หน้าปัจจุบัน : จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า
ความคิดเห็น ที่ 0 |
เสนอแนะตามข้อเท็จจริงที่ยุติ ตามข้อ 1....
เทียบเคียงำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2508 : การยกที่ดินมีโฉนดให้โดยเพียงแต่พูดด้วยวาจาไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทำชอบด้วยกฏหมายไม่
โจทก์ฟ้องว่า มารดาโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้รับมรดกที่ดินของนางสาวจิ๋ว และปกครองร่วมกันมาต่อมามารดาโจทก์ตาย ที่ดินส่วนมารดาโจทก์จึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ออกจากที่ดิน โจทก์ไปตรวจดูหลักฐานที่สำนักงานที่ดิน จึงทราบว่าจำเลยที่ ๑ ลอบไปขอรับมรดกนางสาวจิ๋วเสียแต่ผู้เดียวแล้วโอนให้จำเลยที่ ๒ ไปในวันเดียวกันโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งการครอบครองที่งอกหน้าที่ดินต่อพนักงานที่ดินโดยปกปิดมิให้มารดาโจทก์และโจทก์ทราบ โจทก์ได้ร้องคัดค้างไว้แล้ว ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนที่ดิน และการโอนรับมรดกของจำเลย และให้แบ่งที่ดินอันเป็นมรดกนางสาวจิ๋ว รวมทั้งที่งอกหน้าที่ดินให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หรือขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกัน
จำเลยต่อสู้ว่า ก่อนตายนางสาวจิ๋วได้ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย จำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่งอกมาจนบัดนี้ การโอนรับมรดกและการยกให้ตลอดจนการแจ้งการครอบครอบ มารดาโจทก์กับโจทก์ทราบและยินยอมให้คัดค้าน มารดาโจทก์และโจทก์ที่ ๒ อยู่ในที่ดินตามฟ้องโดยอาศัยจำเลยที่ ๑ อยู่ คดีโจทก์ขาดอายุความมรดกและอายุความฟ้องร้องแล้ว และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่
โจทก์ที่ ๒ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางสาวจิ๋วไม่ได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ หากยกให้ก้มิได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำพินัยกรรมยกให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครอบเป็นปรปักษ์เกินกว่า ๑๐ ปี ที่ดินมรดกของนางสาวจิ๋วตกได้แก่มารดาโจทก์ กับจำเลยที่ ๑ มารดาโจทก์ตาย โจทก์ได้ครอบครองต่อมา ไม่ได้อาศัยจำเลยอยู่
ศาลขั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความที่ดินมารดกนางสาวจิ๋วตกได้แก่จำเลยที่ ๑ กับมารดาโจทก์คนละครึ่ง มารดาโจทก์ตาย ส่วนของมารดาจึงตกได้แก่โจทก์ส่วนที่งอก จำเลยที่ ๑ ได้แยกครอบครองเป็นส่วนสัดโดยเจตนาเป็นเจ้าของมาเกิน ๑๐ ปีแล้วจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ พิพากษาว่า การจดทะเบียนรับมรดกที่ดินและจดทะเบียนโอนระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ผูกพันส่วนของมารดาโจทก์ ให้แบ่งที่ดินเว้นส่วนที่งอกออกเป็นสองส่วนให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือให้ประมวลราคาระหว่างกันเอง หรือขายทอดตลอดเอาเงินแบ่งกันตามส่วน โจทก์จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า นางสาวจิ๋วได้ยกที่ดินทั้งหมดให้จำเลยที่ ๑ จริง และที่งอกตลิ่งย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ให้ขับไล่ จำเลยที่ ๒ และบริวาร ให้รื้อเรือนออกไป และห้ามเกี่ยวข้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่านางสาวจิ๋วยกที่ดินให้นั้น เพียงพูดด้วยวาจาไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ข้อที่จำเลยว่าครอบครองปรปักษ์ก็รับฟังไม่ได้ ที่ดินมารดกนางสาวจิ๋วจึงตกได้แก่มารดาโจทก์จำเลยที่๑ และได้ครอบครองร่วมกันมา เมื่อมารดาโจทก์ตาย โจทก์ทั้งสามก็ยังอยู่ในที่นั้นต่อมา จึงมีสิทธฟ้องขอแบ่งมรดกของมารดาได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนด ๑ ปี แล้ว ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๘ และโจทก์ฟ้องคดีไม่พ้น ๑๐ ปี จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่งอกหน้าที่ดินเชื่อว่านางสาวจิ๋วยกให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า ๑๐ ปี จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลขั้นต้น
สรุปตามแนาวฎีกานี้ การยกที่ดินให้นั้น เพียงพูดด้วยวาจาไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ชอบด้วยกฏหมาย |
| โดย : ทนาย อัพเดทวันที่ : 28/06/2012 00:58:46 |
ความคิดเห็น ที่ 0 |
เสนอแนะตามข้อเท็จจริงที่ยุติ ตามข้อ 2...
ผู้จัดการมรดก คือ "ผู้มีหน้าที่ในการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดก ให้กับทายาทของเจ้ามรดกผู้มีสิทธิจะได้รับ
ตามกฎหมาย" จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้จัดการมรดกก็คือบุคคลธรรมดาคนหนึ่งนี่เอง ที่ได้รับแต่งตั้ง และ
มอบหมายหน้าที่ในการจัดการตามความจำเป็น เพื่อที่จะทำการจัดแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ฉะนั้นแล้ว
ผู้จัดการมรดกนั้น จึงมีหน้าที่ในการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเท่านั้น
การจะเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากศาล และก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ
มรดกนั้น ก็จะต้องมีการไต่สวนเสียก่อนว่า ผู้ที่ขอมีความสามารถดำเนินการได้ และเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น ซึ่ง
ในกรณีนี้ก็จะมีประเด็นของที่ไปที่มาของผู้ที่จะมาเป็นผู้จัดการมรดก ได้ 2 ประการ คือ
1. เป็นบุคคลที่ผู้ทำพินัยกรรม (เจ้ามรดก) ได้ระบุชื่อเอาไว้ในพินัยกรรม ให้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการ
มรดกของเจ้ามรดกเอง
ในกรณีนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ทำพินัยกรรมหรือเจ้ามรดก ได้แสดงเจตนาครั้งสุดท้ายไว้ก่อนตาย โดยได้ระบุตัวผู้ที่จะ
มาเป็นผู้จัดการมรดกของตัวเองเอาไว้ก่อนตาย ซึ่งอาจเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเองเลยก็ได้
เช่น ทนายความ เพื่อนของเจ้ามรดก หรือตาสียายสาที่ไหนก็ได้ หรือจะเป็นญาติพี่น้อง หรือตัวทายาทคนใดคนหนึ่ง
ก็ได้
เมื่อได้ระบุชื่อแต่งตั้งใครเป็นผู้จัดการมรดกเอาไว้ในพินัยกรรมแล้ว ก็จะต้องนำพินัยกรรมฉบับนั้นไปร้องขอ
ต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมดังกล่าว เป็นผู้จัดการมรดกอีกครั้งหนึ่ง ผู้นั้นถึงจะมี
อำนาจดำเนินการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกได้ ตามกฎหมาย
2. ทายาท หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ
เป็นกรณีที่เจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมระบุแต่งตั้งใครเอาไว้ ในกรณีแบบนี้ ทายาท หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วน
เสียในทรัพย์มรดกคนใดคนหนึ่ง สามารถร้องขอต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ซึ่ง
ในเรื่องนี้ ศาลก็จะทำการไต่สวนก่อนที่จะมีการแต่งตั้งเช่นกัน
ส่วนในกรณีของพนักงานอัยการนั้น ก็สามารถร้องขอต่อศาลได้ แต่เป็นในกรณีที่ทายาท หรือผู้ที่มีส่วน
ได้เสียไม่สามารถดำเนินการได้เอง เช่น ทายาทยังเป็นเด็ก ทายาทเป็นคนวิกลจริต หรือเป็นบ้า จึงทำให้ไม่มีความ
สามารถที่จะทำได้ และทายาทที่ว่านั้น ก็ต้องไม่มีญาติพี่น้อง หรือผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นอีก หรือทายาทผู้รับมรดกได้
สูญหายไปไหนไม่รู้ หรือเป็นเรื่องที่ทายาทไปอยู่นอกประเทศเสีย เป็นต้น
ดังนั้น ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการมรดกให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 หากการจัดการมรดกมีข้อสงสัยว่าจะไม่สุจริต และอาจจะทำให้ทรัพย์มรดกเสียหายทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย จะร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 ผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1728 และต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1729 และต้องแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1732
ดังนั้น ตามกฎหมายแล้ว การยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ได้กำหนดให้ผู้เป็นทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1713
และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการอันเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทต่อไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719
ดังนั้น เมื่อพี่ชายคนโต ได้ยื่นคำร้องขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาล แล้วทายาทส่วนน้อยไม่ยินยอม สามารถยื่นคัดค้านได้โดยยื่นคำคัดค้านมายังศาลที่รับคำร้องดังกล่าว
ศาลจะทำการไต่สวนคำคัดค้านนั้น แล้วศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวไปอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป พี่ชายคนโตผู้ยื่นคำร้องดังกล่าว ก็ควรแต่งทนายความเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลต่อไป
สรุปและเสนอแนะ หากท่านมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวควรนำข้อเท็จจริงไปปรึกษาทนายความที่ท่านไว้วางใจ เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามหลักกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของท่านต่อไป |
| โดย : ทนาย อัพเดทวันที่ : 28/06/2012 01:54:07 |
ความคิดเห็น ที่ 0 |
1. เจ้ามรดก (ผู้ตาย) ไม่ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ก่อนตาย ทรัพย์มรดก ต้องตกเป็นของทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย การที่เจ้ามรดกเพียงแต่เรียกทายาทมาพูดคุยก่อนตาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในทรัพย์มรดกตามกฎหมาย การที่แบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาทไม่เท่ากัน แม้จะเป็นไปตามความประสงค์ของเจ้ามรดก แต่ก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
2. ผู้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก แต่ในคำร้องอาจร้องขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก หรือแต่งตั้งผู้อื่นเป็นผู้จัดการมรดกก็ได้
ถ้าทายาทบางคนไม่ยินยอมให้พี่ชายเป็นผู้จัดการมรดก ก็เป็นดุลยพินิจศาลว่า สมควรให้พี่ชายเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่
3. ไม่ว่า พี่ชาย หรือ ใครจะเป็นผู้จัดการมรดก ก็มีหน้าที่ต้องแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาทโดยธรรมในสัดส่วนตามกฎหมาย ( ไม่ใช่ตามคำพูดของเจ้ามรดก) มิฉะนั้นผู้จัดการมรดกมีความผิดตามกฎหมายครับ |
| โดย : Wic_. อัพเดทวันที่ : 28/06/2012 09:58:45 |
ความคิดเห็น ที่ 0 |
มีพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา ทำได้ในกรณีเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลไม่สามารถทำพินัยกรรมตามแบบอื่นๆ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือ เวลามีโรคระบาด หรือ สงคราม
ถ้าผู้ตั้งกระทู้ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ให้เขียนบอก จะอธิบายต่อให้ครับ |
| โดย : Wic_. อัพเดทวันที่ : 28/06/2012 14:07:52 |
ความคิดเห็น ที่ 0 |
เรียนคุณทนายและคุณWic
ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำ |
| โดย : เฉลา อัพเดทวันที่ : 28/06/2012 17:06:03 |