จากประสบการณ์ที่เคยผ่านการสอบ(ปัจจุบันเป็นข้าราชการอัยการ)
ขอนำรูปแบบการเขียนคำตอบข้อสอบที่ทำให้ได้คะแนนดีดังนี้
๑.เริ่มด้วยการตั้งประเด็นปัญหาโดยเขียนว่า"กรณีมีปัญหาต้องวินิฉัยว่า....หรือไม่"
๒.ต่อด้วยคำว่า "เห็นว่า"
๓.ตามด้วยบทบัญญัติกฎหมายเช่น "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา....มีหลักว่า...."
๔.อธิบายหลักกฎหมายที่อ้างตามข้อ๓(บางข้อถ้าหลักกฎหมายชัดแล้วอาจไม่จำเป็น)
๕.ย่อหน้าใหม่โดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงปรับกับข้อกฏหมายในแต่ละประเด็นที่โจทย์ถาม(สำคัญที่สุด)
ถ้าถามหลายประเด็นให้ขึ้นย่อหน้าใหม่ทุกครั้ง(เพื่องายต่อผู้ตรวจ)
๖.สุดท้ายเป็นบทสรุป ให้ตรวจดูคำถามว่าเขาให้ตอบอะไร ต้องตอบสรุปให้ครบประเด็นตามที่คำถามต้องการ เช่นตอนท้ายของคำถามมีว่า"คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด" หากเราอธิบายเหตุผลมาจนครบถ้วนแล้ว เราสรุปในตอนท้ายว่า"คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ให้ตลบหลังอีกทีเพื่อตอบในประเด็นคำถาม "เพราะเหตุใด" ว่า "ดังเหตุผลที่อธิบายแล้วข้างต้น จะทำให้ได้คำตอบที่ครบประเด็นดังกล่าวแล้ว
ตัวอย่างคำถามและแนวคำตอบแบบตอบเต็ม
(วินิจฉัยแล้วว่าเป็นแนวการเขียนตอบที่จะทำใหได้คะแนนดี)
โจทย์ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๑๗/๒๕๕๓ (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)
คำถาม ธนาคารท.เป็นโจทก์ฟ้องนายพ.เป็นจำเลย เรียกร้องหนี้ค้างชำระ ศาลพิพากษาให้ธนาคารท.โจทก์ชนะคดีตามฟ้องคดีอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำเลยออกขายทอดตลาด นายส.ได้ร้องขัดทรัพย์ ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์ นายส.อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ บริษัทบ.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยในคดีนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์
เอแคป จำกัด ได้ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยให้บริษัทบ.ผู้ร้องและผู้ร้องได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยทราบแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่างๆ ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยจึงโอนมายังผู้ร้องแล้วขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ตามคำร้อง จำเลยฎีกา โดยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและส่งไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพราะเหตุใด
แนวคำตอบแบบเต็ม
กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบ.ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมนั้น จำเลยสามารถฎีกาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ บัญญัติว่า* “ ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘(๑) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา (๒) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป วรรคสอง บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้
ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา” มาตรา ๒๔๗ บัญญัติว่า “ ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้นให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นและภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกาให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม”
คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ จำเลยยังไม่มีสิทธิฎีกา แม้จำเลยจะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิเพียงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปหลังจากศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นแล้ว ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบ.ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมนั้น จำเลยยังไม่สามารถฎีกาได้ในทันที การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ดังเหตุผลที่อธิบายแล้ว
(* หมายเหตุ คำว่า “บัญญัติว่า”ใช้ในกรณีเขียนตัวบทได ้ตรงทุกคำ แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้คำว่า “มีหลักว่า” หรือ “มีสาระสำคัญว่า” )
ตัวอย่างข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ
"ตะลุยโจทย์กับฎีกาใหม่ เล่ม 1/2554”โดย PPJ Group
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บไซต์
http://www.pp-j.com/" rel="nofollow" target="_blank">
http://www.pp-j.com/ >