หัวข้อ : บทบาทพนักงานอัยการกับการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย - อรรถพล ใหญ่สว่าง
หมวดหมู่ : กฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง คำวินิจฉัยชี้ขาด คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อื่นๆ





นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ต่อเนื่องกันมานั้น ได้ให้ความสำคัญและให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาภายใต้หลักนิติธรรมหลายประการ อาทิ สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม หรือสิทธิที่จะไม่ถูกล่อลวง ขู่เข็ญ หรือให้สัญญาในชั้นสอบสวนเป็นต้น

แม้ว่าต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ "คสช." เข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง รวมทั้งได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทำขึ้น 

โดยมาตรา 32 "...กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาคณะหนึ่งจำนวน 36 คนเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ..." โดยให้มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมสาระสำคัญให้รอบด้าน

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญในส่วนบททั่วไปของ "ศาลและกระบวนการยุติธรรม" ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทยที่จะจัดทำขึ้นนี้ จะเป็นการวางหลักพื้นฐานที่เกี่ยวกับ "กระบวนการยุติธรรม" ทั้งระบบ โดยหนึ่งในเนื้อหาสาระที่สำคัญนั้นก็มีเรื่องของการปรับปรุงและการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในส่วนการสอบสวนคดีอาญา "โดยกำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายจะบัญญัติในรายละเอียดต่อไป" ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เล็งเห็นแล้วว่า การกำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญนั้น จะเป็นประโยชน์ในการใช้ดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาสั่งคดีอาญาของพนักงานอัยการ ให้เป็นไปอย่างสัมฤทธิผล มีประสิทธิภาพ มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิด 

รวมทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ดุลพินิจให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแก่ประชาชน และก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาและการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยอย่างสูงสุด เฉกเช่นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศสากลทั่วไป ที่การสอบสวนคดีอาญานั้นจำเป็นที่พนักงานอัยการจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนด้วยเสมอ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยานบุคคลต่างๆ ได้รับความคุ้มครองและความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้องรวดเร็วเป็นธรรมและมีมาตรฐานที่ชัดเจนตามลำดับ 



สําหรับรูปแบบองค์กรอัยการที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญต่างประเทศนั้น มีอยู่ 3 รูปแบบ กล่าวคือ

สถานะของพนักงานอัยการในประเทศทางสากล

1.รัฐธรรมนูญที่กำหนดรับรองความเป็นอิสระของพนักงานอัยการและองค์กรอัยการตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฮังการี รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐไซปรัส และรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแอลเบเนีย

2.รัฐธรรมนูญที่กำหนดรับรองความเป็นอิสระของพนักงานอัยการและองค์กรอัยการตามรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นองค์กรในฝ่ายบริหาร เช่น รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโดมินิกัน รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ และรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์

3.รัฐธรรมนูญที่กำหนดรับรองความเป็นอิสระของอัยการและองค์กรอัยการตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสวีเดน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐรัสเซีย รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโปรตุเกส และรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน

จริยธรรมและมาตรฐานการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในทางสากล

จริยธรรมและมาตรฐานการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในทางสากลก็ได้แสดงถึงแก่นจริยธรรมแห่งวิชาชีพพนักงานอัยการตรงกันในสาระสำคัญ ประกอบด้วยหลักการใหญ่ 6 ประการ กล่าวคือ

1.ต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของการเป็นพนักงานอัยการ

2.ต้องมีความเที่ยงธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางปราศจากอคติ ไม่ยอมให้อิทธิพลหรืออคติใดๆ มาอยู่เหนือการวินิจฉัยหรือการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการ

3.ต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพกฎหมายและการปฏิบัติงานสมกับการเป็นพนักงานอัยการ โดยเป็นไปอย่างรอบคอบและรวดเร็ว

4.ต้องมีจิตสำนึกที่มุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของสาธารณชนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

5.ต้องดำเนินบทบาทที่แข็งขันในการตรวจสอบให้ได้ความจริงตามหลักนิติธรรมเพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม

6.ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสมและให้ความร่วมมือที่ดีในการอำนวยความยุติธรรม



หลักประกันความเป็นอิสระในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของพนักงานอัยการ

ในระดับประเทศที่เป็นสากล ล้วนแล้วแต่ให้การยอมรับในหลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ จึงกำหนดให้โครงสร้างในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ต้องสร้างหลักประกันความเป็นอิสระให้แก่องค์กรอัยการทั้งสิ้น อาทิ



พนักงานอัยการในประเทศฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสถือว่าพนักงานอัยการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมและมีฐานะเป็นข้าราชการตุลาการเหมือนกับผู้พิพากษา เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ต่างกันเท่านั้น โดยสามารถโยกย้ายสลับหน้าที่กันได้ โดยพนักงานอัยการเป็นอิสระไม่ขึ้นกับศาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะสั่งให้อธิบดีอัยการ มีคำสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาไม่ได้



พนักงานอัยการในประเทศญี่ปุ่น

พนักงานอัยการแต่งตั้งโดยพระบรมราชโองการของสมเด็จพระจักรพรรดิเช่นเดียวกับผู้พิพากษา จึงมีสถานะเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ พนักงานอัยการมีความเป็นอิสระ โดยปลอดจากอิทธิพลในทางการเมืองและอิทธิพลที่ไม่ชอบต่างๆ โดยพนักงานอัยการได้รับการประกันในสถานะพนักงานอัยการอย่างสูง ได้รับความคุ้มครองจากอำนาจทางการเมืองในระดับเดียวกับผู้พิพากษา คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจปลดพนักงานอัยการหรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือลดเงินเดือนได้เลย ยกเว้นการถูกดำเนินการทางวินัยหรือเหตุอื่น ทั้งนี้ เพื่อให้หลักประกันในการฟ้องดำเนินคดีของพนักงานอัยการโดยอิสระอย่างแท้จริง ไม่เป็นแต่เพียงในนามเท่านั้น



พนักงานอัยการในประเทศเกาหลีใต้

พนักงานอัยการเกาหลีมีอำนาจโดยตรงในการสอบสวนคดีอาญาทุกคดีโดยอิสระ ในทางปฏิบัติ คดีอาญาสำคัญที่พนักงานอัยการจะเข้าไปทำการสอบสวนเอง (Targeting Area) คือ คดีอาญาเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงของประเทศ เช่นข้าราชการระดับสูงเกี่ยวข้องกับทุจริต คดีอาญาที่ผลกระทบต่อสาธารณะคือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง เช่น คดีปั่นหุ้น คดีองค์กรอาชญากรรมหรือความผิดทางการเงินของบริษัทขนาดใหญ่คดีอาญาที่ต้องการความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวนในการทำคดี เช่น คดีทุจริตเลือกตั้ง คดีความผิดของนักการเมือง คดีอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของพนักงานสอบสวน เป็นต้น



หลักประกันความเป็นอิสระของพนักงานอัยการในประเทศไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 225 ได้บัญญัติให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งรับรองสถานะของพนักงานอัยการให้มีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม ปราศจากการแทรกแซงและให้องค์กรอัยการ มีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นเพื่อเป็นการประกันความเป็นอิสระขององค์กรอัยการและสร้างความโปร่งใสให้แก่องค์กร 

ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 และมีบทบัญญัติสอดคล้องกับหลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ตามลำดับ 

มีผลทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งแต่เดิมเคยเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมอยู่ภายใต้กำกับดูแลของฝ่ายบริหาร ไปเป็นหน่วยธุรการขององค์กรอัยการที่มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น



บทบาทพนักงานอัยการกับการสอบสวนภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย

ในทุกระบบและทุกสกุลกฎหมายหลักของโลกต่างก็ยอมรับใน "หลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ" ที่มิอาจให้องค์กรหรือบุคคลใดเข้าแทรกแซงใช้อิทธิพลเหนือดุลพินิจในการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการได้ และหลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการนั้น ก็เป็นที่ยอมรับและเห็นว่า มีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยด้วย 

เช่นเดียวกันเช่นนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าการกำหนดให้พนักงานอัยการไทยมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาสั่งคดีอาญาของพนักงานอัยการ ให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแก่ประชาชน และก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาและการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยอย่างสูงสุด

เฉกเช่นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศในทางสากลทั่วไป ที่การสอบสวนคดีอาญานั้น จำเป็นที่พนักงานอัยการจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนด้วยเสมอ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยานบุคคลต่างๆ ได้รับความคุ้มครองและความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสม

จากรัฐได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้องรวดเร็วเป็นธรรมและมีมาตรฐานที่ชัดเจนตามลำดับ ทั้งนี้ ปรากฏตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย ตามลำดับ ดังนี้ 

"มาตรา 3 วรรคสอง

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

มาตรา 44 บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้

... (5) ในคดีอาญาผู้เสียหายผู้ต้องหาจำเลยและพยานมีสิทธิได้รับความคุ้มครองและความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้องรวดเร็วเป็นธรรมและมีมาตรฐานที่ชัดเจน ผู้ต้องหาและจำเลยมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากทนายความซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติและรับทราบเหตุผลประกอบการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ...

มาตรา 220 การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปโดยเที่ยงธรรมปราศจากอคติทั้งปวงตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย...

มาตรา 228 องค์กรอัยการมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย...

ในการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญ ให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ...

สำนักงานอัยการสูงสุดมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 282 ให้มีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามแนวทางดังต่อไปนี้

...(8)...ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจสอบสวนร่วมกับหน่วยงานด้านการสอบสวนในกรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม..."



บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาและการยกระดับของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยในรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทยของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญ ซึ่งจะกำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน หรือในคดีอาญากรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม เช่น อาจจะเป็นคดีที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยและเศรษฐกิจของประเทศ คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คดีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวน หรือแม้กระทั่งคดีอาญาที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไปก็ได้ 

กล่าวคือ ผู้เขียนเห็นว่า การร่วมสอบสวนของพนักงานอัยการในคดีอาญาที่สำคัญนี้ เป็นเพียงการให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการเข้าร่วมการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญโดยร่วมกับพนักงานสอบสวน ไม่ใช่ให้มีอำนาจการสอบสวนอิสระ ในลักษณะเป็นการผูกขาดไว้แก่พนักงานอัยการแต่อย่างใดไม่ 

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนยังเห็นว่าการให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการเข้าร่วมการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญ และสามารถให้คำแนะนำหรือมีคำสั่งในการสอบสวนแก่พนักงานสอบสวนได้นั้น จะส่งผลดีเพราะทำให้พนักงานอัยการที่เข้าร่วมการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน จะรับรู้และรับทราบ รวมทั้งได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงในคดี และสามารถแก้ไขปัญหาหรือขจัดข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนได้สำเร็จและรวดเร็วเสียตั้งแต่ต้น ตลอดจนทำให้ปัญหาความล่าช้าของขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนก็จะลดน้อยลงไป พยานหลักฐานที่เป็นเท็จหรือพยานหลักฐานที่แอบแฝงและปะปนมาด้วยความไม่สุจริตหรือไม่ตรงกับความจริง 

เช่น การสอบสวนพยานหลักฐานที่เน้นหนักหรือเข้าข้างไปในข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะไม่มีเกิดขึ้น จึงส่งผลดีกับประชาชนและสังคมโดยถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะตกอยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา หรือพยานบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกกรณี ดังเช่น ในประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ที่ให้พนักงานอัยการซึ่งมีหลักประกันความเป็นอิสระในการทำงานดังเช่นศาล เข้าไปมีส่วนร่วมในการสอบสวนคดีอาญาในทางใดทางหนึ่ง 

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเห็นว่าบทบาทของพนักงานอัยการกับการสอบสวนร่วมในคดีอาญาที่สำคัญกับพนักงานสอบสวนภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทยนั้น ควรที่จะมีการระดมสมอง พัฒนาศักยภาพและปรับปรุงเพิ่มเทคนิคการสอบสวนของทั้งพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน อาทิ โดยการจัดตั้งสถาบันการสอบสวนแห่งชาติขึ้นมาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่ต้องแยกงานการสอบสวนและพนักงานสอบสวน ออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างไร เนื่องจากพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทั่วไปนั้น ต่างเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการสืบสวนและสอบสวนงานคดีอาญา เป็นอย่างดีอยู่แล้ว 

โดยสถาบันการสอบสวนแห่งชาติดังกล่าวนี้ ควรเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ในการฝึกอบรมทั้งทางปฏิบัติและทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ จากทางนักวิชาการด้านกฎหมาย นักการเงินการธนาคาร นักเศรษฐศาสตร์ นักนิติวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ หรือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนว่า สำหรับเทคนิค เทคโนโลยี หรือความรู้ในวิทยาการใหม่ๆ หรือในทางนิติวิทยาศาสตร์ ในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญดังกล่าวได้อย่างไร 

อย่างไรก็ดี พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนก็ควรจะทำงานรวมกันในลักษณะบูรณาการการทำงาน เพื่อให้การสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง มีความเที่ยงธรรม และมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ไม่ใช่ลักษณะของการมีทัศนคติว่าการเข้ามาสอบสวนร่วมของพนักงานอัยการนั้น จะเป็นการเข้ามาตรวจสอบการทำงานหรือเป็นการเข้ามาเพื่อคานอำนาจกันระหว่างพนักงานอัยการกับพนักงานอัยการสอบสวนแต่อย่างไร 

เช่นนี้ ก็จะตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย โดยเป็นประโยชน์ต่อการใช้ดุลพินิจให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน และก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาและการยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยอย่างสูงสุด เฉกเช่นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศในทางสากลทั่วไปอย่างแท้จริง

(ที่มา : มติชนรายวัน 12 พ.ค.2558)





บทบาทพนักงานอัยการกับการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย - อรรถพล ใหญ่สว่าง | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2431 ครั้ง
ลงวันที่ 13/05/2015 22:47:33





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[วิธีชำระเงิน]
[ข้อมูลเตรียมสอบฯ คลิก!]


ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 24838 คน


sitemap.xml