หน้าปัจจุบัน : จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า
ความคิดเห็น ที่ 0 |
กรณี ถ้าสรุปได้ว่าคุณเป็นคู่สัญญากับบริษัท ก็ต้องถือว่าน้องหรือน้องร่วมกับตัวเเทนบริษัท ได้ทำการยักยอกเงินของคุณไป
เเต่ถ้าได้ความว่าคู่สัญญากับบริษัทคือน้องคนที่คุณกล่าวถึง ก็อาจเป็นการที่น้องผิดสัญญาว่าจ้างทำของ ถือว่าเป็นคดีเเพ่ง คุณชอบที่จะเรียกร้องให้น้องคนที่คุณกล่าวอ้างรับผิดชอบชำระค่าว่าจ้างให้คุณได้
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันะ์ระหว่าง บริษัท ตัวเเทน หรือน้อง หรือคุณ เท่าที่ให้ข้อมูลมาในกระทู้นี้ ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นคู่สัญญากับใครเเน่ อาจจำเป็นต้องดูเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี)มาประกอบด้วย
ภพ 081-9323142 |
| โดย : ภพ อัพเดทวันที่ : 12/09/2012 16:44:19 |
ความคิดเห็น ที่ 0 |
ในทางปฏิบัติ ถ้าคิดจะดำเนินคดี ก็แจ้งทั้งข้อหายักยอกและฉ้อโกงได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเทียบเคียง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 771/2490
พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง โจทก์
นางอ้วน จันทรศรี จำเลย
กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 80, 304, 313, 314, 320
ป.วิ.อ. มาตรา 39(6), 158(5)
ฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงให้เขาส่งทรัพย์ให้โดยมีเจตนาฉ้อโกงหรือมิฉะนั้นจำเลยคิดทุจริตยักยอกทรัพย์ที่เขามอบให้ ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 304,314 ดังนี้ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
ฟ้องเรื่องยักยอกหรือฉ้อโกงโจทก์หาว่าจำเลยกระทำผิดมาถึงวันก่อนฟ้องเดือนเศษ แม้ไม่ปรากฏว่ารู้เรื่องความผิดเมื่อไรก็ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
________________________________
ฟ้องโจทก์มีความว่า ข้อ 1. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2487 เวลากลางวัน จำเลยได้รับต่างหูเพชร 1 คู่ราคา 3,500 บาท ฯลฯ ของนางคำมูลไป ข้อ 2. วันเวลาใดไม่ปรากฏระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2487 ถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2489 จำเลยได้เอาทรัพย์รายนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ทั้งนี้โดยเมื่อวันเวลาดังกล่าวในข้อ 1 จำเลยได้มีเจตนาทุจริตฉ้อโกงด้วยใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมาแจ้งกล่าวว่ามีผู้ต้องการซื้อ จำเลยจะเอาไปจัดการขายให้ นางคำมูลหลงเชื่อจึงส่งทรัพย์ให้หรือมิฉะนั้นระหว่างวันเวลาดังกล่าวในข้อ 2 จำเลยได้มีเจตนาทุจริตยักยอกทรัพย์รายนี้ที่นางคำมูลได้มอบไปให้จัดการขาย ฯลฯ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 304, 314
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยบรรยายความผิดมาสองฐาน และไม่ปรากฏวันกระทำผิดแน่ชัด พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดฐานยักยอกนั้น ต่างก็เป็นเรื่องได้รับทรัพย์เขาไว้แล้วไม่คืน ต่างกันแต่ว่า เจ้าของได้ส่งทรัพย์ให้ด้วยอุบายหลอกลวงหรือมอบให้ด้วยความพอใจให้เก็บรักษาทรัพย์นั้น ซึ่งจะต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาประกอบการกระทำว่า จะต้องด้วยความผิดลักษณะฐานใดหรือไม่ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดตามวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว และที่โจทก์หาว่าจำเลยกระทำผิดมาจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2489 ซึ่งเป็นเวลาก่อนฟ้องเพียงเดือนเศษนั้น ข้อที่ไม่ปรากฏในฟ้องว่ารู้เรื่องความผิดเมื่อใด ไม่เป็นเหตุให้ยกฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลล่าง
( ชัยประชา - ธรรมบัณฑิต - นนทปัญญา ) |
| โดย : Manotham อัพเดทวันที่ : 19/09/2012 14:18:01 |