Google Ads
Google Ads
คำค้นยอดนิยม
กฎหมาย กฎหมายครอบครัว กฎหมายชั้นสูง กฎหมายต่างประเทศ กฎหมายทรัพย์ กฎหมายที่ดิน กฎหมายปกครอง กฎหมายพิสดาร กฎหมายฟื้นฟูกิจการ กฎหมายภาษีอากร กฎหมายมรดก กฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลักษณะพยาน กฎหมายลักษณะละเมิด กฎหมายล้มละลาย กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายแรงงาน การสอบสวน ข้อสอบตั๋วทนาย คำคม กฎหมาย คำบรรยายตั๋วทนาย คำพิพากาษาฎีกา จ้างทนาย ตั๋วทนายภาคทฤษฎี ตั๋วทนายภาคปฏิบัติ ทนายความ นิติกรรม สัญญา นิติปรัชญา บทความกฎหมาย พระราชกำหนด พระราชบัญญัติ ย่อมาตรา ย่อหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ รับว่าความ วิธีพิจารณาความอาญา วิธีพิจารณาความแพ่ง ศาล สอบผู้พิพากษา สอบอัยการ สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ สุภาษิตกฎหมาย หนี้ หลักกฎหมาย เตรียมสอบตั๋วทนาย เตรียมสอบเนติ เนติบัณฑิต ภาค1 เนติบัณฑิต ภาค2 แนวข้อสอบตั๋วทนาย แนวข้อสอบเนติฯ แบบฟอร์มศาล แบบฟอร์มสัญญา

ผู้สนับสนุน


ติดต่อทีมงาน
สนใจลงโฆษณา...
ติดต่อ admin@lawsiam.com
Line ID : Lawsiam.com

โดย ลอว์สยาม ดอทคอม


วิเคราะห์ ข้อสอบปากเปล่า ตั๋วทนาย | สังคมนักกฎหมายยุคใหม่ Lawsiam.com :- ถาม-ตอบ ปัญหากฎหมาย ปรึกษาคดี ว่าความทั่วราชอาณาจักร, Law , justice, judge
 



  

  
   วิเคราะห์ ข้อสอบปากเปล่า ตั๋วทนาย


วิเคราะห์ ข้อสอบปากเปล่า ตั๋วทนาย





สถิติการสอบปากเปล่า : การสอบสัมภาษณ์ของตั๋วรุ่น เริ่มมีขึ้นในสมัยที่ 24 ส่วนตั๋วปีนั้นมีสอบเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งสถิติข้อสอบมีดังนี้

สมัยที่ 24 : ถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การยื่นบัญชีระบุพยาน ( ป.วิ.แพ่ง ม.88 )

สมัยที่ 25 : ถามเกี่ยวกับการขอจัดการมรดก

สมัยที่ 26 : ให้นำพยานสาบานตัวและให้ตั้งคำถามจากโจทย์ที่ออกเป็นข้อสอบภาคปฏิบัติ สมัยที่ 26

ข้อสอบตั๋วปี สมัยที่ 3/49 แบ่งออกเป็น 3 ข้อ ได้แก่

1. วิธีการออกหมายเรียกทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร

2. หากกรณีโจทก์ไม่สามารถนำพยานมาสืบได้ ต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน โดยให้พยานทราบล่วงหน้า เป็นเวลาไม่น้อยกว่ากี่วัน ( ป.วิ.แพ่ง ม.106 )

3. วิธีการส่งหมายทำอย่างไร ( ป.วิ.แพ่ง ม.70, 73 )

วิเคราะห์ข้อสอบ : การสอบจะเป็นคำถามที่เน้นหลักการดำเนินคดีที่มีบทบัญญัติรองรับตาม ป.วิ.พ. เป็นหลัก (เน้นที่ทฤษฎีก่อน) หากผู้เข้าสอบตอบไม่ได้ แล้วจึงจะถามคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ผู้เข้าสอบเคยไปฝึกมา ซึ่งจะเป็นเรื่องในทางปฏิบัติจริงๆ ( ข่าวมาว่า อ.ใจดี ไม่โหดนัก ) แต่ที่ผ่านมาสถิติคำถามจะเกี่ยวข้องกับข้อสอบภาคปฏิบัติที่ทำสอบผ่านมา เพราะฉะนั้นการสอบภาคปฏิบัติที่ผ่านมามีเรื่องอะไรบ้างจึงควรใส่ใจ ได้แก่

1. ใบแต่งทนาย

2. ร่างฟ้องคดีอาญา ( ฐานยักยอกและปลอมแปลงเอกสาร )

3. ร่างคำให้การ ( แก้คำฟ้องแพ่ง เรื่องผิดสัญญา ไม่ชำระหนี้ )

4. คำแถลงขอสืบหาภูมิลำเนาของจำเลย*

5. คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องคดีอาญา

6. คำแถลงขอส่งหมายข้ามเขตและขอให้ปิดหมาย*

7. คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ( ปัญหาเรื่องอายุความในส่วนของคดีแพ่ง)

หมายเหตุ : * เนื่องจากทำในคดีอาญาจึงต้องทำอยู่ในรูปของคำร้องทั้งหมด

จากข้อสอบภาคปฏิบัติที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ข้อสอบมีลักษณะเช่นเดียวกับข้อสอบของตั๋วปี ดังนั้นลักษณะของการสอบสัมภาษณ์ก็อาจมีลักษณะเช่นเดียวกันอีก ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร่างคำให้การ, การฟ้องแย้ง หรืออาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อสอบปรนัยที่มีมาในสมัยที่ 27 นี้ก็ได้... ขอให้ทุกท่านโชคดี

กระบวนการการดำเนินคดีและหลักกฎหมาย อย่างคร่าวๆ ที่สำคัญๆ

1. รับคดีจากตัวความ : ในการรับคดีมานั้น ทนายความมีหน้าที่ต้องสอบถามข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและครบถ้วนจากตัวความให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีได้อย่างถูกต้อง หลังจากรับทราบข้อเท็จจริงมาแล้ว ทนายความก็มีหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ของกฎหมายในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

- อำนาจฟ้อง : ทนายความต้องพิจารณาเสียก่อนว่าตัวความของเราอยู่ในฐานะเช่นใดในการดำเนินคดี มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ? เป็นคู่ความหลักในคดีหรือไม่ ? ซึ่งในส่วนนี้ก็มีหลักเกณฑ์ของกม. กำหนดให้บุคคลที่จะเป็นคู่ความในศาลได้นั้นจะต้องเป็น บุคคลผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ หรือ จะต้องใช้สิทธิทางศาล (ม.55) ซึ่งหากบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีความบกพร่องในความสามารถแล้ว (บุคคลไร้ความสามารถ) การเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตหรือความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ดูแลเสียก่อน (ม.56) จึงจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดี

แต่หากตัวความของเราไม่ใช่คู่ความหลักในคดีแล้ว แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่กำหลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่นั้น การเข้าไปในคดีก็ทำได้ด้วยการร้องสอดตามลักษณะที่กม.กำหนด (ม.57) โดยอาจเข้าไปในฐานะเป็นปฏิปักษ์ต่อคู่ความเดิมทั้งสองฝ่าย เพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองในสิทธิของตน ทั้งในชั้นการพิจารณาหรือในชั้นบังคับคดี (อนุ1) หรือเข้าไปเป็นคู่ความร่วมกับคู่ความเดิม ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีนั้น (อนุ2) หรือเพราะถูกหมายเรียกเข้าไปตามคำสั่งศาล (อนุ3) ซึ่งการเข้ามาโดยการร้องสอดนี้ หากเป็นการเข้ามาตาม อนุ1 หรือ อนุ3 แล้ว ผู้ร้องสอดนั้นจะมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้อง หรือถูกฟ้อง เป็นคดีใหม่ สามารถดำเนินคดีได้อย่างคู่ความใหม่ทั่วไป ต่างจากการเข้ามาในคดีของผู้ร้องสอดตามกรณีของ อนุ2 ที่จะใช้สิทธิอย่างอื่นนอกเหนือจากสิทธิที่คู่ความเดิมฝ่ายที่ตนเข้าร่วมมีอยู่ไม่ได้ อีกทั้งจะใช้สิทธิประการใดในทางที่ขัดหรือแย้งกับสิทธิของคู่ความเดิมนั้นไม่ได้อีกเช่นกัน (ม.5

นอกจากนี้ หากตัวความของเรา เป็นบุคคลผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีกับบุคคลอื่นแล้ว ก็อาจเข้าเป็นคู่ความร่วมกันในการดำเนินคดีได้ โดยกม.มิให้ถือว่าคู่ความร่วมแต่ละคนนั้น กระทำการต่างๆแทนกัน เว้นเสียว่าเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ เช่น เป็นลูกหนี้ร่วม ฯ กม.กำหนดให้ถือว่าการกระทำต่อคู่ความร่วมคนใดคนหนึ่งนั้น มีผลเท่ากับทำต่อคู่ความร่วมคนอื่นๆด้วย รวมถึงการขอเลื่อนคดี การงดการพิจารณาอีกด้วย ทั้งนี้เว้นแต่กระบวนการพิจารณาใด ที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ (ม.59)

- ประเภทของคดี : คดีที่รับมานั้นเป็นคดีประเภทใด ต้องพิจารณาโดยละเอียด เพื่อการดำเนินคดีที่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยแบ่งประเภทคดีออกเป็น

1. คดีมีข้อพิพาท ต้องเสนอคดีในรูปของคำฟ้อง และยังแยกออกเป็น

1.1 คดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งจะแบ่งคดีตามทุนทรัพย์ออกเป็น

ก. คดีมโนสาเร่ : คดีที่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 3 แสนบาท (ม.189(1),191,193)

ข. คดีไม่มีข้อยุ่งยาก : คดีที่มีทุนทรัพย์จำนวนแน่นอนตามตั๋วเงิน (ม.196)

ค. คดีสามัญทั่วไป : คดีมีทุนทรัพย์ที่ไม่อยู่ในบังคับตามข้อ ก. และ ข.

1.2 คดีไม่มีทุนทรัพย์ แบ่งออกเป็น

ก. คดีมโนสาเร่ : คดีฟ้องขับไล่อันมีค่าเช่าไม่เกิน 3 หมื่นบาท (ม.189(2))

ข คดีสามัญทั่วไป : คดีไม่มีทุนทรัพย์ทั่วไปที่ไม่อยู่ในบังคับตามข้อ ก.

2. คดีไม่มีข้อพิพาท ต้องเสนอคดีในรูปของคำร้องขอ มีหลักเกณฑ์ตาม ม.188 ซึ่งหากมีบุคคลคัดค้านคำร้องขอแล้ว ก็จะกลายเป็นคดีที่มีข้อพิพาทไป อันจะต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาท

- เขตอำนาจศาล : การพิจารณาประเภทของคดีที่รับมา มีผลต่อเขตอำนาจศาลที่จะเสนอคดีต่อศาลด้วย (ม.4) ซึ่งหากเป็นคดีมโนสาเร่ หือคดีไม่มีข้อยุ่งยากแล้ว เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษานายเดียว จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ( พระธรรมนูญศาล ม.17,24,25) แต่ถ้าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ทั่วไป อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด และส่วนของคดีไม่มีทุนทรัพย์ ก็เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดเท่านั้น ศาลแขวงไม่มีอำนาจ โดยหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์, การตั้งผู้จัดการมรดก, การเพิกถอนมติที่ประชุมแล้ว ก็มีบทบัญญัติมาตรา 4 ทวิ, 4 จัตวา และ 4 เบญจ ให้พิจารณาต่อไป

ข้อสังเกต : คดีมโนสาเร่ ที่ไม่มีทุนทรัพย์ (ม.189(2)) แม้มีค่าเช่าที่อาจคำนวณได้ แต่ก็ถือเป็นคดีฟ้องขับไล่ ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด

2. การเตรียมคดี : เมื่อรับทำคดีให้ตัวความแล้วก็ต้องมีหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายเพื่อตั้งเป็นทนายความในคดีนั้นๆ (ม.61) โดยสามารถกำหนดขอบอำนาจของทนายความได้ ซึ่งหากเป็นอำนาจเกี่ยวกับการจำหน่ายสิทธิของตัวความแล้ว จะต้องได้ระบุไว้โดยแจ้งชัดในใบแต่งทนาย (ม.62) นอกจากนั้น ทนายความยังสามารถมอบฉันทะให้บุคคลอื่นกระทำการใดแทนได้อีกด้วย (ม.64) แต่ทั้งนี้ ทนายที่ได้แต่งตั้งแล้ว ก็อาจจะถอนตัวจากการเป็นทนายในคดีนั้นๆได้ เมื่อได้แจ้งให้ตัวความทราบและศาลได้อนุญาตแล้ว (ม.65)

ข้อสังเกต : โดยปกติในทางปฏิบัติแล้ว ใบแต่งทนายจะทำในวันฟ้องคดีนั้นเลย

เมื่อดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งทนายเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการร่างคำฟ้อง ร่างคำให้การ ร่างฟ้องแย้ง แล้วแต่กรณี โดยในการร่างฟ้องคดีแพ่งนั้น ก็มีหลักเกณฑ์ว่า คำฟ้องต้องแสดงออกโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น (ม.172 ว.2) ส่วนคำฟ้องในคดีอาญานั้น ก็มีหลักเกณฑ์ที่เคร่งครัดกว่าในคดีแพ่ง ตาม ป.วิ.อ. ม.158 ส่วนคำให้การในคดีแพ่งนั้น กม.บัญญัติให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้น โดยจำเลยต้องยื่นคำให้การต่อศาล ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ (ม.177) นอกจากนี้จำเลยสามารถฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ฟ้องแย้งนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ (ม.177 ว.3 + 179 ว.ท้าย) ซึ่งต่างจากคำให้การในคดีอาญา ที่ไม่มีกม.บัญญัติบังคับรูปแบบของคำให้การแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยในคดีอาญาจะปฏิเสธลอย หรือจะไม่ยื่นคำให้การเลย ก็ได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคดีอาญา ที่โจทก์จะต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้สิ้นสงสัย มิฉะนั้นก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย

ข้อสังเกต : หลักเกณฑ์คำฟ้อง คำให้การนี้ เป็นเพียงหลักในทางทฤษฎี ส่วนในทางปฏิบัติคิดว่าทุกท่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว รวมถึงหลักเกณฑ์ของการร่างคำร้องขอ (คดีไม่มีข้อพิพาท) ต่างๆด้วย

- นอกจากคำฟ้อง คำให้การแล้ว เอกสารต่างๆที่ต้องเตรียมไว้ในสำนวนก็คือ เอกสารที่อ้างอิงในคำฟ้อง คำให้การ อันจะต้องเสียค่าอ้างเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่วนที่สำคัญอีกประการที่ทนายความจะต้องเตรียมก่อนยื่นฟ้องก็คือ บัญชีระบุพยาน อันทนายความจะต้องพิจารณาบรรดาเอกสาร หรือบรรดาบุคคลที่อ้างอิงเป็นพยานในการต่อสู้คดีโดยละเอียด รอบคอบ ถึงหลักเกณฑ์ของพยานหลักฐานแต่ละประเภทตามกฎหมาย (เช่น ม.90,91,93,97,98,100) โดยส่วนของบัญชีระบุพยานนั้นมีหลักเกณฑ์ที่จะต้องยื่นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน พร้อมทั้งสำเนาบัญชีตามจำนวนของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งด้วย และหากประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ก็ทำได้โดยยื่นคำแถลงไปพร้อมกับบัญชีพยานที่เพิ่มเติมขึ้นมา ภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน นอกจากนั้น หากมีเหตุตามกม.แล้ว ก็อาจขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน ภายหลังจากที่สิ้นสุดระยะเวลาในการยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กล่าวมาแล้ว ได้อีก โดยทำเป็นคำร้องแสดลถึงเหตุตามกม.ที่ทำให้ไม่อาจยื่นบัญชีตามกำหนดเวลาตามปกติได้นั้น (ม.8

3.การยื่นฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียม : เมื่อเตรียมฟ้องและเอกสารต่างๆเรียบร้อยแล้ว ก็นำไปเสนอต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามประเภทคดี พร้อมกับชำระค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดีตามประเภทของคดีตามตาราง 1 ท้ายประมวล วิ.แพ่ง โดยแยกพิจารณาออกเป็น

1. คดีมีทุนทรัพย์ ให้เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หรือตามราคาทรัพย์สินที่พิพาท (ม.150) โดยแยกคำนวณดังต่อไปนี้

(ก) คำฟ้องนอกจากที่ระบุไว้ใน (ข) และ (ค) ให้เรียกโดยอัตรา 2 บาท ต่อทุก 100 บาท แต่ไม่ให้เกิน 2 แสนบาท

(ข) คำฟ้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้เรียกโดยอัตรา 1 บาท ต่อทุก 100 บาท ตามจำนวนที่อนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ แต่ไม่ให้เกิน 8 หมื่นบาท

(ค) คำฟ้องขอให้บังคับจำนอง หรือบังคับเอาทรัพย์สินจำนองหลุด ให้เรียกโดยอัตรา 1 บาท ต่อทุก 100 บาท ตามจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แต่ไม่ให้เกิน 1 แสนบาท ต่อเมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดี จึงให้เรียกตามโดยอัตราตาม (ก)

ในการคำนวณ ถ้าทุนทรัพย์ไม่ถึง 100 บาท ให้นับเป็น 100 บาท เศษของ 100 บาท ถ้าถึง 50 บาท ให้นับเป็น 100 บาท ถ้าต่ำกว่า 50 บาท ให้ปัดทิ้ง

2. คดีไม่มีทุนทรัพย์ ให้เสียค่าขึ้นศาลดังต่อไปนี้

(ก) คดีทั่วไป รวมทั้งคดีไม่มีข้อพิพาท ให้เรียกเรื่องละ 200 บาท

(ข) อุทธรณ์คำสั่งตาม ม.227, 228 ให้เรียกเรื่องละ 200 บาท

3. คดีที่มีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราในข้อ 1 แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราในข้อ 2 (ก) หรือ (ข) แล้วแต่กรณี

4. คดีที่ขอให้ชำระค่าเสียหาย ค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือค่าเลี้ยงชีพก็ดี เงินปี เงินเดือน เงินเบี้ยบำนาญ ค่าบำรุงรักษา หรือเงินอื่นๆก็ดี บรรดาที่ให้จ่ายมีกำหนดเวลาในอนาคต นอกจากดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าเสียหายที่ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือสั่งตาม ม.142 แล้ว ให้คิดค่าขึ้นศาล 100 บาท ถ้าคดีนั้นมีคำขอให้ชำระหนี้ในเวลาปัจจุบันหรือมีคำขอในข้อก่อนๆรวมอยู่ด้วย ให้คิดค่าขึ้นศาลสำหรับคำขอในข้อนี้ เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

- ส่วนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกานั้น ให้เสียตามทุนทรัพย์ของคดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา ตามแต่กรณี และหากทุนทรัพย์ของคดีเพิ่มขึ้นด้วยการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือโดยประการอื่น ให้เรียกค่าธรรมเนียมศาลเพิ่มขึ้นตามที่บัญญัติในตารางท้ายประมวล โดยให้โจทก์นำมาชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ทราบ (ม.150)

ในเรื่องค่าธรรมเนียมอื่นๆนอกจากค่าขึ้นศาลนั้น ก็มีบัญญัติไว้ในตาราง 2 ท้ายประมวล ซึ่งก็มีเรื่องที่สำคัญๆ ดังนี้

- ค่ายื่นคำขอให้ออกหมายเรียกหรือหมายอื่นๆ นอกจากหมายเรียกจำเลยมาแก้คดี ไม่ว่าจะออกหมายกี่ฉบับ คำขอละ 10 และ 20 บาท ในชั้นศาลสูง

- ค่ายื่นคำขออื่นๆที่ต้องทำเป็นคำร้อง 20 บาท และ 40 บาท ในชั้นศาลสูง

- ค่าแต่งทนายความ 20 บาท และ 40 บาท ในชั้นศาลสูง

- ค่าอ้างเอกสารเป็นพยาน ฉบับละ 5 บาท แต่ไม่เกิน 200 บาท และ 10 บาท แต่ไม่เกิน 400 บาท ในชั้นศาลสูง ฯลฯ

นอกจากนี้ หากโจทก์เป็นคนยากจน ไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาล ก็สามารถทำคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถายื่นต่อศาลชั้นต้น พร้อมกับคำฟ้อง และสาบานตัวให้คำชี้แจงว่าตนไม่มีทรัพย์สินเพียงพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล และแสดงให้ศาลเห็นว่าคดีของตนมีมูลพอที่จะฟ้องร้องได้ หากศาลไต่สวนและอนุญาตแล้ว ก็จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (ม.155,156,157)

4. การยื่นและส่งคำคู่ความ : การส่งคำฟ้อง, หมายเรียกและหมายอื่นๆ, คำสั่ง หรือคำบังคับของศาลนั้น ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งให้แก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง แต่ว่า

1. หมายเรียกพยาน ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานนั้นเป็นผู้ส่งโดยตรง เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น หรือพยานปฏิเสธไม่ยอมรับหมาย ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง

2. คำสั่ง คำบังคับของศาล รวมทั้งคำสั่งกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือสืบพยาน แล้วแต่กรณี หรือคำสั่งให้เลื่อนคดี ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นอยู่ในศาลในเวลาที่มีคำสั่งและได้ลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ ให้ถือว่าได้ส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำฟ้องนั้น ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมาย ส่วนการนำส่งนั้น โจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์นำส่ง ส่วนหมายเรียก หมายอื่นๆ คำสั่ง คำบังคับของศาลที่ได้ออกตามคำขอของคู่ความฝ่ายใด ถ้าศาลมิได้สั่งให้จัดการนำส่งด้วย ก็ให้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ในกรณีอื่นๆให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะจัดการส่งให้แก่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง (ม.70)

ส่วนคำให้การ คำร้อง คำแถลงนั้น ให้นำส่งต้นฉบับต่อศาล พร้อมด้วยสำเนาสำหรับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคู่ความอื่นๆรับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล (ม.71) แต่หากคำร้องนั้น ศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งแล้ว ก็ให้คู่ความฝ่ายที่ยื่นคำร้องนั้น เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย (ม.72)

การส่งคำคู่ความหรือเอกสารที่ศาลสั่งให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำส่งนั้นเป็นผู้ชำระค่าไปรษณียากรแล้ว ให้ถือว่าการส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์นั้น มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง (ม.73 ทวิ)

หากเจ้าพนักงานศาลไม่พบบุคคลที่จะส่งคำคู่ความแล้ว แต่ได้ส่งให้แก่บุคคลใดๆที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านหรือที่ทำงานของบุคคลที่จะส่งคำคู่ความแล้ว หรือได้ส่งตามคำสั่งศาลแล้ว ให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีการส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่การส่งนี้ มิให้ส่งแก่คู่ความฝ่ายปรปักษ์เป็นผู้รับไว้แทน (ม.76)

หากการส่งหมายนั้น บุคคลผู้รับหมายปฏิเสธไม่ยอมรับหมายไว้ โดยปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เจ้าพนักงานศาลอาจขอให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือพนักงานตำรวจไปเป็นพยานในการส่งหมายนั้น และหากบุคคลผู้รับหมายนั้นยังคงปฏิเสธไม่ยอมรับหมายไว้อีก ก็ให้เจ้าพนักงานศาลทำการวางหมายไว้ ณ ที่นั้น โดยถือว่าได้เป็นการส่งหมายโดยชอบแล้ว (ม.7 แต่หากไม่สามารถส่งหมายได้โดยวิธีการวางหมายแล้ว ศาลอาจสั่งให้ทำการปิดหมายนั้นไว้ ณ ภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของบุคคลผู้ต้องรับหมายไว้ได้ ซึ่งวิธีการส่งหมายโดยวิธีการปิดหมายนี้ ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน หรือเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร ได้ล่วงพ้นไปแล้ว นับตั้งแต่เวลาที่ได้ทำการปิดหมายนั้น (ม.79)

ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยประกอบกิจารในราชอาณาจักรด้วยตนเองหรือโดยตัวแทน หรือมีข้อตกลงเป็นหนังสือให้ส่งเอกสารหรือคำคู่ความแก่ตัวแทนที่อยู่ในราชอาณาจักร ก็ให้ส่งหมายเรียกและสำเนาแก่ตัวแทนของจำเลย ตามแต่กรณี (ม.83 ทวิ)

สำหรับการส่งหมาย, เอกสาร, หรือคำคู่ความให้แก่บุคคลผู้ต้องรับหมายนั้น มีผลต่อการดำเนินคดีอย่างมาก เพราะหากการส่งหมายนั้นได้ทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่บุคคลผู้รับหมายนั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ตามแต่ละประเภทของหมายนั้นแล้ว ก็อาจส่งผลให้บุคคลผู้รับหมายนั้นต้องได้รับผลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับเรื่องนั้นๆ เช่น การขาดนัดยื่นคำให้การ, ถูกบังคับคดี, การทิ้งฟ้อง เป็นต้น เว้นเสียแต่ว่า จะพิสูจน์ได้ว่าการส่งหมายนั้นๆ ได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร

5.กระบวนการดำเนินคดี : นับแต่เมื่อโจทก์ได้ยื่นฟ้องและจำเลยได้ยื่นคำให้การสู้คดีมาแล้วนั้น กระบวนการพิจารณาก็เริ่มขึ้นที่การนัดชี้สองสถาน กำหนดประเด็นและหน้าที่นำสืบ (ม.182 – 184, 84) ซึ่งเมื่อถึงกำหนดนัดสืบพยานแล้ว หากคู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบไม่มาศาลตามกำหนดนัดดังกล่าว กระบวนการพิจารณาก็จะอยู่ในรูปของวิธีการพิจารณาวิสามัญ ในส่วนของการขาดนัดพิจารณาไป (ม.200 – 207) แต่ถ้าคู่ความมาศาลตามกำหนดนัดแล้ว ศาลก็จะดำเนินกระบวนการสืบพยานไปตามประเด็นและหน้าที่นำสืบที่ได้ตั้งไว้ โดยการสืบพยานนั้นมีหลักเกณฑ์ที่จะต้องพิจารณาดังต่อไปนี้

1. หลักเกณฑ์ของพยานที่จะนำเข้าสืบ : พยานทุกประเภทที่จะนำเข้าสืบในคดีได้นั้น จะต้องเป็นพยานที่ได้ระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน อีกทั้งยังต้องพิจารณาคุณสมบัติของพยานหลักฐานแต่ละประเภทนั้นด้วยว่า ไม่ต้องห้ามนำสืบ หรือไม่ต้องห้ามศาลไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี เช่น พยานเอกสารให้รับฟังแต่ต้นฉบับเท่านั้น (ม.93), ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบแทน/สืบประกอบ พยานเอกสาร ในกรณีที่มีกม.กำหนดให้ต้องนำพยานเอกสารมาแสดง (ม.94)

ข้อสังเกต หลักเกณฑ์นำพยานเข้าสืบ ได้แก่ มาตรา 84 – 105 (ควรรู้ทั้งหมด)

2. วิธีการนำสืบพยาน : พยานหลักฐานที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว ก็สามารถนำมาใช้เสนอ / หักล้าง ข้อเท็จจริงในคดีได้ โดยคู่ความจะต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ กม.กำหนดในการนำสืบพยานหลักฐานแต่ละประเภทนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น การนำสืบพยานบุคคลนั้น ก่อนเบิกความ พยานจะต้องสาบานตนเสียก่อน (ม.112), การซักถาม, การถามติง ห้ามใช้คำถามนำ (ม.11, ผู้ที่นำสืบภายหลัง จะนำสืบถึงประเด็นที่พยานของอีกฝ่ายเบิกความได้นั้น จะต้องได้ถามค้านพยานในประเด็นนั้นไว้เสียก่อน (ม.89) เป็นต้น

ข้อสังเกต : หลักเกณฑ์ทั่วไปของวิธีการนำสืบพยาน ได้แก่ มาตรา 106 – 130 (ควรรู้ทั้งหมด)

นอกจากกระบวนการสืบพยานนี้ ในระหว่างเวลาพิจารณาคดีนั้น คู่ความก็สามารถดำเนินการอื่นๆ ควบคู่ไปได้ เช่น การถอนฟ้อง (ม.175,176), การทำยอม (ม.135 – 13, การโต้แย้งคำสั่งศาล (ม.226), ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว (ม.253 – 270) เป็นต้น ซึ่งถ้าหากในระหว่างการพิจารณาสืบพยานนั้น ไม่มีการกระทำใดๆ ที่ทำให้คดีสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อการนำสืบพยานสิ้นสุดลงแล้ว คู่ความก็สามารถแถลงการณ์ปิดคดีได้ (ม.186) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดกระบวนการพิจารณา และเริ่มต้นกระบวนการพิพากษาต่อไป แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษา ศาลอาจทำการพิจารณาต่อไปได้อีกตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (ม.187)

6.การอุทธรณ์ : เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว สำหรับคู่ความฝ่ายที่แพ้คดีส่วนมากย่อมไม่พอใจกับคำตัดสิน หรือไม่อยากรับโทษตามคำพิพากษา ก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาเพื่อไปต่อสู้กันต่อไปในชั้นศาลสูง แต่ก็ใช่ว่าจะอุทธรณ์คดีได้ทุกกรณีไป การอุทธรณ์มีหลักเกณฑ์หลายประการ อาศัยหลักหลายส่วนที่ใช้พิจารณาว่าคู่ความจะมีสิทธิอุทธรณ์หรือไม่ เช่น ประเภทของปัญหาที่ต้องการอุทธรณ์ซึ่งได้แก่ ปัญหาข้อกม.และปัญหาข้อเท็จจริง แต่ละประเภทก็อาศัยหลักต่างกัน, ปัญหาเรื่องทุนทรัพย์ของคดี, การว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง, ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ นอกจากคำพิพากษาแล้วการอุทธรณ์ยังรวมไปถึงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาอีกด้วย (ม.223 – 246)

แต่ทั้งนี้ การอุทธรณ์ก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีนั้น ไม่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด (การอุทธรณ์มิใช่เหตุทุเลาการบังคับคดี) หากฝ่ายผู้แพ้คดีประสงค์จะให้มีการทุเลาการบังคับคดีแล้ว จะต้องทำเป็นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี แยกเป็นอีกส่วนต่างหากจากการอุทธรณ์ โดยจะต้องวางเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อนในระหว่างเวลาที่คดียังอยู่ในชั้นของการอุทธรณ์ ทั้งนี้ การทุเลาฯ ก็เพื่อป้องกันมิให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลล่างนั้น หากทำไปแล้ว จะแก้ไขกลับคืนเป็นอย่างเดิมได้ยากถ้าศาลสูงมีคำพิพากษาต่างไปจากคำพิพากษาของศาลล่างนั่นเอง (ม.231)

7. การบังคับคดี : สุดท้ายของการดำเนินคดีก็อยู่ที่การบังคับคดี ซึ่งโจทก์ที่ชนะคดีเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่ที่จะต้องทำคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี (ม.271, 275) แจ้งไปยังจำเลย ให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำบังคับ (ม.273) ซึ่งหากจำเลยยังไม่ปฏิบัติตามแล้วก็จะต้องถูกบังคับคดี ยึดทรัพย์ อายัดสิทธิ เท่าส่วนที่ต้องชำระตามคำพิพากษา โดยโจทก์ผู้ชนะคดีก็ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการบังคับคดีเอากับจำเลยแทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ม.27

นอกจากการบังคับคดีเอากับตัวจำเลยผู้เป็นลูกหนี้แล้ว หากมีผู้ค้ำประกันในศาล คำพิพากษานี้ยังสามารถบังคับเอากับผู้ค้ำประกันได้โดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำฯเป็นคดีใหม่อีกด้วย (ม.274)

สำหรับการบังคับคดีนั้นก็จะเป็นการติดตาม ยึด อายัด ทรัพย์สินของลูกหนี้ออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเภทของคำร้อง คำขอ คำแถลง : การทำคำคู่ความเหล่านี้มีจุดที่จะพอสังเกตได้ว่าจะต้องทำอยู่ในรูปของคำคู่ความประเภทใด ซึ่งก็คือ การพิจารณาว่าคำคู่ความที่จะทำนั้นๆเป็นเรื่องที่กระทำต่อ หรือมีผลต่อ บุคคลใด หากเป็นเรื่องที่กระทำต่อศาลเพื่อให้ตนได้มีสิทธิอย่างใดๆแล้ว ก็จะทำอยู่ในรูปของคำขอ เช่น ขอให้ศาลไปเผชิญสืบ ฯ หากเป็นเรื่องที่แจ้งให้ศาลทราบเพื่อให้ศาลมีคำสั่งต่อไปแล้ว ก็จะทำอยู่ในรูปของคำแถลง เช่น คำแถลงขอปิดหมาย แต่หากเป็นเรื่องที่ทำต่อศาลแล้วมีผลกระทบต่อคู่ความฝ่ายหนึ่ง ก็จะทำอยู่ในรูปของคำร้อง เช่น คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ที่สำคัญและควรศึกษาคือบรรดาคำร้อง คำแถลง ที่ออกเป็นข้อสอบในภาคปฏิบัติที่ผ่านมา





 






โดย : ว่าที่ทนาย  เมื่อวันที่ : พุธ ที่ 27 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2555  เข้าชม : 2608


สมัครสมาชิก LAWSIAM GROUP เพื่อรับข้อมูล เอกสาร คำบรรยาย ข่าวสาร Mp3ฟรี
Email อีเมล:
เยี่ยมชมกลุ่มนี้




มุมแนะนำ ปล. จะทยอยส่งข้อมูลให้ต่อๆไป ให้นะครับ @ลอว์สยาม ดอทคอม
1. Facebook @ลอว์สยาม ดอทคอม เป็นเพื่อนกับเราได้
2. กด Like ถูกใจ เพจ ลอว์สยาม ดอทคอม ติดตามข้อมูล ดาวน์โหลด กฎหมาย คำคม ต่างๆ
3. กลุ่มนักกฎหมาย แบ่งปันข้อมูล เตรียมสอบ Mp3 เก็ง เนติฯ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา


หัวข้อกระทู้กฎหมายใหม่ 5 อันดับล่าสุด

sbobet
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับสมัคร หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ประจำสำนักงานใหญ่ ด่วนน !!!!!!!!!!!!
เรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย
ถูกบังคับเซ็นต์สัญญาห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง
ธงเนติ วิแพ่งภาค2 สมัยที่ 66



กำลังแสดงหน้าที่ 1/0 ->
<< 1 >>

 


Re หัวข้อ :
รูปประกอบ :
Limit 100 kB
ไอคอน :
ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :