หัวข้อ : พยานหลักฐานในคดีอาญา (มาตรา 226)
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



พยานหลักฐานในคดีอาญา (มาตรา 226)

- พยานที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ อาจเป็นพยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล แต่พยานดังกล่าวต้องมิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบด้วยประการอื่น
- พยานที่เกิดจาการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง เช่น ขู่เข็ญจูงใจว่า จะให้พยานออกโดยรับบำนาญและจะไม่จับกุมดเนินคดี รับฟังไม่ได้ ตามมาตรา 226 (ฎ. 1758/23)
- เจ้าพนักงานตำรวจจับ ส. ข้อหามียาบ้าในครอบครอง แล้วเสนอว่าถ้า ส. ไปล่อซื้อยาบ้าจากผู้อื่นจะไม่ดำเนินคดี ส. จึงไปล่อซื้อจากจำเลย คำเบิกความของ ส. ในฐานะพยานโจทก์ จึงเกิดจาการจูงใจหรือคำมั่นสัญญาโดยมิชอบ รับฟังเป็นพยานไม่ได้(ฎ. 1839/44)
- แต่ถ้าปรากฏว่า ผู้ต้องหาให้การโดยการตัดสินใจเอง มิใช่เกิดจากการล่อลวง ขู่เข็ญ หรือให้สัญญาของเจ้าพนักงาน ศาลรับฟังคำให้การดังกล่าวได้ (ฎ. 4765/43)
- การแสวงหาพยานหลักฐานโดยวิธีการล่อซื้อ ถ้าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่แล้ว ก็ถือว่าการล่อซื้อเป็นวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลยเท่านั้น ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเจ้าพนักงานตำรวจใช้สายลับนำเงินไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว (ฎ.4417/48,8187/43)
- แต่ถ้าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว แต่จำเลยกระทำผิดขึ้นเนื่องจากการล่อซื้อ ถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ (ฎ.4301/43,4077/49)
-ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ แต่ไม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ก็อ้างเป็นพยานได้ และคดีที่ไม่ได้ทำแผนที่เกิดเหตุ ไม่ทำให้พยานอื่นเสียไป (ฎ. 270/42) แผนที่เกิดเหตุเป็นเพียงพยานหลักฐานการจำลองถึงสถานที่เกิดเหตุตามที่พนักงานสอบสวนได้จัดทำขึ้น แม้จะมีระเบียบให้พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นเพื่อประกอบคดี แต่ถ้าพนักงานสอบสวนมิได้จัดทำ ก็หาทำให้พยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบเสียไปแต่อย่างใดไม่ หากพยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยได้โดยไม่จำต้องมีแผนที่เกิดเหตุ
- พยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ต้องได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย มิฉะนั้นรับฟังไม่ได้ เช่น คำรับของจำเลยชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานมิได้จดไว้ และทั้งเกิดขึ้นโดยมิได้ตักเตือนให้จำเลยทราบก่อนว่าถ้อยคำของจำเลยอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้นั้น ใช้ยันจำเลยไม่ได้ (ฎ.769/82) หรือพยานหลักฐานมีเพียงคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อยในการรับฟัง นอกจากนี้จำเลยยังนำสืบว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจซ้อม โดยมีบันทึกข้อความซึ่งพยาบาลเทคนิครับรองอาการบาดเจ็บของจำเลย ทั้งจำเลยอ้างว่าจำเลยไม่เคยลงลายมือชื่อในเอกสารใด ให้เจ้าพนักงานตำรวจ ดังนี้บันทึกการตรวจค้นจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ตามมาตรา 226

พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบประการอื่น
- ได้แก่ พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อาญา หรือที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น เช่น ในการถามคำให้การผู้ต้องหาห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำ หรือจัดให้ทำการใดๆซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เพื่อจูงใจให้เขาให้การอย่างใดๆในเรื่องที่ต้องหานั้น (มาตรา 135) การที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่จำเลยว่าผู้ตายยังไม่ตาย ซึ่งผิดจากความจริง จำเลยจึงยอมรับว่าเป็นผู้ขับรถคันที่ไปชนรถยนต์ที่ผู้ตายขับ ไม่เป็นการล่อลวงเพื่อจูงใจให้จำเลยให้การตามมาตรา 135 (ฎ. 924/44) เรื่องนี้เป็นการดำเนินการที่พนักงานสอบสวนได้ทำไปเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามอำนาจของกฎหมาย
- พยานที่เบิกความโดยไม่สาบานตนหรือกล่าวคำปฎิญาณ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 (ฎ.824/92)
- คดีปลอมเอกสาร แม้ไม่มีตัวเอกสารมาเป็นพยานในคดี ศาลฟังพยานบุคคลลงโทษจำเลยได้ (ฎ. 416/23)
- คำแถลงของผู้เสียหาย ไม่ใช่คำพยาน ศาลจะสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยยกฟ้องไม่ได้(ฎ. 2484/20)
-ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบถามบุคคลภายนอก โดยบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน รับฟังไม่ได้ (ฎ. 392/86)
- พยานที่นำมาเบิกความในชั้นศาล ไม่จำต้องให้การมาแล้วในชั้นสอบสวน ก็เป็นพยานที่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลก็รับฟังได้ (ฎ. 2107/14,4012/34) และการสอบปากคำพยานในชั้นสอบสวน ก็ไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าจำเลย (ฎ. 6612-3/42)
- พยานเอกสาร ก็ไม่จำต้องเป็นเอกสารที่มีการสอบสวนมาแล้วและอยู่ในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ศาลรับได้ (ฎ. 1548/35)
- ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์อ้างแต่คำเบิกความของพยานในคดีแพ่ง โดยไม่นำมาเบิกความด้วย รับฟังว่าคดีมีมูลไม่ได้ (ฎ. 604/92)
- คดีที่ผู้เสียหายและผู้ต้องหาต่างฟ้อง และรวมพิจารณากัน ต้องฟังพยานหลักฐานรวมกัน (ฎ. 133-4/91) จะแยกว่าพยานคนนี้เป็นพยานเฉพาะของโจทก์คนใดคนหนึ่งไม่ได้ แม้โจทก์อีคนหนึ่งจะมิได้อ้างพยานนั้นๆก็ตาม ตลอกจนการพิพากษาก็เป็นคดีเดียวกัน จะแยกยกฟ้องสำนวนหนึ่ง ลงโทษอีกสำนวนหนึ่งไม่ได้
- แต่ถ้าศาลมิได้สั่งรวมพิจารณา ต้องฟังพยานหลักฐานแยกกัน แม้พยานโจทก์จะเป็นชุดเดียวกันก็ตาม(ฎ. 1679/26)
- กรณีพยานที่เบิกความในสำนวนหนึ่งก่อนที่จะสั่งรวมพิจารณากับอีกสำนวนหนึ่ง แต่ภายหลังที่ศาลสั่งรวมสำนวนแล้ว พยานปากดังกล่าวมิได้มาเบิกความอีก ดังนี้ จะนำเอาคำเบิกความของพยานปากนั้นมาฟังเป็นโทษจำเลยในคดีหลังไม่ได้ (ฎ. 840/36) เพราะไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยในคดีหลัง แต่อาจรับฟังได้เป็นเพียงพยานประกอบพยานอื่นในสำนวนหลังเท่านั้น โปรดดู มาตรา 226/5 (แก้ไขปี 50)
- การพิจารณาของโจทก์ร่วมมิเสียไป แม้ภายหลังศาลจะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม ศาลรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมได้ (ฎ. 186/14,1281/03)
- ในคดีอาญาสามารถนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารได้ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94 วิแพ่ง (ฎ. 3224/31)
- การที่จำเลยลงชื่อในแผนที่เกิดเหตุ เพราะพนักงานสอบสวนบอกว่าลงชื่อแล้วกลับบ้านได้ ไม่ได้หมายความว่าจำเลยถูกบังคับหรือหลอกลวง แต่เป็นการลงชื่อโดยสมัครใจเอง
-การพิพากษาคดีอาญา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ให้ศาลจำต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งหรือในคดีอาญาเรื่องอื่น (ฎ.4751/39)
- ตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์ ห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานเฉพะคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ห้ามรับฟังในคดีอาญา (ฎ. 90-2/4...)




พยานหลักฐานในคดีอาญา (มาตรา 226) | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2216 ครั้ง
ลงวันที่ 17/05/2013 15:25:24





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[วิธีชำระเงิน]
[ข้อมูลเตรียมสอบฯ คลิก!]


ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 24906 คน


sitemap.xml