คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ : พระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 , กฎหมายระหว่างประเทศ | กระดานสนทนากฎหมาย - Lawyer Webboard ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ : พระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534
หมวดหมู่กระดานสนทนา : กฎหมายระหว่างประเทศ





ตั้งกระทู้โดย :ฝากด้วย / index เมื่อวันที่ : 09/09/2008 14:01:18 เข้าชม : 12112 ครั้ง



คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกาที่ 6940/2542 : พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนักและรายละเอียดอื่นๆตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง และเป็นการสันนิษฐานไว้เบื้องต้นเท่านั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยในสินค้าพิพาทจึงสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างให้เห็นความแตกต่างไปจากข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ขนส่งได้มอบสินค้าพิพาทซึ่งมีสภาพเสียหายจากการปนเปื้อนน้ำมะขามเปียก และมีจำนวนไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ได้ใช้แก่บริษัท อ. ผู้รับตราส่งก่อนหน้านี้ไปแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7879/2542 : พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ (มาตรา 52 (13) ) เหตุที่ทำให้โจทก์ผู้ขนส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยชักช้าก็เพราะเรือสินค้าไม่สามารถเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือแอนต์เวิร์ปได้ เนื่องจากความแออัดของท่าเรือดังกล่าวซึ่งมิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่อหรืออยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ และกล่าวซึ่งมิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของตัวแทนหรือลูกจ้างของโจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามพ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ (มาตรา 52 (13) )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 718/2543 : จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องทางทะเล ย่อมต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าดังกล่าวที่ได้เกิดขึ้นระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแล จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือสิงคโปร์มายังท่าเรือกรุงเทพฯ ซึ่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 39 วรรคสองและมาตรา 40(3) ให้ถือว่าสินค้าตามฟ้องยังอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจนกว่าจะได้มีการมอบสินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อเรือขนสินค้ามาจอดเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพฯ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือได้ติดต่อเช่ารถปั้นจั่นของการท่าเรือแห่งประเทศไทยมาทำการขนสินค้าขึ้นจากเรือและตามหลักฐานการชำระค่าเช่าระบุว่ามีการคิดค่าเช่าโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จ่าย แสดงให้เห็นว่าหน้าที่ในการขนส่งสินค้าจากเรือยังคงเป็นของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอยู่ เพียงแต่อาจมีเหตุจำเป็นที่ปั้นจั่นของเรือส่งสินค้าไม่สามารถยกสินค้าดังกล่าวขึ้นจากเรือได้จึงต้องมีการเช่ารถปั้นจั่นของการท่าเรือแห่งปะเทศไทยเพื่อให้ทำหน้าที่แทนปั้นจั่นของเรือ การทำหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงเป็นการทำงานแทนและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 จึงเห็นว่าการส่งสินค้าตามฟ้องขึ้นจากเรือลงไปวางไว้ที่พื้นหน้าท่า และตกกระแทกพื้นที่หน้าท่าทำให้สินค้าได้รับความเสียหายนั้น ถือว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองต้องยอมรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า ความเสียหายนั้นเกิดจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ควบคุมปั้นจั่นซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมต้องรับผิดในความผิดหรือประมาทเลินเล่อของการท่าเรือแห่งปะเทศไทย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองอยู่แล้ว กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งตามพ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ (มาตรา 52 (13) )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9021/2543 : จำเลยที่ 1 สัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการบริการของสายการเดินเรือ จำเลยที่ 1 ในประเทศไทย ใบตราส่งที่จำเลยที่ 2 ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางทะเลระบุว่างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง อันเป็นการออกใบตาส่งในนามของจำเลยที่ 1 ดำเนินการของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการรับขนสินค้ามีเพียงการจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้โจทก์ ไปบรรจุสินค้าและรับมอบตู้คอนเทนเนอร์นำไปบรรทุกลงเรือของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลช่วงระยะทางช่วงหนึ่งช่วงใดจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งในการดำเนินงานเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเท่านั้น หาใช่เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ในการตกลงซื้อขายสินค้า คู่สัญญาย่อมมีสิทธิตกลงเงื่อนไขการส่งมอบและเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้ แม้ตามใบกำกับสินค้าจะระบุราคาสินค้ารวมค่าระวางหรือซีแอนด์เอฟซึ่งถือว่ากรรมสิทธิ์สินค้าโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการนำสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือบรรทุกสินค้าขึ้นก็ตาม แต่เมื่อการซื้อขายดังกล่าวมีการตกลงกันตามธรรมเนียมการซื้อขายผลไม้สดโดยโจทก์ผู้ขายจะต้องส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อได้ตรวจคุณภาพจนพอใจแล้ว ผู้ซื้อจึงตกลงรับซื้อและชำระราคาให้ดังนั้น เมื่อสินค้าเสียหายในระหว่างขนส่งจนผู้ซื้อไม่ยอมับซื้อและชำระราคา โจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเล ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้น

โจทก์เพียงส่งมอบใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้นยังไม่โอนใบตราส่งไปยังผู้ซื้อ แม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็ตาม สิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนของทางทะเลก็ยังหาได้โอนไปยังผู้ซื้อและผู้รับใบตราส่งไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ตาม พ.ร.บ. การรับของทางทะเลฯ มาตรา 39

ใบตราส่งสินค้าระบุสินค้าที่ขนส่งเป็นทุเรียนสดจำนวน 1,200 หีบห่อ อันเป็นการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่งดังนี้ ต้องถือว่าสินค้าที่ขนส่งมีจำนวนหน่วยการขนส่ง 1,200 หน่วยตาม พ.ร.บ. การรับของทางทะเลฯ มาตรา 59 (1) มิใช่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เป็น 1 หน่วยการขนส่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2545 : ขณะจำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษขนาดใหญ่มาส่งมอบให้แก่ตัวแทนของโจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าว ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้น อันไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ. การรับของทางทะเลฯ มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติ และมาตรา 34 ได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ดังนั้นผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบด้วย มาตรา 33

แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตราย แต่เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าแล้ว ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าอันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34(2) แห่ง พ.ร.บ. การรับของทางทะเลฯ ได้

การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียแก่ผู้ส่งของเป็นเพียงเหตุสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ. การรับของทางทะเลฯ มาตรา 37 ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้

สาเหตุที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้วยังมีสาเหตุที่สำคัญมากมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม โดยวางปะปนกับตู้สินค้าอื่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้ถ่านไม้เกิดความร้อนสะสมขึ้นอย่างช้าๆและลุกไหม้ขึ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความปะมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้นในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 223

ตัวอย่าง (ออกข้อสอบในสมัยที่ 54)

บริษัทกรีนซีเวย์ จำกัด รับขนส่งสินค้าคอมพิวเตอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย โดยมีบริษัทเรือไทย จำกัด รับมอบหมายให้ขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มายังประเทศไทยบริษัทกรีนซีเวย์ จำกัด จึงเป็นผู้ขนส่ง ส่วนบริษัทเรือไทย จำกัด เป็นผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา3

การขนส่งสินค้าในระบบตู้สินค้าแบบซีวาซีวาย (CY-CY) เป็นการขนส่งที่ผู้ขนส่งสินค้าต้นทางจะเป็นผู้ไปรับตู้สินค้าจากผู้ขนส่งไปบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าที่โกดังของผู้ส่งสินค้า แล้วนำตู้สินค้ามาส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่ง เมื่อผู้ขนส่งตู้สินค้าถึงปลายทางแล้ว ผู้รับตราส่งจะเป็นผู้รับตู้สินค้าไปเปิดตรวจนับสินค้าที่โกดังของผู้รับตราส่งเองและการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นส่งมอบตู้สินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ ท่าเรือปลายทางแล้ว ถือว่าผู้ขนส่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญารับขนครบถ้วนแล้ว หน้าที่การขนส่งสินค้าสิ้นสุดลงตามมาตรา 40 (3) ดังนั้น เมื่อขณะที่บริษัทเรือไทย จำกัด ส่งมอบตู้สินค้าตู้แรกให้แก่เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยตู้สินค้าและตราผนึกตู้สินค้าอยู่ในสภาพปกติ แสดงว่าสินค้ามิได้สูญหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง บริษัทกรีนซีเวย์ จำกัด ผู้ขนส่ง และบริษัทเรือไทย จำกัด ผู้ขนส่งอื่น จึงไม่ต้องรับผิดในการขาดหายไปของสินค้าคอมพิวเตอร์ในตู้สินค้าตู้แรกตามมาตรา 39 และมาตรา40(3) กับมาตรา 44 ประกอบมาตรา 39และ มาตรา 40(3) ส่วนสินค้าที่ขาดหายไปในตู้สินค้าตู้ที่สองนั้น เมื่อปรากฏว่าตราผนึกตู้สินค้าเปลี่ยนไปไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในใบตราส่งโดยไม่ปรากฏว่าได้เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใด และเพราะเหตุใดกรณีจึงยังไม่แน่ชัดว่าตราผนึกประตูสินค้าถูกเปลี่ยนก่อนหรือหลังจากที่บริษัทเรือไทย จำกัด ผู้ขนส่งอื่น รับมอบตู้สินค้าจากท่าสิงคโปร์ การผนึกประตูตู้สินค้า ถูกเปลี่ยนไปเช่นนี้ จึงทำให้เห็นว่าประตูตู้สินค้าเปิดออกในระหว่างการขนส่งสินค้าจากท่าเรือสหรัฐอเมริกาช่วงใดช่วงหนึ่งก่อนที่จะถึงท่าเรือกรุงเทพเมื่อสินค้าสูญหายไป จึงถือได้ว่าความสูญหายเกิดขึ้นขณะที่สินค้าอยู่ในความดูแลของบริษัทกรีนซีเวย์ จำกัด ผู้ขนส่ง และบริษัทเรือไทย จำกัด ผู้ขนส่งอื่น บริษัททั้งสองดังกล่าวจึงต้องรับผิดชอบในความสูญหายของสินค้าคอมพิวเตอร์ที่ขาดหายไปในตู้สินค้าที่สอง ตามมาตรา 39 และ 43 กับมาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 โดยต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 45 (คำพิพากษาฎีกาที่ 4709/2542)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่1646/2546 : ข้อจำกัดความรับผิด ตาม พ.ร.บ. การรับขอนของทางทะเลข มาตรา 58 จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียง 10,000 บาท ต่อ หน่วยการขนส่งนั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ของที่ได้รับมอบหมาย สูญหายหรือเสียหายเท่านั้น แต่กรณีผู้ขนส่งผิดสัญญาไม่ส่งของไปยังเมืองท่าปลายทาง หาใช่เป็นกรณีของสูญหายหรือเสียหายไม่ จึงไม่อาจนำข้อความรับผิดดังกล่าวใช้บังคับได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5402/2546 : ใบตราส่งเป็นเอกสารที่บริษัทจำเลยออกให้แก่บริษัทโจทก์ผู้ส่งของเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล แสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในตราส่งไว้ในความดูแลแล้ว โจทก์จึงเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลขกับจำเลย เมื่อต่อมาของที่ระบุไว้ในตราส่งซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายไปโดยโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นต่อไปแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้ความผูกพันตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นผลบังคับ เมื่อของที่อยู่ในความดูแลของจำเลยตามใบตราส่งได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อผู้รับตราส่งไม่ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่งและโจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระราคาสินค้าคืนจากผู้รับตราส่ง โจทก์ในฐานะเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลจึงฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามสัญญารับขนของทางทะเลยได้ จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

หากจำเลยไม่ได้ประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ บริษัทผู้ขายในประเทศอังกฤษคงจะไม่ระบุให้จำเลยเป็นผู้ขนส่ง และเมื่อโจทก์ติดต่อไปที่จำเลย จำเลยก็ตกลงรับจ้างขนส่งสินค้าคืนให้แก่ผู้ขายในประเทศอังกฤษ และได้ออกใบตราส่งให้ ทั้งในการขนส่งสินค้าเพื่อบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์จำเลย ได้จ้างบริษัท อีส.เป็นผู้ขน ซึ่งบริษัท อีส. ได้ว่าจ้างบริษัท เอส. เป็นผู้ขนส่งสินค้าเข้าตู้อีกทอดหนึ่ง พฤติการณ์แสดงว่า จำเลยประกอบการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ จำเลยจึงเป็นผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

ตามมาตรา 60 (1) แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเลฯ การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าหรือโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเนื่องจากลังสินค้าตกจากรถยกในระหว่างการขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ไม่ใช่เกิดจากการที่โจทก์บรรจุหีบห่อสินค้าไม่แข็งแรง เมื่อพิจารณาลักษณะหีบห่อกับน้ำหนักของสินค้าและพนักงานของจำเลยยอมรับผิดที่สินค้าตกจากรถยกแตกเสียหายประกอบกันแล้ว น่าเชื่อว่าสาเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดจากการใช้รถยกขนย้ายสินค้าเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์โดยปราศจากความระมัดระวังอย่างมากและโดยไม่นำพาต่อความเสียหายใด ๆ ที่ย่อมเกิดขึ้นแก่สินค้าจากการขนย้ายเปลี่ยนตู้คอนเทนเนอร์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าจึงเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งคือ จำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้กระทำโดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ จำเลยจึงยกข้ออ้างเพื่อจำกัดความรับผิดของจำเลยตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 หาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่41/2547 : จำเลยเป็นเจ้าของเรือมาตุภูมิได้ดำเนินการขนส่งสินค้าร่วมกับบริษัท อาร์. โดยแบ่งหน้าที่และผลประโยชน์กัน จำเลยจึงเป็น ?ผู้ขนส่ง? ตามนิยามในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ เพราะเข้าลักษณะของบุคคลที่ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลย เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติและร่วมกันเป็นฝ่ายที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ ดังนั้น เมื่อสินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะอุณหภูมิไม่คงที่ระหว่างการขนส่งในช่วงจากท่าเรือในเมืองสุราบายาถึงท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งมีความล่าช้าผิดปกติ จำเลยในฐานผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าให้แก่โจทก์

พยานหลักฐานของโจทก์เป็นพยานเอกสารที่ทำขึ้นก่อนเกิดข้อพิพาท เอกสารแต่ละฉบับมีรายละเอียดและจำนวนเงินระบุไว้อย่างมีเหตุผล เชื่อว่ารายการต่าง ๆ มีมูลค่าตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง อย่างไรก็ตาม น. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ให้ถ้อยคำว่าสินค้ารายพิพาทนี้เป็นราคาซีแอนด์เอฟ คือ ราคาสินค้ารวมค่าระวาง ดังนั้น ค่าระวางรายการที่สองที่โจทก์เรียกร้องมาจึงรวมอยู่ในค่าสินค้ารายการที่หนึ่งด้วยแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้ซ้ำได้อีก ส่วนค่าเสียหายรายการที่เหลือ เมื่อเป็นรายการที่โจทก์จ่ายไปจริงและไม่ซ้ำซ้อนกับรายการอื่น จึงเป็นความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์ แต่เมื่อคดีนี้เป็นการเรียกร้องให้จำเลยผู้ขนส่งรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสินค้าทางทะเล จำเลยจึงอ้างข้อจำกัดความรับผิดไม่เกินกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักของสินค้าตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และมาตรา 59





แจ้งให้ทราบ : กระดานสนทนา (Webboard) สมาชิกทุกคนใช้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้ใช้งานเป็นผู้นำเสนอข้อมูลและตอบข้อซักถาม ,ร่วมกันแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ตอบข้อซักถาม ทางเว็บไซต์ลอว์สยาม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโพสตั้งกระทู้-แสดงความเห็นต่างๆ ดังข้อความที่ปรากฎข้างต้น. หากท่านใดมีปัญหาในการใช้งาน สามารถติดต่อทีมงาน ที่ [email protected]




คำตอบ-ความคิดเห็น :-

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า

 




แสดงความคิดเห็นทางกฎหมาย


ผู้แสดงความเห็น :
E-mail:
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
 



 

... กรุณาเข้าสู่ระบบ ...
สงวนสิทธิ์การตอบกระทู้ สำหรับสมาชิกที่ ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ (Login) แล้วเท่านั้น .


การ Spam เว็บไซต์ มีความผิดตามกฎหมาย ระบบของเราได้บันทึก IP ของท่านทุกครั้งเมื่อมีการใช้งาน