การทำสัญญาประนีประยอมความของลูกจ้าง , กฎหมายแพ่ง | กระดานสนทนากฎหมาย - Lawyer Webboard ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
การทำสัญญาประนีประยอมความของลูกจ้าง
หมวดหมู่กระดานสนทนา : กฎหมายแพ่ง





ตั้งกระทู้โดย :dika / index เมื่อวันที่ : 03/09/2012 15:24:11 เข้าชม : 3060 ครั้ง



 





คือ ในกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2540  ในกรณีที่ลูกจ้างทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหาย ว่าจะใช้ค่าเสียหายให้พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนี้ ผมได้อุทธรณ์ไปว่าขอให้ศาลพิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย แต่ผมไม่รุ้จะใช้หลักเหตุผลตรงไหน วานผู้รู้ช่วยทีครับ เป็นการอุทธรณ์ที่แย้งฎีกามากๆ T^T 




แจ้งให้ทราบ : กระดานสนทนา (Webboard) สมาชิกทุกคนใช้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้ใช้งานเป็นผู้นำเสนอข้อมูลและตอบข้อซักถาม ,ร่วมกันแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ตอบข้อซักถาม ทางเว็บไซต์ลอว์สยาม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโพสตั้งกระทู้-แสดงความเห็นต่างๆ ดังข้อความที่ปรากฎข้างต้น. หากท่านใดมีปัญหาในการใช้งาน สามารถติดต่อทีมงาน ที่ [email protected]




คำตอบ-ความคิดเห็น :-

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า

 
ความคิดเห็น ที่ 0


ลูกจ้างทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหาย ว่าจะใช้ค่าเสียหายให้พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือเป็นการทำสัญญาประนีประนอมในศาล ตามปวิเเพ่ง มาตรา138 ถ้าข้อตกลงไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลจะพิพากษาไปตามยอม และห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกา เว้นเเต่เข้าข้อยกเว้นตามปวิเเพ่งมาตรา138ว1(1)-(3) ก็ถ้าลูกจ้างและผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเขาประนีประนอมกันเเล้ว และท่านเป็นฝ่ายใดในคดี(ไม่เห็นเเจ้งความเกี่ยวพันมา) จึงจะไปอุทธรณ์ได้ล่ะครับ ภพ 081-9323142

โดย : ภพ อัพเดทวันที่ : 04/09/2012 20:12:45
 
ความคิดเห็น ที่ 0


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ขับรถโดยสารประจำทางไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถยนต์ที่โจทก์ขับมาเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 11,308 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,550 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เสียหายไม่เกิน 5,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว ตามสำเนาบันทึกประจำวันสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เป็นผลให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์จำเลยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารประจำทางเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์ขับมาเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย แล้วพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ได้ลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ศาลเห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว มีข้อความว่า "...หลังเกิดเหตุ นางแก้วตายินยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โดยจะทำการตกลงชดใช้ให้นายนพพร เป็นเงิน 6,000 บาท โดยนัดจะชำระเงินในวันที่10 มิถุนายน 2536 (ค่าเสียหายประมาณ 10,550 บาท) ถ้าหากนางแก้วตาไม่ชำระภายในกำหนด นายนพพรจะได้ทำการฟ้องร้องทางแพ่งต่อไป..." ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันตามข้อความนั้นแล้ว ซึ่งตามข้อความดังกล่าวก็ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดในความประมาทเลินเล่อและยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 6,000 บาท จากค่าเสียหายประมาณ 10,550 บาท ในวันที่ 10 มิถุนายน 2536 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระตามกำหนด โจทก์จะฟ้องร้องทางแพ่ง เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระค่าเสียหายกันเป็นจำนวนที่แน่นอนแล้ว หากไม่ชำระตามกำหนดก็จะถูกฟ้องร้องทางแพ่งถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันระงับข้อพิพาทอันเกี่ยวกับค่าเสียหายซึ่งเกิดจากมูลละเมิดขับรถชนกันให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลทำให้การเรียกร้องในหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดขับรถชนกันระงับสิ้นไป และทำให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดระงับไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดนั้น และย่อมทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างระงับไปด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เช่นกัน พิพากษาให้ยกฟ้อง " ผมจะอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 11,308 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,550 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โดย : dika อัพเดทวันที่ : 04/09/2012 21:39:18
 
ความคิดเห็น ที่ 0


กรณีที่ท่านให้มา แสดงว่าผู้ทำละเมิดกับผู้เสียหายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามปพพ.มาตรา850-852 แล้ว ผลคือผู้เสียหายยอมสละสิทธิเรียกร้องเดิม(มูลละเมิด)ที่มีต่อผู้ทำละเมิดแล้ว และได้สิทธิเรียกร้องใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ปพพ.มาตรา425 นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลเเห่งการละเมิดซึ่งลูกจ้างได้ทำไปในทางการที่จ้างนั้น ดังนั้น เมื่อสิทธิเรียกร้องตามมูลละเมิดระงับไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นายจ้างของผู้ทำละเมิด จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดอีกต่อไป ภพ 081-9323142

โดย : ภพ อัพเดทวันที่ : 05/09/2012 23:37:15
 
ความคิดเห็น ที่ 0


กรณีที่ท่านกล่าวมา แน่นอนเป็นไปตามฎีกา แต่ขาพเจ้าอยากทราบว่าถ้าท่านต้องการให้นายจ้างรับผิดร่วมกับลูกจ้างให้ได้แล้ว ท่านจะทำอย่างไร ^^

โดย : dika อัพเดทวันที่ : 05/09/2012 23:48:28
 
ความคิดเห็น ที่ 0


ลูกจ้างทำสัญญายอมนั้น กระทำเป็นตัวแทนของนายจ้าง อุทธรกลับแน่นอน จาก นบท.61

โดย : นบท.61 อัพเดทวันที่ : 10/09/2012 23:30:03

 




แสดงความคิดเห็นทางกฎหมาย


ผู้แสดงความเห็น :
E-mail:
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
 



 

... กรุณาเข้าสู่ระบบ ...
สงวนสิทธิ์การตอบกระทู้ สำหรับสมาชิกที่ ลงทะเบียน เข้าสู่ระบบ (Login) แล้วเท่านั้น .


การ Spam เว็บไซต์ มีความผิดตามกฎหมาย ระบบของเราได้บันทึก IP ของท่านทุกครั้งเมื่อมีการใช้งาน