Google Ads
Google Ads
คำค้นยอดนิยม
กฎหมาย กฎหมายครอบครัว กฎหมายชั้นสูง กฎหมายต่างประเทศ กฎหมายทรัพย์ กฎหมายที่ดิน กฎหมายปกครอง กฎหมายพิสดาร กฎหมายฟื้นฟูกิจการ กฎหมายภาษีอากร กฎหมายมรดก กฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลักษณะพยาน กฎหมายลักษณะละเมิด กฎหมายล้มละลาย กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง กฎหมายแรงงาน การสอบสวน ข้อสอบตั๋วทนาย คำคม กฎหมาย คำบรรยายตั๋วทนาย คำพิพากาษาฎีกา จ้างทนาย ตั๋วทนายภาคทฤษฎี ตั๋วทนายภาคปฏิบัติ ทนายความ นิติกรรม สัญญา นิติปรัชญา บทความกฎหมาย พระราชกำหนด พระราชบัญญัติ ย่อมาตรา ย่อหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ รับว่าความ วิธีพิจารณาความอาญา วิธีพิจารณาความแพ่ง ศาล สอบผู้พิพากษา สอบอัยการ สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ สุภาษิตกฎหมาย หนี้ หลักกฎหมาย เตรียมสอบตั๋วทนาย เตรียมสอบเนติ เนติบัณฑิต ภาค1 เนติบัณฑิต ภาค2 แนวข้อสอบตั๋วทนาย แนวข้อสอบเนติฯ แบบฟอร์มศาล แบบฟอร์มสัญญา

ผู้สนับสนุน


ติดต่อทีมงาน
สนใจลงโฆษณา...
ติดต่อ admin@lawsiam.com
Line ID : Lawsiam.com

โดย ลอว์สยาม ดอทคอม


Lawyer Blog

 
สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 15 สัปดาห์ที่ 15 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | สังคมนักกฎหมายยุคใหม่ ที่ LawSiam.com , ข้อมูลสรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 15 สัปดาห์ที่ 15 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 , บทความ สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 15 สัปดาห์ที่ 15 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65

    สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 15 สัปดาห์ที่ 15 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65

     พฤหัสบดี ที่ 23 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2556 

ให้คะแนนบทความนี้

Blog หมายเลข 450 | คะแนน Rating: 1.0/5 ดาว (จากจำนวนโหวต 2 votes)

Tag : กฎหมายปกครอง: เนติบัณฑิต ภาค1: กฎหมายมหาชน


การฟ้องคดีเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองโดยหลักต้องมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งเสียก่อน ซึ่งต่างการฟ้องเพิกถอนกฎ หลักไม่ต้องมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้ง คำสั่งทางปกครองนั้นเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์หรือมีผลกระทบสภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล คำสั่งทางปกครองที่จะฟ้องตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกรองฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นคำสั่งทางปกครองเสมอไป
         ข้อยกเว้นมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) การฟ้องเพิกถอนการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 106/2544 การตั้งข้อหาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการสอบสวนและเสนอความเห็นของพนักงานสอบสวนว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องตามฐานความผิดใด และเป็นไปตามที่รับแจ้งความไว้หรือไม่ เป็นการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การที่พนักงานสอบสวนจะสอบสวนและเสนอความเห็นอย่างไร จึงมิใช่เป็นคำสั่งหรือการกระทำทางปกครอง ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่ผู้ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า ทำร้ายร่างกายผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างโต้แย้งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่า ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เข้าลักษณะเป็นคดีปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ส่วนข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 2 อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดอาญา อันเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อาจเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญา มิใช่กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำหรืองดเว้นกระทำการใดในทางปกครอง อันเป็นเหตุหรืออาจเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย คำฟ้องในประเด็นนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจ ที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้ตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 337/2545 ผู้ฟ้องคดีมาฟ้องต่อศาลว่าได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนคดีที่บุตรชายถูกยิงเสียชีวิต แจ้งความผ่านมาแล้ว 7 ปีพนักงานสอบสวนมิได้ดำเนินการสอบปากคำพยานหรือไม่ได้ดำเนินคดีต่อ เป็นคดีที่ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติงานล่าช้าเกินสมควร ไม่ใช่การดำเนินการตามปวิ.อาญา จึงเป็นคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาได้
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 406/2545 ผู้ฟ้องคดีไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มารื้อบ้านและลักทรัพย์ พนักงานสอบสวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วไม่ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิด อันเป็นการกระทำที่นอกเหนือไม่ได้กระทำตามปวิ.อาญา มาตรา 130 พนักงานสอนสวบจึงถูกกล่าวว่าละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติต่อหน้าที่ล่าช้า
         คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 19/2545 สำหรับคดีอาญาเป็นขั้นตอนของการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา อย่างไรก็ตามการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการนั้นอาจจะมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ถ้าหากขั้นตอนใดได้กระทำตามที่ปวิ.อาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง การกระทำดังกล่าวจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่ถ้าการกระทำใดที่พนักงานสอบสวนหรืออัยการกระทำนอกเหนือไม่ได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในปวิ.อาญา การกระทำทางปกครองเป็นการกระทำนอกเหนือมิได้กระทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในปวิ.อาญา และเป็นการกระทำที่พิพาทตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง การกระทำนั้นจะอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 105/2544 ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าตรวจค้นบริเวณร้านค้าของผู้ฟ้องคดี โดยมีหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงราย พบยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบจึงยึดไว้ เป็นของกลางและจับกุมผู้ฟ้องคดีพร้อมกล่าวหาว่ามียาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า 500 กรัม แล้วนำผู้ฟ้องคดีไปยังสำนักงาน สรรพสามิตอำเภอเมืองเชียงรายตามที่ศาลระบุไว้ในหมายค้น และได้เปรียบเทียบปรับผู้ฟ้องคดีซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าปรับแล้ว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกับขบวนการค้าของเถื่อนเข้าจับกุมผู้ฟ้องคดีเพื่อหวังสินบนนำจับโดยไม่ชอบและละเว้นการจับกุมผู้ที่นำยาสูบผิดกฎหมายมาขาย ให้ผู้ฟ้องคดีนั้น จึงเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา 271 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
         คดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) เป็นคดีที่ฟ้องด้วยเหตุเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการฟ้องตามพรบ.การสาธารณสุข พ.ร.บ.การสาธารณสุขให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการดำเนินการต่างๆเพื่อระงับในเหตุเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดกลิ่น แสง สี เสียง รวมถึงความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละอองต่างๆ ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนรำคาญ เช่น
         คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.79/2547 กทม.จ้างบริษัทไปหาที่กลบฝังขยะ บริษัทได้ที่กลับฝังขยะแถว อบต.ราชาเทวะ จังหวัดสมุทรปราการ กลบฝังไม่ดีมีกลิ่นเหม็นชาวบ้านเดือนร้อน แจ้งต่อเจ้าพนักงานแล้วแต่เพิกเฉย ชาวบ้านจึงฟ้องต่อศาลปกครองกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นละเลยต่อหน้าทีที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพรบ.การสาธารณสุข และมีการฟ้องให้เพิกถอนใบอนุญาตของเอกชนที่ให้เอกชนประกอบการกำจัดมูลฝอย ศาลปกครองวินยิจฉัยให้เพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวและให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการระงับเหตุเดือดร้องรำคาญดังกล่าว
         คำพิพากษาศาลปกครองนครราชสีมาที่ 1/2547 ผู้ฟ้องคดีไปฟ้องต่อเทศบาลว่าเพื่อนบ้านเลี้ยงสุกรและมีการล้างคอกสุกรส่งกลิ่นรบกวนได้รับความเดือนร้อน เทศบาลเพิกเฉย ผู้ร้องจึงนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองวินิจฉัยว่าเทศบาลละเลยต่อหน้าที่ หลังจากมีคำพิพากษาเทศบาลได้มีการจัดการให้เพื่อนบ้านย้ายเล้าสุกรไปอีกฟากหนึ่งและให้มีการล้างคอกสุกรวันละ 2 ครั้ง และให้มีการทำบ่อหมักชีวภาพเพื่อกำจัดกลิ่น
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 591/2546 เมื่อผู้ฟ้องคดีมีบ้านพักอาศัยในบริเวณที่มีเหตุเดือดร้อนรำคาญ แม้ว่า จะได้มาพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวเป็นครั้งคราว เมื่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ อันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ ความเดือดร้อนหรือเสียหาย ซึ่งผลกระทบยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไข ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่มีสิทธิฟ้อง
ต่อศาลปกครองการประกอบกิจการร้านอาหารจะก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดตามมาหรือไม่ อย่างไร มิใช่ผลกระทบโดยตรงอันเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารร้านอาหารดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้เดือดร้อนเสียหาย ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐอนุญาตให้มีการก่อสร้างอาคารร้านอาหารฝ่า
ฝืนกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด การฟ้องขอให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่ออกโดยไม่ชอบ ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อสร้างอาคาร เช่น อาคารดังกล่าวปิดกั้นทางลมหรือแสงสว่างของบ้านผู้ฟ้องคดี หรืออาคารก่อสร้างโดยขาดความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี เป็นต้น ในการฟ้องคดีปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดีต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนถึงการกระทำทั้งหลายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเป็นเหตุ แห่งการฟ้องคดี พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ การที่ผู้ฟ้องคดีเพียงแต่อ้างว่าพบเห็นว่ามีการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรืออาจมีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว หรืออาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ยังไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับ ความเดือนร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่แก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญที่เกิดจากร้านอาหารเปิดเครื่องขยายเสียงในเวลากลางคืน ย่อมเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของผู้ฟ้องคดีและประชาชนจำนวนมากที่พักอาศัยในบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง กรณีถือได้ว่าหากศาลรับไว้พิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ศาลรับพิจารณาได้แม้เป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 503/2545 การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ จะต้องฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี หรือจะมีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คือแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนก็ได้ และหากไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่เห็นว่าไม่มีเหตุผล จะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวข้างต้น ตามมาตรา 42 ประกอบกับมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 5 มิถุนายน 2544 ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าได้รับเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน แต่ไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
แต่โดยที่เหตุเดือดร้อนรำคาญซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดียังคงมีอยู่จนถึงวันฟ้องคดีและการไม่ปรับปรุงโรงงานอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนจำนวนมาก หากศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน จึงให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 452/2545 (ประชุมใหญ่) ชาวบ้านฟ้องว่าโรงสีประกอบกิจการทำให้ฝุ่นละอองข้าวฟุ้งกระจายออกมาทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐมให้การต่อสู้คดีว่า ได้มีการสั่งให้โรงสีปรับปรุงแก้ไขโรงงานแล้ว ศาลเห็นว้าการที่อุตสาหกรรมจังหวัดสั่งให้มีการแก้ไขถ้าสั่งแล้วยังไม่ได้ผล อุตสาหกรรมจังหวัดก็ต้องมีหน้าที่ใช้มาตรการอื่น ซึ่งตาม พ.ร.บ.โรงงานได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานที่สั่งให้โรงงานอุตสาหกรรมนั้นหยุดการประกอบกิจการและปรับปรุงแก้ไข หากยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขก็ให้อำนาจให้การสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ ศาลเห็นว่าเจ่าพนักงานละเลยการปฏิบัติหน้าที่
         มาตรา 11 พ.ร.บ.ละเมิดฯ เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำการละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น คนขับรถของราชการขับไปชนชาวบ้านได้รับบาดเจ็บในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามกฎหมาย ให้สิทธิแก่ผู้เสียหายในการยื่นคำขอต่อหน่วยงานให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พรบ.ละเมิดฯกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานออกเป็น 2 ประการ คือ
         1.ต้องออกใบขอรับคำขอ
         2.ต้องพิจารณาเรื่องของผู้เสียหายให้แล้วเสร็จโดยมิชักช้าภายใน 180 วัน
         หากหน่วยงานไม่ปฏิบัติตามผู้เสียหายก็มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลว่าหน่วยงานนั้นละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)
         คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.231/2550 ข้าราชการฟ้องการรถไฟฯ รับราชการอยู่อยุธยาบ้านอยู่เชียงใหม่ นั่งรถไฟกลับเชียงใหม่เห็นป้ายโฆษณาปิดกระจกมองไม่เห็นวิวทำให้เกิดอาการไม่สบายคลื่นไส้อาเจียน จึงมีการไปร้องต่อการรถไฟให้ลอกป้ายโฆษณานั้นออก การรถไฟกล่าวว่าได้ทำสัญญากับบุคคลภายนอกในการติดป้ายโฆษณาเป็นการประกอบธุรกิจ การรถไฟก็ไม่ได้เอาป้ายโฆษณานั้นออก ผู้เสียหายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลวินิจฉัยว่าการรถไฟเป็นรัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งตามมาตรา 6 พ.ร.บ.รถไฟได้ให้อำนาจการรถไฟประกอบกิจการของการรถไฟได้และอาจจะดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้ และตามมาตรา 38 กำหนดให้การรถไฟที่ประกอบกิจการต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน เมื่อการรถไฟนำโฆษณามาปิดกระจกทำให้ไม่สามารถมาองเห็นวิวภายนอกได้ ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของการรถไฟเป็นการละเมิดศักดิ์ความเป็นมนุษย์เพราะปฏิบัติต่อคนเยี่ยงสิ่งของ การรถไฟมีหน้าที่ต้องลอกโฆษณาดังกล่าวออก เมื่อไม่ทำถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่
         คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 260/2546 เมื่อตำรวจถูกไล่ออกจากราชการตำรวจผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ กตร. ผ่านไป 4 เดือน กตร. วินิจฉัยอุทธรณ์ยังไม่เสร็จ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า กตร.ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินกว่าสมควร เมื่อกฎหมายกำหนดหน้าที่โดยหลักแล้วเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามภายในเวลาอันสมควร
         มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นนของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
         ละเมิดทางปกครอง คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 32/2544 ละเมิดทางปกครองจะต้องเป็นการกระทำเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่และเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น
         ละเมิดทางปกครองมีหลักเกณฑ์ 2 ประการ
         1.ต้องเป็นละเมิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ อาจเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหนน้าที่ก็ได้
         2.ต้องเป็นละเมิดที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย
         คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.291/2549 เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีถูกลักรถจักรยานยนต์ ตำรวจเก็บของกลางไว้ เมื่อผู้เสียหายรับรถจักยานยนต์กลับไปในสภาพที่โทรมผู้เสียหายจึงฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลปกครองวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และวินิจฉัยให้ตำรวจชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเก็บรักษาของกลางไม่ดี
         คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 17/2549 ตำรวจจับผู้ฟ้องคดีตามความผิด พ.ร.บ.การประมง จับแล้วยึดอุปกรณ์การทำประมงมาด้วย ตำรวจปล่อยให้เรือและอุปกรณ์ประมงแช่น้ำจนได้รับความเสียหาย ศาลเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เพราะเป็นการฟ้องว่าตำรวจละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นของกลางทำให้ทรัพย์สินนั้นได้รับความเสียหาย เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับละเมิดอันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
         คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 3/2551 ตำรวจยึดไม้ของกลางและนำมาฝากที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด อัยการสั่งคืนของกลาง พนักงานสอบสวนแจ้งให้คืนของการไปยังที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานอ้างว่ายังคืนไม่ได้ต้องรอให้รัฐมนตรีอนุมัติเสียก่อน คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง เป็นการละเมิดละเลยต่อหน้าที่ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) อยู่ในอำนาจศาลปกครอง

เรียบเรียงโดยทีมงาน LawDD






มุมแนะนำ ปล. จะทยอยส่งข้อมูลให้ต่อๆไป ให้นะครับ @ลอว์สยาม ดอทคอม
1. Facebook @ลอว์สยาม ดอทคอม เป็นเพื่อนกับเราได้
2. กด Like ถูกใจ เพจ ลอว์สยาม ดอทคอม ติดตามข้อมูล ดาวน์โหลด กฎหมาย คำคม ต่างๆ
3. กลุ่มนักกฎหมาย แบ่งปันข้อมูล เตรียมสอบ Mp3 เก็ง เนติฯ ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา


5 blog นักกฎหมายใหม่ ล่าสุด

      ฎีกา 3 สนาม น่าสนใจ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง, 309 ทวิ By :Law [ 25 / ม.ค. / 2557 ] 
      สกัดหลัก ระยะเวลาใน ป.วิ.อ. เตรียมสอบ 3 สนาม By :Law [ 25 / ม.ค. / 2557 ] 
      การยื่นบัญชีระบุยาน ตามมาตรา 173/1 By :Law [ 25 / ม.ค. / 2557 ] 
      สำคัญผิดในข้อเท็จจริง มาตรา ๖๒  By :Law [ 25 / ม.ค. / 2557 ] 
      ฎีกา การกระทำโดยป้องกัน By :Law [ 25 / ม.ค. / 2557 ]