ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม





หัวข้อ : คำพิพากษาศาลฎีกา เกี่ยวกับการยึดอำนาจในประเทศไทย
หมวดหมู่ : ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ประเด็นที่่น่าสนใจ ที่สามารถรวบรวมข้อมูล ของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์กฎหมาย ครูบาอาจารย์ เพื่อประโยชน์สำหรับนักกฎหมายรุ่นต่อๆไป ให้ทราบถึงแหล่งที่มาของกฎหมาย และระลึกถึง คุณงาม ความดี เชิดชูเกียรติยศ ของท่านผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายต่างๆ ให้อยู่คู่กับนักกฎหมายไทย ในยุคปัจจุบัน สืบต่อไป.




ศาลฎีกา
ความเคลื่อนไหวของนักศึกษาต่อต้านการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นำมาสู่การจับกุมนักศึกษาและอดีตนักศึกษา 14 คน เหตุเพราะไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร จึงขอนำคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการรัฐประหารโดยสรุปมาให้ได้อ่านกัน

ชนกนันท์ รวมทรัพย์ กลุ่มประชาคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประชาชน มองว่า สถานการณ์การเมืองถ้ามองในหลักประชาธิปไตย กำลังแย่ลงทุกวัน เพราะเราไม่มีเสรีภาพในการพูดการแสดงออก สิ่งที่พวกเรากำลังทำหรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากเผด็จการซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด

การที่รัฐบาลจับเพื่อนเราไปมันเป็นการจับด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรม อย่าลืมว่าอำนาจที่ได้มาจากการทำรัฐประหาร กฎหมายที่ร่างขึ้นมาก็ไม่ใช่กฎหมายที่ชอบธรรมเช่นกัน รัฐบาลควรเปิดพื้นที่เสรีในการแสดงออกเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุด (ที่มา นสพ.โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ข่าว “เสียงสะท้อนนักศึกษา บิ๊กตู่ต้องเปิดรูระบาย”)  

ประเด็นของนักศึกษาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่อยากมองว่าเหมือนเช่นที่ “กลุ่มทักษิณ”เคลื่อนไหวมาก่อนหน้านี้เพื่อที่จะไม่ให้กลุ่มตนได้รับโทษตามความผิด ด้วยการโจมตีการทำรัฐประหารและการยึดอำนาจว่า “ไม่ชอบธรรม” แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นตัวอย่าง  คนเหล่านี้ก็หาได้สนใจไม่ กลับทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ กระทำได้แม้กระทั่งจะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ตนพ้นผิดแบบ"สุดซอย" จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันต่อต้านโดยกลุ่มกปปส.ต่อมามีการใช้อาวุธสงครามเข้าทำร้ายกลุ่มกปปส.และในที่สุดก็เกิดการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกคนพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496

การที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศได้สำเร็จนั้นคณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาตต่อไปได้ มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งอยู่ด้วยความสงบไม่ได้ดังนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2490จึงเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์การแต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นรัฐมนตรีในตอนนั้น ก็ย่อมเป็นการชอบด้วย

คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่สั่งให้ปลดปลัดกระทรวงฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงอันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2485 มาตรา 61 และอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 แห่ง พระราบัญญัติกำหนดวิธีการพิจารณาลงโทษข้าราชการผู้กระทำผิดหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ พ.ศ.2490นั้นเป็นคำสั่งที่ออกมาในทางราชการโดยอำนาจและหน้าที่ในตำแหน่งราชการด้วยการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยตามบทกฎหมายที่ให้อำนาจเมื่อฟังได้ว่า เป็นการกระทำโดยสุจริตในอำนาจและหน้าที่ทั้งมิได้มุ่งที่จะให้เกิดเสียหายแก่ผู้ใดดังนี้ แม้จะวินิจฉัยผิดพลาด ก็หาเป็นละเมิดไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน ก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม ฉะนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 ซึ่งประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติบังคับแก่ประชาชนดังกล่าว จึงเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการปกครองในลักษณะเช่นนั้นได้ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามประกาศฉบับนี้ทำการจับกุมควบคุมโจทก์ได้โดยชอบ ฎีกาโจทก์ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

คำพิพากษาฎีกาที่ 1234/2523

ประการสุดท้ายโจทก์ฎีกาว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปต้องเลิกใช้ทันที เพราะเป็นการเหยียบย่ำอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมมีอำนาจที่จะออกประกาศหรือคำสั่งอันถือว่าเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไปได้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่มีบทกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดังกล่าวแล้ว ประกาศหรือคำสั่งนั้นจึงยังเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่

คำพิพากษาศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานที่นักกฎหมายต้องนำมาใช้เป็นบรรทัดฐาน การจะล้มหรือทำให้แนวทางวินิจฉัยตามคำพิพากษาฎีกาเปลี่ยนไป ต้องมีฎีกาในปีท้ายๆที่มาหักล้างเหตุผลในฎีกาเหล่านี้ ขณะนี้ยังไม่มีเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาฎีกา หรือ ฎีกาประชุมใหญ่ที่เห็นพ้องต้องกันว่า กฎหมายที่ออกมาโดยคณะปฎิวัติไม่มีผล

 

มติของที่ประชุมใหญ่ หรือ ฎีกาประชุมใหญ่ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีความขัดแย้งในคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นอำนาจเฉพาะของประธานศาลฎีกาที่จะใช้ในการเรียกประชุมใหญ่

อ้างอิง : http://thaitribune.org/contents/detail/330?content_id=12742&rand=1436082548

 





คำพิพากษาศาลฎีกา เกี่ยวกับการยึดอำนาจในประเทศไทย | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1274 ครั้ง
ลงวันที่ 05/07/2015 20:27:31





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุน ข้อมูลเตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21731 คน