแม้จะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ ก็ตาม แต่เมื่อตนเองเป็นทนายความก็ตั้งตนเองเป็นทนายความก็ได้ จากนั้นมา 60 วรรคสองก็ไม่มีปัญหาแล้ว

มาถึงมาตรา 61 พูดถึงทนายความล้วนๆว่าการตั้งทนายความให้แก้ต่าง ต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ ตรงนี้ ใช้มาตรา 9 ประมวลแพ่งได้ ถ้าคนตั้งทนายความไม่อาจลงลายมือชื่อ ได้ และลงลายพิมพ์นิ้วมือได้

มาตรา ๖๑ การตั้งทนายความนั้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน ใบแต่งทนายนี้ให้ใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องหนึ่ง ๆ ตามที่ได้ยื่นไว้เท่านั้น เมื่อทนายความผู้ใดได้รับมอบอำนาจทั่วไปที่จะแทนบุคคลอื่นไม่ว่าในคดีใด ๆ ให้ทนายความผู้นั้นแสดงใบมอบอำนาจทั่วไป แล้วคัดสำเนายื่นต่อศาลแทนใบแต่งทนายเพื่อดำเนินคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป ตามความในมาตรานี้



คราวนี้ในมาตรา 61 ตอนท้ายมีคำว่ามอบอำนาจทั่วไป ให้ยื่นใบมอบอำนาจแทนใบแต่ทนายความ เราชำเลืองไปก็เห็นว่า การแต่งตั้งทนายความก็มีใบแต่งทนายความ แต่งคนใดคนหนึ่งนั้นฉบับหนึ่งก็ได้ครั้งเดียว คดีเดียว สำหรับทนายคนนั้น ถ้าต้องการให้ทนายคนนั้น เป็นทนายความหลายคดี ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นงานสินเชื่อของสถาบันการเงิน นั้น ถ้ากรณีที่จะให้ดำเนินกระบวนพิจารณา ก็ใช้วิธีมอบอำนาจทั่วไป แล้วทนายความนั้นๆก็ยื่นใบมอบอำนาจต่อศาลแล้วส่งสำเนาติดสำนวน แต่ในทางปฏิบัติการมอบอำนาจทั่วไปไม่ค่อยนิยมกัน เพราะว่าเวลาคิดค่าว่าความ จ่ายเหมารวมได้น้อย ก็ต้องการคิดเป็นรายคดี

ในมาตรา 62 เมื่อแต่งทนายความตาม 61 แล้ว ทนายความก็ต้องรักษาประโยชน์ของคู่ความ ทำได้ทุกอย่างเลย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ห้ามทำคือ จะดำเนินกระบวนพิจารณาในทางจำหน่ายสิทธิตัวความไม่ได้

มาตรา ๖๒ ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้น แต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้ โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น หรือทำเป็นใบมอบอำนาจต่างหากในภายหลังใบเดียวหรือหลายใบก็ได้ และในกรณีหลังนี้ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๖๑ บังคับ

กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ตัวความหรือผู้แทนจะปฏิเสธหรือแก้ไขข้อเท็จจริงที่ทนายความของตนได้กล่าวด้วยวาจาต่อหน้าตนในศาลในขณะนั้นก็ได้ แม้ถึงว่าตัวความหรือผู้แทนนั้นจะมิได้สงวนสิทธิเช่นนั้นไว้ในใบแต่งทนายก็ดี



การยอมรับตามที่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้องอย่างนี้อีกฝ่ายทำไม่ได้ เช่น ดอกเบี้ย สิบล้านลดเหลือแปดล้านได้หรือไม่

อีกเรื่องนึงคือประนีประนอมยอมความ 138 เป็นการจำหน่ายสิทธิ

หรือใช้สิทธิหรือสละสิทธิ ในการอุทธรณ์ ฏีกา อย่างนี้ไม่ได้ หรือขอพิจารณาคดีใหม่ เหล่านี้ถือว่าเป็นการจำหน่ายสิทธิคู่ความ คราวนี้ คู่ความทำอย่างไร กฎหมายบอกว่าต้องแสดงให้ชัดแจ้ง คือทำให้ปรากฎในใบแต่งทนายความนั่นเอง หรือทำเป็นใบมอบอำนาจหรือหลายใบ ทางปฏิบัติก็ทำให้เกิดปัญหา แต่งตั้งให้นายดำ ศาลก็ตรวจพบว่าใบแต่งทนายไม่ให้อุทธรณ์ ก็เป็นคำฟ้องที่บกพร่องเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะให้ไปแต่งทนายความเข้ามาใหม่ คราวนี้ในมาตรา 62 วรรคสอง

ทนายความก็ไปแถลงซึ่งทำให้ตัวความเสียหาย ตรงนี้มาตรา 62 แถลงต่อหน้าเลย ตัวความก็มีสิทธิปฏิเสธได้นะครับ ก็ต้องระวังนะครับ จะแถลงอะไรต้องถามตัวความก่อน ตรงนี้จะเอาไหม ครับ ถามเสียก่อน ถ้าไม่ถามเลย ก็เป็นที่เสียหายแก่ตัวความเขา ว่าอันนี้เขาไม่ยอมรับการแถลงจากทนายความ โดยหลักในการแถลงต้องสงวนสิทธิไว้ก่อน นี่คือมาตรา 62 คราวนี้ มาถึงมาตรา 63

ในมาตรา 63 เป็นเรื่องที่มีการรับเงินหรือทรัพย์สินไปจากศาล ส่วนใหญ่ก็คือค่าธรรมเนียมที่คืนนะครับ ส่วนใหญ่เวลาทำสัญญาประนีประนอมจากศาลแล้วศาลพิพากษาตามยอม ก็มีการคืนค่าธรรมเนียม ถ้ายังไม่สืบพยานเลย แล้วตกลงกันได้ จะคืน กึ่งหนึ่ง แต่ถ้าสืบพยานไปบ้างแล้ว ก็คือ สามในสี่ แต่ถ้าต้องการให้คืนเป็นกรณีพิเศษ ต้องแถลงเข้าไป ว่าเราขอคืนเป็นกรณีพิเศษเพราะอะไร อาจารย์ก็เคยคืนกรณีพิเศษบ่อยๆ มีเรื่องหนึ่งคือเครื่องบินตกที่ภูเก็ต เรื่องนี้ทนายความดีมาก ขวนขวายไป ต่างประเทศไปพบบริษัทประกัน นำเงินมาชดใช้ผู้เสียหายจนครบ ก็คืนค่าเสียหายเป็นกรณีพิเศษ ตรงนี้มองจาก การขวนขวายของคู่ความที่ทำให้คดีเสร็จลงได้ แต่การดำเนินการอย่างนี้ทำให้คดีเสร็จรวดเร็ว ในการคืนอย่างนี้ ในทางปฏิบัติ ทนายก็ให้คู่ความหรือตัวความ ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไว้ พอศาลสั่งคืน ก็ยื่นใบมอบอำนาจ

เคยเกิดมีปัญหาเหมือนกัน ว่า ศาลสั่งค่าธรรมเนียม แล้วคู่ความยังไม่ได้เงิน ศาลก็สั่งนัดพร้อมว่าทำไมไม่คืน สอบถามเจ้าหน้าที่การเงินก็บอกว่าทนายความรับเงินไปนานแล้ว

ถ้าเขาไม่ให้ก็คืนเขานะครับ อย่าไปอยากได้ของคนอื่นเขานะครับ คราวนี้ ในกรณีอย่างนี้ที่อาจารย์มองว่าคดีผ่านมาตั้งหลายปี กฎหมายเปิดทางให้ถ้าศาลสงสัยก็ให้ตัวความมารับไปเอง

มาตรา ๖๓ บทบัญญัติแห่งมาตราก่อนนี้ไม่ตัดสิทธิตัวความในอันที่จะตั้งแต่งผู้แทนหรือทนายความโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลเพื่อให้รับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งได้ชำระไว้ในศาลหรือวางไว้ยังศาลเป็นเงินค่าธรรมเนียมหรืออย่างอื่น และศาลได้สั่งให้จ่ายคืน หรือส่งมอบให้แก่ตัวความฝ่ายนั้น แต่ถ้าศาลนั้นมีความสงสัยในความสามารถหรือตัวบุคคลผู้แทน หรือทนายความซึ่งได้รับตั้งแต่งดังกล่าวข้างต้น ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ตัวความหรือทนายความหรือทั้งสองคนให้มาศาลโดยตนเองได้



มาตรา 63 ปัญหาก็ไม่เกิดแล้ว เวลาดำเนินก็ไม่ว่ากัน นี่คือมาตรา 63

มาถึงมาตราสำคัญอีกมาตราหนึ่ง ที่เกิดเรื่องบ่อยคือ 64 จะเขียนว่า เสมียนทนายความก็ได้ การทำงานของทนายความในบางอย่าง ทนายความก็ไม่ต้องทำเองทุกเรื่องเช่นฟังคำสั่งคำแถลงหรือ ลงลายมือชื่อ ตามมาตรา 71 72 ไม่ต้องทำโดยทนายความเอง ก็อาจมอบฉันทะให้คนอื่นมาทำแทนได้ ก็ต้องระวังอยู่อันหนึ่งว่า บางครั้งผู้รับมอบอำนาจ เป็นทนายความสำนักงานนั่นแหละ ไอ้เลื่อนก็ไม่เป็นไรก็ยื่นคำร้องมา ผู้รับมอบฉันทะก็เอาใบมอบฉันทะไปเลื่อนคดี

คราวนี้อาจจะเผลอก็ได้ ก็ให้ไปแถลงเลื่อนคดีให้ที ถึงเวลานัด เสมียนทนายซึ่งเป็นทนายก็แถลงศาลเลย เสมียนทนายแถลงคล่องปรื๊ดเลยเพราะเป็นทนายความ อันนี้ต้องระวังว่าการแถลงขอเลื่อนคดีด้วยวาจาทำได้ตามมาตรา 64 หรือไม่ครับ ถ้าเป็นเรื่องทนายความต้องทำเองเฉพาะตัวเสมียนทนายทำไม่ได้นะครับ แม้เสมียนนั้นจะเป็นทนายเองก็ตาม ดู 3615/2524 ผู้รับมอบอำนาจจากทนายความจะแถลงขอเลื่อนคดีไม่ได้ เป็นเรื่องที่ทนายความต้องทำเองเฉพาะตัวการเลื่อนคดีเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งนะครับ ที่ไม่ต้องใช้ ทนายความทำเองเฉพาะตัวก็คือ ง่ายๆทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ได้

ต่อไปมาตรา 65 เป็นเรื่องการที่ทนายความขอถอนตัว เมื่อได้รับการตั้งแต่งตามมาตรา 61 แล้ว ก็อาจถอนตัวได้ ส่วนใหญ่อ้างว่าความเห็นไม่ตรงกันกับตัวความ แล้วในทางปฏิบัติศาลก็ไม่เคยไม่อนุญาตนะครับ

ก็มีหลักสำคัญว่า ถ้าทนายความถอนตัวก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลและศาลจะอนุญาตได้ก็ต่อเมื่อเป็นที่พอใจว่าคู่ความถอนตัว ให้แจ้งตัวความทราบโดยเร็วส่วนใหญ่ก็ทำให้เสร็จก่อนวันนัดเพื่อให้ตั้งทนายความใหม่ มาโดยเร็วคดีจะได้ไม่ล่าช้า ทางปฏิบัติศาลก็ต้องถามว่าตัวความทราบหรือยัง นี่คือเรื่องที่ทนายความขอถอนตัว หลักต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าตัวความหรือคู่ความ ถอนทนาย ตรงนี้ไม่ต้องแจ้งทนาย แต่ต้องแถลงให้ศาลทราบว่าได้ ถอนทนายความออกจากการเป็นทนายความของตนแล้ว แต่ไม่ต้องแจ้งให้ทนายความทราบ ตรงนี้คือ

6409/2538

แม้จำเลยจะเพิ่งตั้งให้ส. เข้ามาเป็นทนายความของจำเลยในชั้นอุทธรณ์แต่จำเลยก็มิได้แถลงให้ศาลทราบว่าไม่ต้องการให้ว. ทนายความคนก่อนเป็นทนายความของจำเลยต่อไปหรือยื่นคำร้องขอถอนว. จากการเป็นทนายความของจำเลยว. จึงยังเป็นทนายความของจำเลยอยู่และมีอำนาจขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้



ทำไมไม่ต้องแจ้งทนายในทางปฏิบัติไม่เกิดปัญหาเพราะ ถอนปั๊ปคนใหม่ก็มาทันที ทั้งหมดนี่ก็มาจากมาตรา 55 ที่ว่าคดีของเราเป็นแบบใด โต้แย้งสิทธิ หรือ ใช้สิทธิทางศาล มีกฎหมายบัญญัติไหม มีความจำเป็นหรือไม่

คราวนี้เราบอกว่าการนำคดีขึ้นสู่ศาลคนที่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลคนนั้นมีอำนาจฟ้อง เราก็ได้หลักว่า 1854/2519 อำนาจฟ้องต้องมีในขณะยื่นฟ้อง จะต้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือใช้สิทธิทางศาลได้ คราวนี้เราก็ทิ้งท้ายด้วย

6267/2551

การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ เมื่อในระหว่างการบังคับคดีในคดีเดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว เท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้โจทก์ได้

ค่อยๆฟังนะครับ อาจารย์จะเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องเช่าซื้อ ปรากฎว่าผู้เช่าซื้อนี่ขาดส่งค่าเช่าซื้อผู้ให้เช่าซื้อก็ฟ้องเลิกสัญญาคดีจบลงโดย ศาลให้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืน ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา บวกค่าเสียหาย แล้วก็บังคับคดี ผู้ให้เช่าซื้อก็ตั้งพนักงานบังคับคดี ผู้เช่าซื้อที่เป็นจำเลย ก็เอาค่ารถยนต์มาชำระ แต่ไม่ได้นำรถยนต์มาคืน คือ ไม่ได้เอาเฟิรตช้อย มาก่อน แต่เอาเซกัลช้อยมาเลย ผู้ให้เช่าซื้อก็บอกว่าก็เอาสิครับ พอจบเรียบร้อยก็ไม่ต้องบังคับคดีแล้ว ผู้เช่าซื้อก็บอกว่า ไม่เห็นคุณโอนทะเบียนรถให้เลย ผู้ให้เช่าซื้อก็บอกว่า อ่าวตกลงรถยังอยู่เหรอ งั้นคุณก็ผิดหลักการบังคับคดีสิเนี่ย ไม่โอนทะเบียนให้หรอก

ผู้เช่าซื้อก็เลยนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาให้โอนทะเบียนรถให้ จะได้หรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า

วิธีอ่านหนังสือให้ประสบความสำเร็จเราต้องอ่านตำราอ้างอิงเลย เราเคยเจอคำว่าประมาทโดยจงใจหรือไม่ครับ เป็นแนวคิดของฝรั่งเศสอยู่ในหนังสือ หนี้ ของอาจารย์จี๊ด เศรษฐบุตร นี่คือตัวอย่างตำราอ้างอิง





จากคุณ : kankokub




โดย : legal  เมื่อวันที่ : จันทร์ ที่ 6 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2553  เข้าชม : 3610


สมัครสมาชิก LAWSIAM GROUP เพื่อรับข้อมูล เอกสาร คำบรรยาย ข่าวสาร Mp3ฟรี
Email อีเมล:
เยี่ยมชมกลุ่มนี้




มุมแนะนำ ปล. จะทยอยส่งข้อมูลให้ต่อๆไป ให้นะครับ @ลอว์สยาม ดอทคอม
1. Facebook @ลอว์สยาม ดอทคอม เป็นเพื่อนกับเราได้
2. กด Like ถูกใจ เพจ ลอว์สยาม ดอทคอม ติดตามข้อมูล ดาวน์โหลด กฎหมาย คำคม ต่างๆ
3. กลุ่มนักกฎหมาย แบ่งปันข้อมูล เตรียมสอบ Mp3 เก็ง เนติฯ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา


หัวข้อกระทู้กฎหมายใหม่ 5 อันดับล่าสุด

sbobet
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับสมัคร หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ประจำสำนักงานใหญ่ ด่วนน !!!!!!!!!!!!
เรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย
ถูกบังคับเซ็นต์สัญญาห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง
ธงเนติ วิแพ่งภาค2 สมัยที่ 66




Lawyer Comment # 1
พฤหัสบดี ที่ 9 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2553 เวลา 09:24:22
ขอโหลดmp3คำบรรยายครับ
โดย : อาวุธ   ไอพี : 125.26.235.174

กำลังแสดงหน้าที่ 1/1
<< 1 >>


 


Re หัวข้อ :
รูปประกอบ :
Limit 100 kB
ไอคอน :
ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :