ฎีกาส่งเสริม ปี ๕๑ เล่ม ๒ , คำพิพากษาฎีกา (ฏีกา5ดาว) | กระดานสนทนากฎหมาย - Lawyer Webboard ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
ฎีกาส่งเสริม ปี ๕๑ เล่ม ๒
หมวดหมู่กระดานสนทนา : คำพิพากษาฎีกา (ฏีกา5ดาว)





ตั้งกระทู้โดย :เก็บมาแจก / index เมื่อวันที่ : 15/01/2010 06:25:43 เข้าชม : 3331 ครั้ง



ฎีกาส่งเสริม เล่ม 2 ปี 51




-การสั่งพักงานไม่ใช่การเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยไม่ได้

-การชำระหนี้เงินกู้โดยโอนที่ดินให้เจ้าหนี้ ต้องตีราคาตลาด ตามปพพ. มาตรา 656 วรรคสาม ถ้าไม่ดำเนินการ นิติกรรมตกเป็นโมฆะ

-ผู้ประกอบการที่ว่าจ้างโดยมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการจ้างช่วงอีกทอดหนึ่ง กฎหมายถือว่าเป็นนายจ้างก็ตาม แต่จะฟ้องให้รับผิดเกินกว่านายจ้างเดิมไม่ได้ เมื่อโจทก์มีสิทธิลาพักผ่อนได้ปีละ 6 วัน โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องขอให้มีสิทธิมากกว่านี้ได้

-ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์โดยผิดหลง เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเป็นไม่รับอุทธรณ์ได้และมีคำสั่งให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลใน 15 วัน เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งก่อนที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาการตรวจอุทธรณ์ จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งทันทีไม่ได้

-ข้อตกลงสภาพการจ้าง หมายถึง สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น นายจ้างจึงสามารถทำสัญญากับลูกจ้างใหม่ที่แตกต่างจากสภาพการจ้างที่มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องได้ เช่น ให้จ่ายค่าจ้างทุกสัปดาห์แทนการจ่ายทุกเดือนได้

-โจทก์ฝากเงินไว้กับกองทุนสวัสดิการออมทรัพย์ของกองพันทหาร เงินย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับฝาก แม้จำเลยได้ยักยอกเงินไป โจทก์ก็หามีอำนาจฟ้องกับผู้ยักยอกไม่ได้

-คำฟ้องคดีอาญาได้บรรยายถึงการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องและฝากขังจำเลย และแนบคำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนมาด้วย พออนุโลมว่า เป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ซึ่งคำร้องผลัดฟ้องได้ระบุวันเวลาที่อ้างว่า จำเลยกระทำความผิดไว้แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

-ฟ้องคดีมรดกหลังขาดอายุความแล้ว โจทก์จึงบังคับคดีได้เฉพาะทรัพย์จำนองตาม ปพพ. มาตรา 193/27 จะบังคับกับทรัพย์อื่นมิได้ นอกจากนี้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง โจทก์ต้องนำสืบ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีมิได้ โจทก์ชอบคิดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไป ตามปพพ. มาตรา 224

-คดีอาญาฟังว่า โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดปล้นทรัพย์ แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็มีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันตัวโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยใช้ดุลพินิจสั่งไล่ออกโจทก์ จึงเป็นการสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย

-สู้ว่า คดีขาดอายุความ ต้องบรรยายว่า ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดี ถ้าคำให้การไม่ชัดแจ้ง ก็ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย

-ศาลลงโทษจำเลยฐานบุกรุกตามปอ. มาตรา 365(2) ศาลก็สั่งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ซึ่งเป็นบทเบาได้

-ศาลแรงงานไม่มีวันชี้สองสถาน โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องไดก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

-ถูกคนร้ายยิงตาย โดยไม่เกี่ยวเนื่องจากการเจรจาค่าเสียหาย จึงถือไม่ได้ว่า ถึงแก่ความตาย เนื่องจากการทำงาน โจทก์ในฐานะทายาท จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามพรบ. เงินทดแทน มาตรา 5

-ฎีกา 815/2550 ธนาคาร ในฐานะผู้รับอาวัลได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิ ตามปพพ. มาตรา 940 วรรคสามประกอบมาตรา 985 ซึ่งไม่มีอายุความกำหนดไว้ จึงขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลาสิบปี

-การขายทอดตลาดไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องประกาศหนังสือพิพม์ และการกำหนดราคาเริ่มต้นขายทอดตลาด ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิจำเลย เนื่องจากเป็นราคาเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ตรงความเป็นจริงก็ได้

-คดีเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างสามารถฟ้องเรียกให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามสัญญาจ้างแรงงานได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคำขอของอัยการในคดีอาญา

-อาวุธปืนมีใบอนุญาต จึงไม่ใช่ทรัพย์อันมีไว้เป็นความผิด ทั้งไม่ปรากฏว่า เป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หรือได้มาจากการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้ ตามปอ. มาตรา 32, 33

-คดีอาญา ศาลลงโทษประการชีวิตแล้ว ย่อมลงโทษปรับในกระทงความผิดอื่นได้ เนื่องจากเป็นโทษคนละสถานและแยกบังคับโทษได้

-จำเลยเป็นบุกคนเดียวกับคดีที่ขอให้นับโทษต่อ แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุด ก็ขอให้นับโทษต่อได้

-การเช่าพื้นที่โดยทำสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการซึ่งแยกกันได้ แต่ถ้าทำสัญญาเช่ากันเพียงฉบับเดียว โจทก์ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนค่าบริการ มิฉะนั้นการเก็บภาษีก็จะไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่จะเป็นไปตามอำเภอใจของโจทก์กับผู้เช่า ซึ่งไม่ชอบ

-ความผิดฐานกระทำชำเราและความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อนาจาร เป็นความผิดกรรมเดียว

-โจทก์ฟ้องขับไล่และให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่จะร้องขอ โจทก์จะขอให้จำเลยนำเงินที่ได้รับจากการประกอบการมาวางศาลตาม ปวิพ. มาตรา 264 ไม่ได้

-ที่ดินอยู่ในเขตป่า การเข้ายึดถือย่อมยันรัฐไม่ได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ย่อมยกการครอบครองขึ้นยันต่อสู้ผู้อื่นได้ โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดิน จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิ โจทก์จึงฟ้องขับไล่ไม่ได้

-หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

-การตรวจค้นและการจับกุมเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ทั้งหามีผลให้การแสวงหลาหลักฐานเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดี

-ศาลชั้นต้นให้ทำแผนที่พิพาท ย่อมทำได้ ตามปวิพ. มาตรา 86 วรรคท้าย ส่วนจะมีน้ำหนักอย่างไรอยู่ที่การชั่งหนักพยาน แม้จำเลยจะไม่รับรอง แต่ก็ไม่โต้แย้งว่า ไม่ถูกต้อง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบได้

-สัญญาจ้างแบบปีต่อปี แต่ได้จ้างเรื่อยมา จึงมิใช่การจ้างเป็นการจรหรือตามฤดูกาล การที่ไม่ต่อสัญญาจ้าง ย่อมเป็นการเลิกจ้าง จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์

-สัญญายอมกำหนดให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดก่อน หากไม่พอจึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นได้ การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่ได้ โจทก์จึงไม่สามารถยึดทรัพย์สินอื่นได้

-ศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นซึ่งมีศาลแขวงธนบุรี จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แม้กฎหมายจะใช้คำว่า ศาลจังหวัดก็ตาม

-การทำร้ายและใช้มีดแทงผู้ตาย เป็นการกระทำในลักษณะต่อเนื่องกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกำหมายหลายบท




แจ้งให้ทราบ : กระดานสนทนา (Webboard) สมาชิกทุกคนใช้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้ใช้งานเป็นผู้นำเสนอข้อมูลและตอบข้อซักถาม ,ร่วมกันแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ตอบข้อซักถาม ทางเว็บไซต์ลอว์สยาม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโพสตั้งกระทู้-แสดงความเห็นต่างๆ ดังข้อความที่ปรากฎข้างต้น. หากท่านใดมีปัญหาในการใช้งาน สามารถติดต่อทีมงาน ที่ [email protected]




คำตอบ-ความคิดเห็น :-

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า

 




แสดงความคิดเห็นทางกฎหมาย


ผู้แสดงความเห็น :
E-mail:
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
 



 

... กรุณาเข้าสู่ระบบ ...
สงวนสิทธิ์การตอบกระทู้ สำหรับสมาชิกที่ ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ (Login) แล้วเท่านั้น .


การ Spam เว็บไซต์ มีความผิดตามกฎหมาย ระบบของเราได้บันทึก IP ของท่านทุกครั้งเมื่อมีการใช้งาน