ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มกฎหมาย อาญา >> สรุปย่อ-สกัดหลักฎีกา คำบรรยายเนติฯ ฯลฯ กฎหมายอาญา มาตรา 59-106

ชื่อไฟล์ : สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) กลุ่มที่ 4,6,14,15,17,18 กลุ่มรวม (ใช้งานทั้งหมด) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
 
 


กลุ่มเตรียมสอบ 3 สนาม (กฎหมายอาญา และ กฎหมายพิเศษ อื่นๆ)

รายละเอียดเบื้องต้น

สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ)

อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71

-------------------

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3916/2534 (อ.เน้น น่าสนใจ) จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ที่ขมับผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า กูจะฆ่ามึงทิ้ง ถ้ามึงไปถึงกิ่งเมื่อไรกูจะฆ่าเมื่อนั้น ดังนี้ คำพูดของจำเลยขณะที่ใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายมีความหมายชัดเจนว่าจำเลยจะยิงผู้เสียหายเมื่อไปถึงกิ่งอำเภอไม่ใช่ยิงในขณะนั้นเป็นการกระทำในลักษณะขู่ผู้เสียหายมากกว่า หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ก็คงใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้เสียหายทันทีโดยไม่ต้องใช้อาวุธปืนจี้และมีการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตเช่นนั้น ประกอบกับผู้เสียหายกับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และจำเลยกระทำในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย.

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2491 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขนย้ายข้าวออกนอกเขตจังหวัดสมุทรสาครอันเป็นเขตกักกันข้าวขอให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติสำรวจและห้ามกักกันข้าวแต่โจทก์สืบพยานได้ความว่าขณะจำเลยถูกจับนั้นจำเลยยังมิทันได้นำข้าวออกนอกเขตจังหวัดสมุทรสาคร ดังนี้ เมื่อจำเลยมีเจตนาและการขนย้ายข้าวได้กระทำลงจนใกล้ชิดกับผลสำเร็จแล้ว ก็ลงโทษฐานพยายามได้ไม่ใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2536 (ออกสอบแล้ว) จำเลยเอายาเบื่อหนูใส่ในโอ่งน้ำดื่มของผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายทราบเสียก่อนไม่ยอมดื่มน้ำดังกล่าวผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80กรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา 90

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2547 คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้ว่า "ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยาก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือโดยทางปากหรือทางทวารได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสารพิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการกระทำให้เสียทรัพย์ถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวางเสียก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดพ้นขั้นตระเตรียมการแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2504 การที่จำเลยยกปืนที่พร้อมจะยิงได้จ้องไปทางเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกำลังกอดปล้ำจับกุมพวกของจำเลยโดยเจตนาที่จะยิง แม้ยังมิทันขึ้นนกปืนก็ตามก็เป็นพยายามกระทำความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่แล้วเพราะการลงมือยิงได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่ยกปืนที่พร้อมจะยิงได้ เล็งไปยังเป้าหมาย (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2504)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1647/2512 จำเลยมาพบผู้เสียหายที่บ่อน้ำ ผู้เสียหายพูดกับจำเลยเรื่องทำร้ายหลานชายผู้เสียหายซึ่งเป็นใบ้ จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายและพูดว่า เดี๋ยวยิง ผู้เสียหายท้าให้ยิง จำเลยจึงควักปืนออกมาปากกระบอกเพิ่งพ้นจากเอวยังไม่ทันหันมาทางผู้เสียหาย ก็ถูกผู้เสียหายแย่งไปได้ การที่จำเลยชักปืนออกมาเป็นเพียงเตรียมการเอาปืนออกมาเท่านั้นยังไม่ถึงขั้นลงมือ การที่จำเลยเพียงแต่ควักปืนยังไม่พ้นจากเอว จำเลยอาจทำท่าขู่ก็ได้ พฤติการณ์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาจะฆ่า การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1746/2518 การที่จำเลยยกปืนที่บรรจุกระสุนซึ่งพร้อมที่จะยิงได้จ้องไปยังผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะยิง แต่มีผู้ร้องห้ามและเข้ากอดจำเลยไว้ ประกอบกับผู้เสียหายวิ่งหนีเสียทันแม้จะไม่ได้ความชัดว่า ปืนนั้นได้ขึ้นนกแล้วหรือยังหรือนิ้วมือจำเลยแตะอยู่ในไกปืนพร้อมที่จะยิงได้แล้วหรือไม่ จำเลยก็มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2502 จำเลยยิงปืนตรงไปทางผู้เสียหาย แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายหลบเสียก่อนนั้น เป็นการกระทำไปตลอดแล้ว หากแต่ไม่บรรลุผลตามที่จำเลยเจตนาเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าคน
โจทก์ได้บรรยายในฟ้องว่า ได้มีการสมคบกันกระทำผิดแม้โจทก์จะไม่ได้อ้างบทมาตราที่บัญญัติถึงการร่วมกระทำความผิด ศาลก็รับฟังลงโทษจำเลยในฐานสมคบกันกระทำความผิดนั้นได้

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2484 บิดาเป็นคนต่างชาติแต่ระบุในใบสมัครรับเลือกตั้งว่าบิดาเป็นคนไทยนั้น มีผิดฐานแจ้งความเท็จตามกฎหมาย อาญา ม.118
กรณีที่ถือว่าโจทก์สืบไม่ได้ว่าจำเลยรู้ว่ายื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลโดยไม่มีสิทธิ์

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1489/2552 การที่จำเลยนำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปใช้อ้างและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานโดยกรอกข้อความในใบสมัครและใบขึ้นทะเบียนนักศึกษาก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยในการใช้หลักฐานปลอมดังกล่าวสมัครเข้าเป็นศึกษาโดยมุ่งประสงค์ให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อว่าสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนดังกล่าวเป็นเอกสารอันแท้จริงที่ออกให้แก่จำเลยการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
การกระทำของจำเลยดังกล่าวก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งสองแห่งเพราะอาจทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือนร้อนของผู้อื่น จึงเป็นความผิดร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลย

 

หลักการพยายามกระทำความผิดซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ตาม ป.อ. มาตรา 81 แตกต่างและเหมือนกับการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 80 อย่างไร

ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 2848/2559
ป.อ. มาตรา 59 เจตนา
มาตรา 81 พยามที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้
วัตถุระเบิดเป็นอาวุธซึ่งปกติมีอานุภาพในการทำลายสูง ที่จำเลยที่ 2 ใช้ระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหาย ระเบิดดังกล่าวบรรจุก้อนหินและเศษโลหะหลายชิ้น หากเกิดระเบิดก้อนหินกับเศษโลหะอาจถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ย่อมทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่นเดียวกับระเบิดชนิดอื่นๆ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้วัตถุระเบิดขว้างใส่ผู้เสียหายและเกิดระเบิดขึ้นถูกผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำไปโดยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แม้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเพียงมีบาดแผลบริเวณหนังตาขวาและต้นแขนขวาขนาด 2 คูณ 3 เซนติเมตร หลายแผล ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ก็เป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพของดินระเบิดที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำมีอานุภาพไม่ร้ายแรงเพียงพอที่จะทำอันตรายต่อชีวิตได้ หาใช่เป็นเพราะจำเลยทั้งสองมีเจตนาเพียงต้องการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายไม่ และการที่วัตถุระเบิดที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำมีอานุภาพไม่ร้ายแรงเพียงพอที่จะทำอันตรายต่อชีวิตได้ดังกล่าว ย่อมทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้

หมายเหตุ

1. หลักการในมาตรา 81 เรียกกันโดยทั่วไปว่า การพยายามกระทำความผิด ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ มีองค์ประกอบดังนี้
1.1 ผู้กระทำต้องมีเจตนากระทำความผิด และ 
1.2 ผู้กระทำได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว และ
1.3 ผู้กระทำกระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล
1.4 การกระทำนั้นไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ หรือเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ

2. การพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 81 และมาตรา 80 นั้น สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ผู้กระทำต้องมีเจตนา

3. ความแตกต่างระหว่าง ป.อ. มาตรา 80 และมาตรา 81 อยู่ตรงที่ว่า การไม่บรรลุผลตามมาตรา 80 เกิดขึ้นโดยเหตุบังเอิญและอาจเกิดจากปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำหรือวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ หรือเพราะเหตุอื่นๆ ก็ได้ ส่วนการไม่บรรลุผลตามมาตรา 81 นั้น เกิดขึ้นอย่างแน่แท้เด็ดขาดและเกิดเพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำหรือวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อเท่านั้น

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 980/2502 กรณีที่จะปรับด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 นั้นเกี่ยวกับปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น ใช้ปืนที่มิได้มีกระสุนบรรจุอยู่เลยยิงคน โดยเข้าใจผิดคิดว่ามีกระสุนบรรจุอยู่พร้อมแล้ว ซึ่งอย่างไรๆ ก็ย่อมจะทำให้ผู้ถูกยิงได้รับอันตรายจากการยิงมิได้เลย ดั่งนี้ จึงจะถือได้ว่า เป็นกรณีที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้
จำเลยใช้ปืนที่มีกระสุนบรรจุอยู่ถึง 7 นัดยิงโจทก์ร่วม กระสุนนัดแรกด้านไม่ระเบิดออกซึ่งอาจเป็นเพราะกระสุนเสื่อมคุณภาพหรือเพราะเหตุบังเอิญอย่างใดไม่ปรากฏ มิฉะนั้นแล้ว กระสุนก็ต้องระเบิดออกและอาจเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมได้ หาเป็นการแน่แท้ไม่ว่าจะไม่สามารถกระทำให้ผู้ถูกยิงได้รับอันตรายจากการยิงของจำเลยเช่นนั้นกรณีนี้ต้องปรับด้วย มาตรา 80 ไม่ใช่มาตรา 81และถ้าหากไม่มีคนเข้าขัดขวางจำเลยไว้ทันท่วงที จำเลยอาจยิงโจทก์ร่วมด้วยกระสุนที่ยังเหลือบรรจุอยู่นั้นต่อไปอีกก็ได้ ย่อมเห็นชัดว่า ไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายใน มาตรา 81

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 769/2513 จำเลยซึ่งเป็นเทศบาลมีหน้าที่ดูแลสะพานให้มีความมั่นคงแข็งแรง การที่จำเลยปล่อยปละละเลยให้สะพานผุพัง ราวสะพานเป็นช่องโหว่อยู่ก่อนผู้เสียหายตกลงไปไม่รีบซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยปลอดภัย นับว่าเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยอันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหายเมื่อพิเคราะห์ถึงการที่โจทก์ตกสะพานไป โดยไม่เดินอย่างคนธรรมดามัวแต่จับตาอยู่ดูการชกต่อยระหว่างเด็ก 2 คน เสียและเอาหลังพิงราวสะพานเอามือรูดไปจนถึงช่องโหว่จนตกไป เช่นนี้ เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของโจทก์อยู่ด้วย ถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์มีส่วนประกอบด้วย ค่าสินไหมทดแทนอันโจทก์ควรจะได้รับมากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นประมาณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2513 จำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหาย ปรากฏว่ากระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงนั้นเป็นกระสุนปืนด้านใช้ยิงไม่ได้ แต่จำเลยเข้าใจว่ายังคงใช้ได้จึงใช้ยิงผู้เสียหาย ถึงแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากระสุนของกลางนัดนี้เคยใช้ยิงมาก่อนแล้ว 3 ครั้ง กระสุนด้าน จำเลยนำมาใช้ยิงครั้งนี้อีกเป็นครั้งที่ 4กระสุนก็ด้านอีก ย่อมเห็นได้ว่าการที่จำเลยนำกระสุนด้านดังกล่าวมาใช้ยิงผู้เสียหายและกระสุนยังคงด้านไม่ระเบิดออกนั้น เป็นแต่เพียงการที่เป็นไปไม่ได้โดยเผอิญ หาเป็นการแน่แท้ว่าจะไม่สามารถทำให้ผู้ถูกยิงได้รับอันตรายจากการยิงของจำเลยเช่นนั้นไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าลักษณะพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 กรณีต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 14/2513)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2513 ผู้เสียหายรู้ตัวล่วงหน้าว่าจำเลยจะมายิงจึงย้ายจากห้องที่เคยนอนไปนอนที่ระเบียงจำเลยใช้ปืนแก๊ปยิงไปตรงที่ที่ผู้เสียหายเคยนอน กระสุนปืนจึงไม่ถูกผู้เสียหาย เช่นนี้ถือว่า ผู้เสียหายรู้ตัวและหลบไปโดยบังเอิญ อีกประการหนึ่งเมื่อผู้เสียหายยังคงอยู่ในเรือน กระสุนปืนก็อาจถูกผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบรรลุผลได้โดยแน่แท้ เพราะเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 29/2513)

 

 

 

 คำพิพากษาฎีกาที่ 5997/2560

ป.อ. มาตรา 59 เจตนา
มาตรา 81 พยายามไม่บรรลุผลได้อย่างแน่แท้

ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่ารถโดยสารประจำทางสายนครปฐม – สมุทรสาคร หมายเลขทะเบียน 10-1773 นครปฐม เป็นของโจทก์ร่วม มีนาย ท. ผู้เสียหายที่ 3 เป็นคนขับในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยกับพวกอีก 4 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนพกและวัตถุระเบิดยิงและขว้างปาใส่นาย ส. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งโดยสารมากับรถได้ลงจากรถและไปยืนอยู่ที่หน้ารถ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่บริเวณสะเอวและต้นขาซ้าย และรถโดยสารได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด กระจกหน้าและกระจกมองหลังด้านซ้ายแตก 
ประเด็นปัญหามีว่า การที่จำเลยใช้ระเบิดขว้างปาใส่ด้านหน้ารถเป็นความผิดฐานใด
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพิพากษาในส่วนของจำเลยว่า 
“จำเลยใช้ระเบิดขว้างปาใส่ด้านหน้ารถย่อมเล็งเห็นได้ว่าน่าจะเป็นอันตรายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 3 และผู้โดยสารอื่นๆ ในรถโดยจำเลยรู้อยู่ว่าระเบิดใช้งานได้อันเป็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาฆ่าแต่การกระทำไม่บรรลุผลจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า
โจทก์และโจทก์ร่วมไม่นำสืบว่าระเบิดมีอานุภาพร้ายแรงถึงขนาดทำอันตรายแก่ชีวิตหรือไม่ โดยโจทก์มีเศษเทปกาวสีดำที่เก็บได้จากถนนที่เกิดเหตุเป็นหลักฐานตรวจสอบแล้วพบเขม่าดินปืนติดอยู่ที่เศษเทปกาวของกลางเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้วัตถุระเบิดมาเป็นของกลางพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าระเบิดที่จำเลยใช้ขว้างมีอานุภาพร้ายแรง สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือไม่ 
เช่นนี้ฟังได้แต่เพียงว่าวัตถุระเบิดที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำมีอานุภาพไม่ร้ายแรงเพียงพอที่จะทำอันตรายแก่ชีวิตได้ ย่อมทำให้การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1974/2539 ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามที่โจทก์นำสืบกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆกันรวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบางบางยี่ขัน กรุงเทพมหานครและสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา19วรรคหนึ่ง(3)(4)และวรรคสองฉะนั้นพันตำรวจโทว. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันในขณะเกิดเหตุซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองถูกจับที่อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ามะกาซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา19วรรคสาม(ก)การที่พันตำรวจโทว. ได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยทั้งสองได้แล้วพันตำรวจโทว. คงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้นแต่พันตำรวจโทว. มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา19วรรคสาม(ข)ได้เมื่อพันตำรวจโทว. มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา140และ141แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา120โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2529 เมื่อธ.วิ่งหนีจำเลยไปแล้วจำเลยไม่ได้วิ่งไล่ตามไปยิงโดยกลับใจเอาปืนมาจ้องว.แทนทั้งที่มีโอกาสจะยิงธ.ได้จึงเป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดเมื่อจำเลยจ้องปืนไปทางว.แล้วว.พูดว่าไม่เกี่ยวและหลบเข้าไปทางหลังบ้านจำเลยเดินไปอีกทางหนึ่งโดยไม่ตามเข้าไปยิงว.ทั้งที่มีโอกาสจะยิงได้เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดจำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าธและว..

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5089/2542 จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ยอมคืนดีด้วย และจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายคบชู้ จำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงหลายครั้งแต่ไม่ถูกเพราะผู้เสียหายเอี้ยวตัวหลบได้ทัน และ จำเลยได้ใช้มีดปาดคอผู้เสียหายจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลที่คอ ขนาดกว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 10 เซนติเมตรมีบาดแผลฉีกขาดถึงกะโหลกศรีษะทำให้กะโหลกศรีษะ แตก การที่จำเลยเลือกแทงร่างกาย ปาดบริเวณลำคอ และฟันศรีษะ ผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญ และเมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยยังได้ใช้มีดโต้ฟันผู้เสียหาย อีกหนึ่งครั้ง จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและได้ลงมือกระทำความผิดไป ตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามฆ่าแล้ว แต่ผู้เสียหาย ไม่ตายสมดังเจตนา จึงเป็นกรณีที่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 แล้ว ส่วนการที่จำเลยทิ้งมีดโต้แล้วไปสวมกอดผู้เสียหายเพราะความรัก ผู้เสียหายและรักลูกมิใช่เป็นกรณี ยับยั้งเสียเองไม่กระทำการ ให้ตลอดไป อันจำเลยไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2541 จำเลยใช้มีดยาวทั้งด้ามรวม 8 นิ้วแทงผู้เสียหายหลายครั้ง โดยเฉพาะบาดแผลที่ท้องซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเป็นเหตุให้กระเพาะอาหารและตับ ฉีกขาด จำเลยย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำว่าจะเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ทั้งจำเลยได้กระทำผิด ไปโดยตลอดแล้ว การที่จำเลยไม่แทงผู้เสียหายซ้ำอีกและช่วยพาผู้เสียหายลงจากตึกที่เกิดเหตุไปรักษาพยาบาล ไม่ใช่เป็นการยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำบรรลุผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหายก่อนและเป็นการสมัครใจต่อสู้ทำร้ายซึ่งกันและกัน จำเลยจะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำโดยบันดาลโทสะไม่ได้

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 230/2502 การกระทำของจำเลยเป็นการพยายามปล้นทรัพย์ตามกฎหมายแต่การที่พวกจำเลยมิได้กระทำไปจนบรรลุผลสำเร็จ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายเป็นพวกเดียวกัน จึงหยุดการกระทำเสียนั้นเป็นการยับยั้งเสียเองหาใช่เพราะมีอุปสรรคอื่นขัดขวางจำเลยจึงยังไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 131 ครั้ง

 

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน ฯลฯ
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  








 
 
 
 
 
สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71 | สกัดหลัก ฎีกาเด่น 5 ดาว (กลุ่มกฎหมายอาญา) ที่น่าสนใจ (เอกสารเตรียมสอบ 3 สนาม) ที่ LawSiam.com :- สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71 , เตรียมสอบเนติบัณฑิต สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71 , เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71 , เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา สรุปฎีกาห้องบรรยายเนติ กฎหมายอาญา มาตรา 59-109 สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ 17 ส.ค 61 สมัยที่71 อัพเดท

คำแนะนำ

1. สกัดหลัก-คำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)
2. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
3. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22245 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์