ฎีกาส่งเสริมปี ๕๐ เล่ม ๘ , คำพิพากษาฎีกา (ฏีกา5ดาว) | กระดานสนทนากฎหมาย - Lawyer Webboard ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
ฎีกาส่งเสริมปี ๕๐ เล่ม ๘
หมวดหมู่กระดานสนทนา : คำพิพากษาฎีกา (ฏีกา5ดาว)





ตั้งกระทู้โดย :เก็บมาแจก / index เมื่อวันที่ : 15/01/2010 06:24:59 เข้าชม : 4494 ครั้ง



ฎีกาส่งเสริม ปี 50 เล่ม 8



-สู้ว่า ไม่มีเหตุหย่า และฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง อันเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับมารดาตาม 1566(5) ศาลพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ ส่วนฟ้องแย้งขอให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพตาม 1526 บัญญัติไว้เฉพาะที่มีการหย่าแล้ว เมื่อศาลไม่ให้หย่ากัน จึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพได้

-คำให้การของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า แม้รับฟังได้แต่นำหนักน้อย เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ จึงรับฟังลงโทษไม่ได้

พยานให้การใกล้ชิดหลังจากเกิดเหตุ 2 วัน มีน้ำหนักดีกว่า การเบิกความในชั้นศาลซึ่งต่างกันสามปี

การที่จำเลยไม่ทราบว่า จำเลยอื่นพาอาวุธติดมาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การใช้อาวุธปืนยิงของจำเลยอื่นเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แม้หลบหนีไม่ด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่ามีส่วนการมีและพาอาวุธปืนด้วย

-ศาลนำเอกสารที่อ้างส่งในชั้นไต่สวนคำไร้องขอฝากขังมาใช้ประกอบดุลพินิจกำหนดโทษได้โดยไม่รอลงอาญาได้ หาใช่รับฟังพยานนอกสำนวน

-ผู้จัดการสาขาของธนาคารให้จำเลยเปิดคำขอเบิกเงินเกินบัญชีเพื่อรับเงินค่าก่อสร้างเท่านั้น แม้จำเลยเป็นผู้เบิกเงินเกินบัญชี แต่ผู้จัดการสาขาฯ เป็นผู้นำเงินมาหักทอนบัญชีทั้งหมด กรณีดังกล่าวถือว่าผู้จัดการสาขาใช้อำนาจในตำแหน่งโดยไม่ชอบ โจทก์ในฐานะตัวการต้องรับผิดต่อการกระทำของตัวแทน โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่ได้

-จำเลยรับว่า เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปจำนำไว้ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความ ศาลก็รับฟังว่า จำเลยลักทรัพย์ได้

-คดีศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับอุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่า เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยกว่ากล่าวมาโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ แม้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ไม่ชอบ เพราะจะรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะกรณีตามมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จึงพิพากษายกฎีกาโจทก์

-ฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบตาม 133 ตรี เป็นปัญหาข้อกำหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกฎีกาได้ และเห็นว่า มาตรา 133 ตรี หาใช้บทบังคับให้ต้อมีการชี้ตัวทุกคดีไปไม่ คงเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน

-ปวิอ. มาตรา 134/4 วรรคท้าย ถ้อยคำที่มีก่อนแจ้งสิทธิหรือก่อนที่ดำเนินการตาม 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดไม่ได้เท่านั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนยังคงชอบด้วยกฎหมาย

-คดีรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาล เมื่อจำเลยให้กาสู้คดี ศาลต้องยกฟ้องคดีโจทก์ โดยไม่คำนึงว่า โจทก์เสนอฟ้องคดีต่อศาลโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจาก ปวิพ. มาตรา 4(1) และมาตรา 5 มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลรับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง

-การพิจารณาราคาที่เวนคืน ต้องพิจารณาตัวแปรที่ทำให้ราคาแตกต่างกันด้วย เช่น การพัฒนาของที่ดิน

-โจทก์ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่กำหนด ต่อมาได้ยื่นแบบคำร้องเพิ่มเติมนี้กฎหมายไม่ได้บัญญัติกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นภายในสามปีนับแต่กำหนดพ้นเวลายื่นแบบภาษี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ขับรถในขณะเมาและแซงรถที่อยู่ข้างหน้าไปทางช่องขวามือในขณะที่ผู้ตายขับสวนมา เป็นเหตุให้คนตาย จำเลยจึงมีความผิดตามปอ. มาตรา 291 และความผิดตามพรบ.จรจาจรทางบก

-การย้ายสถานที่ทำงานโดยไม่มีการกลั่นแกล้ง เมื่อโจทก์ไม่ไปตามคำสั่ง จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อเกินสามวัน จำเลยไล่ออกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

-การที่จำเลยปรับปรุงผลขาดทุนสุทธิจากรายการหรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแบบแสดงรายการที่ผู้เสียภาษีได้ยื่นภาษีต่อเจ้าพนักงานไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานจึงมีอำนาจประเมินตามมาตรา 18 โดยไม่ต้องหมายเรียกผู้เสียหายภาษีตามมาตรา 19

-คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเดียวผูกพันจำเลยด้วยกัน การที่จำเลยมาฟ้องจำเลยด้วยกันต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีดังกล่าว

-ดอกเบี้ยของลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้จะเสียดอกเบี้ยอัตราผิดนัดมิใช่เสียในอัตราปกติ (เอ็ม แอล อาร์)

-ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในทางทำมาหาได้ตาม 443 วรรคสอง คือ ค่าเสียหายก่อนที่ผู้เสียหายตายแต่ต้องขาดประโยชน์ในทางทำมาหาได้

-หนี้ตามเช็ค คู่ความได้ทำสัญญายอมความกัน หนี้จึงสิ้นผลผูกพัน คดีอาญาจึงเลิกกันตามพรบ.เช็ค มาตรา 7 แม้สัญญาจะระบุว่า สัญญาไม่มีผลถึงคดีอาญา ข้อตกลงก็เป็นโมฆะ ซึ่งแยกส่วนจากข้อตกลงอื่นได้

-ปพพ. มาตรา 1373 ไม่ใช้กับที่ดิน ส.ค.1 ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินสันนิษฐานว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม 1369

ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของจำเลย จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบ เพราะไม่มีคำขอบังคับ ทางปฏิบัติแล้ว จะขอห้ามโจทก์เกี่ยวข้องด้วย

-ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตภาคกลางได้ตามพรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

-ผู้สมัครรับเลิกต้อง ไม่ทำบัญชีรับจ่ายยื่นต่อกกต. ภายใน 90 วันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องถูกจำคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้

-สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว ถือว่าได้รับงานที่ทำแล้ว สิทธิเรียกสินจ้างเกิดกันที เมื่อเกินระยะเวลาสองปี คดีจึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์นั้นก็เป็นการดำเนินการโดยพลการ โจทก์จึงหายกข้อดังกล่าวขึ้นอ้างได้

-การโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบก่อนที่ศาลออกหมายอายัด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหมายอายัดได้

-แพทย์ผ่าตัดทำคลอดใช้ความระมัดระวังอย่างผู้มีวิชาชีพแล้ว จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ หน่วยงานต้นสังกัดจึงไม่ต้องร่วมรับผิด

-ฎีกาของให้ศาลกำหนดโทษใหม่เนื่องจากให้ความรู้อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติดตามพรบ.ยาเสพติดให้โทษมาตรา 100/1, 100/2 หรือขอให้รอการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงให้ยกฎีกาจำเลย

-เงินค่าสินไหมที่โจทก์ได้รับจำนวน 15,000 บาท จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามปพพ.ก็ตาม แต่ในการพิพากษา ศาลไม่ได้วินิจฉัยถึงกรณีดังกล่าว จึงไม่อาจหักเงินจำนวนดังกล่าวได้

-จำเลยสู้ว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้าง ไม่มีประเด็นว่า สัญญาให้เริ่มต้นเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย

-การเปลี่ยนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลการกระทำของบุคคล การที่โจทก์เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้ารถไฟในเวลากั้นถนน จึงฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานอย่างร้ายแรง จึงไล่ออกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

-ปวิพ. มาตรา 223 ทวิ ต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่ายค้านก่อน

-สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการเป็นโมฆะเนื่องจากไม่จดทะเบียนตามพรบ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 68 วรรคสองประกอบมาตรา 80 แต่เนื้อหาในสัญญาทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิใช้เครื่องหมายบริหารได้ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

-การโอนที่ดินติดจำนองเพื่อไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยึด โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการโอนได้

-รูปภาพในเวปไซค์และเอกสารโฆษณาสินค้า เป็นงานมิลิขสิทธิ์ แต่มิใช่งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คดีของโจทก์จึงมีมูลการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 27 และมาตรา 31

-สัญญาจองเป็นหนังสือจะจองที่ดินเท่านั้น ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายยังไม่ได้ทำกัน ผลการชี้ช่องยังไม่สำเร็จ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดเอาบำเหน็จ ตามปพพ. มาตรา 845 ส่วนฟ้องค่าทำป้ายและค่าโฆษณา คงเรียกเฉพาะเท่าที่เสียไปจริงเท่านั้น

-ธนาคารคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต้องนำเงินที่ชำระมาแล้ว หักกับต้นเงินทั้งหมด กรณีไม่ถือว่า เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ เพราะลูกค้าทั่วไปเข้าใจว่า ธนาคารคิดดอกเบี้ยโดยถูกต้อง

-เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ขายทรัพย์ในคดีล้มละลาย จำเลยจะได้รับความเสียหายอย่างไร ต้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีล้มละลาย มิใช่ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีแพ่ง

-พาผู้เสียหายโดยบิดามารดายินยอม ไมเป้นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 317 ส่วนการข่มขืนตามมาตรา 277 เมื่อไม่ปรากฏเหตุสำคัญผิดว่า เหตุใดจำเลยจึงเข้าใจว่า ผู้เสียหายมีอายุเกินกว่าสิบห้าปี ข้ออ้างดังกล่าวจึงเลื่อนลอย จำเลยมีความผิดตามมาตรา 277

-ขายรถยนต์ต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้บริษัทมีสภาพคล่อง จึงเป็นการขายสินค้าในราคาต่ำโดยมีเหตุอันสมควร

เงินมัดจำต้องนำเงินมาเป็นฐานในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 78

-ฟ้องว่า ความผิดเกิดที่แขวงถนนนครไชยศรี และแขวงราษฎร์บูรณะเกี่ยวเนื่องกัน จำเลยรับสารภาพ จำเลยจะฎีกาเถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้

-รถยนต์ที่ใช้ขับหลบหนีเป็นยาพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งเป็นพยานหลักฐานในคดี เมื่อจำเลยนำไปซ่อนเร้นจึงมีความผิดตามปอง มาตรา 184

-ความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่เป็นผู้เสียหาย บุคคลที่ครอบครองผู้เป็นผู้เสียหายได้ เช่น ครอบครองระหว่างขนส่ง แม้กรรมสิทธิ์จะโอนไปเป็นของผู้ซื้อแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลงงโทษจำเลยได้ตาม ปอ. มาตรา 335(11)

-ฎีกาไม่มีลายมือชื่อจำเลย เป็นฎีกาไม่ชอบเนื่องจากเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามปวิพ. มาตรา 1(3) ให้ยกฎีกา

-โจทก์ลาออกจากงาน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสมทบตามพรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่อาจโอนได้ตามพรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มาตรา 23, 24 จำเลยจะนำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้

-ในชั้นขอคืนรถยนต์ของกลาง ศาลสั่งให้จำเลยนำรถไปดูแลระหว่างการไต่สวนคำร้องโดยเรียกค่าประกันจำนวน 50,000 บาท เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามปวิอ. มาตรา 196 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกายกฎีกาของผู้ร้อง และยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

-ฟ้องละเมิดว่าออกโฉนดโดยมิชอบตั้งแต่ปี 2522-2523 ทำให้โจทก์เสียหาย เมื่อ ส่วนผลละเมิดเกิดเมื่อใดย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต่างกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2542 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

-จำเลยยังเป็นหนี้ที่สาขาอื่นของโจทก์อยู่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอให้ปลอดจำนองที่ดินได้

-โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยผู้ประกันภัยในฐานะคู่สัญญา แม้โจทก์ยังไม่ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทน โจทก์ก็ฟ้องคดีได้ เพราะมิใช่การรับช่วงสิทธิ

การสู้คดีโดยมีเหตุสมควร ศาลล่างกำหนดให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยสิบห้าต่อปี จึงเป็นการไม่เหมาะสม

-ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากไม่ชำระค่าขึ้นศาลพร้อมอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น เนื่องจากเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วให้จำเลยวางเงินภายในห้าวัน คำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ใช่ยืนหรือปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่เป็นที่สุดตามปวิพ. มาตรา 36 โจทก์อุทธรณ์สั่งได้ จึงให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป




แจ้งให้ทราบ : กระดานสนทนา (Webboard) สมาชิกทุกคนใช้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้ใช้งานเป็นผู้นำเสนอข้อมูลและตอบข้อซักถาม ,ร่วมกันแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ตอบข้อซักถาม ทางเว็บไซต์ลอว์สยาม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโพสตั้งกระทู้-แสดงความเห็นต่างๆ ดังข้อความที่ปรากฎข้างต้น. หากท่านใดมีปัญหาในการใช้งาน สามารถติดต่อทีมงาน ที่ [email protected]




คำตอบ-ความคิดเห็น :-

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า

 




แสดงความคิดเห็นทางกฎหมาย


ผู้แสดงความเห็น :
E-mail:
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
 



 

... กรุณาเข้าสู่ระบบ ...
สงวนสิทธิ์การตอบกระทู้ สำหรับสมาชิกที่ ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ (Login) แล้วเท่านั้น .


การ Spam เว็บไซต์ มีความผิดตามกฎหมาย ระบบของเราได้บันทึก IP ของท่านทุกครั้งเมื่อมีการใช้งาน