LawSiam.com

ลอว์สยาม ดอทคอม แบ่งปันความรู้ เตรียมสอบ 3 สนาม

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป: ลงทะเบียน หรือ เข้าระบบที่นี่*]





หัวข้อ : สรุปเนติ-รวมคำพิพากษาฎีกา "ยืม" เนติ สมัย 1/67 เล่มที่ 1
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







รวมฎีกายืม เล่มที่ 1
เนติ 1/67 โดย อาจารย์ ปัญญาถนอมรอด
บรรยายวันที่ 26 พฤษภคม 2557

ข้อมูลชุด เผยแพร่ แบ่งปันโดยคุณ Kty ning
---------------------------------


ยืมเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง อยู่ใน ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 9 เนื่องจากสัญญายืมเป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย จึงต้องนำหลัก กม.เรื่องนิติกรรมและหนี้มาใช้ด้วย เราต้องคำนึงถึงกฎหมายในหลักทั่วไปในบรรพ 1 และบรรพ 2 ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องดังต่อไปนี้

1.เจตนาของคู่สัญญา เมื่อ ยืม เป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย เมื่อเป็นนิติกรรมก็ต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 “มุ่งต่อผลต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล” ดังนั้นการที่พนักงานในหน่วยงานหนึ่งทำใบยืมให้หน่วยงานนั้น เพื่อเบิกเงินไปจ่ายในกิจการของหน่วยงานนั้นเอง ไม่ถือเป็นสัญญายืม เพราะเค้าไม่มีเจตนาจะยืมเงินของหน่วยงานไปใช้ และนำเงินไปใช้ในหน่วยงาน มิได้นำไปใช้ส่วนตัว การทำใบยืมเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของหน่วยงาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2529 โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา640และมาตรา650ลักษณะ9เรื่องยืมเป็นกรณีที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมเพื่อประโยชน์ของผู้ยืมหาใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ให้ยืมไม่การที่โจทก์ผู้ให้ยืมให้จำเลยยืมเงินไปเป็นการทดรองเพื่อให้จำเลยนำไปใช้สอยในกิจการของโจทก์เป็นประโยชน์ของโจทก์ผู้ให้ยืมเองรูปเรื่องจึงปรับเข้าด้วยลักษณะ9เรื่องยืมแห่งบทบัญญัติกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงผูกพันกันในลักษณะอื่นโดยเฉพาะต้องพิจารณาเจตนารมณ์ระหว่างคู่กรณีมุ่งผูกพันกันแค่ไหนอย่างไรการที่จำเลยลงชื่อในใบยืมเงินทดรองของโจทก์นั้นได้กระทำไปโดยตำแน่งหน้าที่ของจำเลยในฐานะพนักงานของโจทก์ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของตนตามระเบียบแบบแผนของโจทก์ที่วางไว้เพื่อใช้ดำเนินงานของโจทก์โดยมอบให้ จ.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปดำเนินการต่อไปเพื่อให้งานของโจทก์ดำเนินไปโดยเรียบร้อยแม้จะมีข้อบังคับให้ผู้ยืมต้องนำใบสำคัญคู่จ่ายที่ถูกต้องพร้อมทั้งเงินที่เหลือจ่ายส่งใช้แก่โจทก์ตามกำหนดก็เป็นเรื่องกำหนดความรับผิดชอบของผู้ยืมไว้เป็นการเฉพาะเป็นหลักปฏิบัติงานในหน่วยงานของโจทก์เมื่อจำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้ยืมตามกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินรายพิพาทแก่โจทก์.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2538 โจทก์ยืมเงินจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นกรณีที่โจทก์ปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการและเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการเท่านั้นหาใช่ทำในฐานะส่วนตัวไม่การคืนเงินยืมดังกล่าวก็เพียงแต่นำใบสำคัญที่คณะกรรมการจ่ายเงินได้จ่ายไปนำไปเบิกจากงบประมาณแผ่นดินแล้วนำไปชำระแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหาจำต้องนำเงินส่วนตัวมาชำระคืนไม่โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา650เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ยืมเงินโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีหนี้ต่อกันหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงไม่มีผลบังคับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6414/2551 จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติโจทก์ และได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการอบรมลูกจ้างประจำโรงเรียนปฏิรูปการศึกษา การที่จำเลยขอยืมจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการอบรมลูกจ้างประจำโรงเรียนปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การทำสัญญาการยืมเงินเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลย จึงมิใช่เป็นการยืมตามลักษณะ 9 แห่ง ป.พ.พ. และไม่อาจนำบทบัญญัติในลักษณะ 9 มาใช้บังคับในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้
ถ้าผู้ทำใบยืมนำเงินไปใช้ในการอื่นไม่ถูกต้องตามระเบียบ อาจต้องรับผิดฐานละเมิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2520
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ยืมเงินทดรองจากโจทก์ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับขององค์การโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยืมเงินทดรองแล้วมอบฉันทะให้จำเลยที่ 1 รับแทน แล้วจำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกไปโดยไม่ได้ติดตามควบคุมให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับให้มีการหักล้างเงินยืมภายใน 7 วัน หรือ 30 วัน นับแต่วันจ่ายเงินของแต่ละประเภทตามระเบียบข้อบังคับนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ปฏิบัติราชการโดยประมาทเลินเล่อต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1
การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ลงชื่อในใบยืมเงินทดรองของโจทก์ไปโดยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะพนักงานของโจทก์ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของตนตามระเบียบแบบแผนของโจทก์ที่วางไว้เพื่อใช้ดำเนินงานของโจทก์โดยมอบฉันทะให้จำเลยที่ 1 ส่งเงินไปยังหน่วยงานที่ยืมนั้น แม้จะมีข้อบังคับให้ผู้ยืมต้องส่งเงินเหลือจ่ายคืนพร้อมใบสำคัญคู่จ่ายเพื่อหักล้างบัญชีก็เป็นเรื่องกำหนดความรับผิดชอบของผู้ยืมไว้เป็นการเฉพาะเป็นหลักปฏิบัติงานในหน่วยงานของโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้อยู่ในฐานะของผู้ยืมตามกฎหมาย

2. ความสามารถในการทำนิติกรรม เพราะสัญญายืมเป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย เกิดจากเจตนาที่ตรงกัน บุคคลผู้ทำสัญญายืม อาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ 
2.1 กรณีบุคคลธรรมดา คู่สัญญายืมต้องมีความสามารถ มิฉะนั้นสัญญายืมตกเป็นโมฆียะ ตาม มาตรา 153 สัญญาที่เป็นโมฆียะใช้ได้จนกว่าจะถูกบอกล้าง โดยบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 
2.2 กรณีนิติบุคคลเป็นคู่สัญญา ความประสงค์ของนิติบุคคลต้องแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคลและต้องอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล ตาม ป.พ.พ.มาตรา 66 
ดังนั้นสัญญาจะผูกพันนิติบุคคลหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้แทนฯกระทำภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคลหรือไม่

*****กรณีที่ถือว่าผู้แทนฯกระทำภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคล เช่นกู้เงินมาใช้ประกอบในกิจการค้าของนิติบุคคลนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2540 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจการค้า การประกอบธุรกิจดังกล่าวจึงต้องมีการซื้อขายและต้องมีเงินทุนในการดำเนินกิจการ การกู้ยืมเงินมาเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 นั่นเอง หาใช่เป็นการกระทำนอกเหนือวัตถุประสงค์อย่างใดไม่ การที่จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหลังจากจำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว จำเลยที่ 2 ยังคงแสดงตนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญารับมอบสินค้าเชื่อกับโจทก์รวมทั้งดำเนินการขายลดเช็คแก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดหรือให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 สัญญาที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์จึงมีผลใช้บังคับได้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดในวันที่ 19 เมษายน 2523 แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยังเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์มิได้บอกเลิก พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่ออายุสัญญาออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลา สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงยังมีอยู่ ดังนั้น โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อมาได้ ภายหลังโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ซึ่งครบกำหนดวันที่ 5 กันยายน 2526 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันหักทอนบัญชีนับแต่นั้น โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3896/2525 การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์มาใช้ในกิจการค้าของจำเลยที่ 1 หาเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ไม่
การที่โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ และรับเงินจากโจทก์ไปต่างกับฟ้องที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอันยุติ และตามอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินโจทก์แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหานี้

****** ผู้แทนฯกระทำนอกขอบวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคล นิติบุคคลก็ไม่ต้องรับผิด 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4193/2528 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2523ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2523 จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แล้ว ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในใบถอนเงินฝากประจำทำการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ แล้วโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 อันเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับและเป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียเงินฝากประจำขาดดอกเบี้ยที่จะได้รับ และต้องเสียชื่อเสียงในการดำเนินกิจการ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วจึงไม่เคลือบคลุมกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์โดยมิได้ลงวันถอนมอบให้จำเลยที่1ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่3เมื่อจำเลยที่ 2 วันเดือนปีในใบถอนเงินแล้วใช้หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์โอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้ แม้จะกระทำภายหลังที่โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอยกเลิกลายเซ็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วก็ตามถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือสมัครใจให้ทำเช่นนั้น จึงไม่เป็นการทำละเมิด โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้ำประกันหนี้ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์มอบให้จำเลยที่ 1ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ จึงไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4778/2531 จำเลยที่ 3 เป็นบริษัทจำกัด ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งเมื่อบริษัทจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้า และเพื่อทำการกู้ยืมเงินค้ำประกันและรับรองทั้งบุคคลหรือนิติบุคคลเพื่อกิจการค้าของบริษัทดังนั้นการที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้กระทำเพื่อกิจการค้าของบริษัทเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด แม้ตามสัญญาชักส่วนลดเช็คข้อ 1 จะระบุว่า เช็คที่จำเลยที่ 1เสนอให้โจทก์ชักส่วนลดต้องเป็นเช็คของธนาคารในประเทศไทยสั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้สินค้าที่จำเลยที่ 1 ขายให้แก่ผู้สั่งจ่ายก็ตามแต่ตามสัญญาข้อ 7 ให้สิทธิโจทก์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาและไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1หลุดพ้นหรือลดน้อยลง เมื่อจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาชักส่วนลดเช็คของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและตามสัญญาค้ำประกันยินยอมให้โจทก์มีสิทธิเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อกำหนดใด ๆของสัญญาชักส่วนลดเช็ค โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 4ทราบ และให้ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้ตกลงยินยอมด้วย ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นจากข้อผูกพันและความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังนั้นแม้โจทก์จะรับเช็คที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายนำมาชักส่วนลดก็ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้ตกลงยินยอมด้วยจำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาชักส่วนลดเช็คกับโจทก์รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายหนังสือสัญญาชักส่วนลดเช็คท้ายฟ้องและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้กับโจทก์ รายละเอียด ปรากฏตามภาพถ่ายหนังสือค้ำประกันท้ายฟ้อง ดังนั้นสัญญาชักส่วนลดเช็คและสัญญาค้ำประกันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง การที่ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงหาเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

**** แต่หากนิติบุคคลได้รับประโยชน์จากนิติกรรมไปแล้ว แต่เมื่อต้องรับผิดหรือมีหน้าที่ตามสัญญา จะมาอ้างว่าเป็นเรื่องนอกเหนือวัตถุประสงค์ไม่ได้ ****

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4211 - 4212/2528 นิติบุคคลซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยแต่ได้รับประกันวินาศภัยไว้เมื่อได้รับเบี้ยประกันภัยอันเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้เอาประกันภัย นิติบุคคลนั้นจะปฏิเสธว่าเป็นเรื่องนอกวัตถุประสงค์ของตนเพื่อให้พ้นความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยหาได้ไม่ การที่ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้จากผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันวินาศภัยสัญญาประกันภัยจะเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญาได้ทราบถึงการไม่ได้รับอนุญาตนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้ทราบความดังกล่าว ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย

*** เช่นเดียวกัน บุคคลที่ทำสัญญากับนิติบุคคลและได้รับประโยชน์ตามสัญญาไปแล้ว ต่อมาผิดสัญญา ก็จะอ้างว่าการทำสัญญานั้นอยู่นอกวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลก็ไม่ได้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1845/2530 แม้ขณะที่บริษัทโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับจำเลยวัตถุที่ประสงค์ของบริษัทโจทก์ยังมิได้ระบุให้ประกอบกิจการเป็นผู้ให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์ได้แต่เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่าบริษัทโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กันจริงจำเลยจะโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการให้เช่าซื้อรถยนต์อยู่นอกขอบวัตถุที่ประสงค์ของบริษัทโจทก์ไม่ได้
ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า การทำสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขอบวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ และมีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อรถยนต์อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการทำสัญญาให้เช่าซื้ออยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ ดังนี้ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจยกข้อที่ว่าโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อขึ้นต่อสู้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องอุทธรณ์

3. วัตถุประสงค์ของนิติกรรมตาม สัญญายืมจะบังคับได้ ต้องเป็นไปตามมาตรา 150 เช่นยืมเงินวัตถุประสงค์ที่ยืมเพื่อนำไปทำอะไร ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ชอบ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรู้ สัญญายืมตกเป็นโมฆะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 707/2487 กู้เงินไปเพื่อค้าฝิ่นเถื่อนย่อมเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ในกรณีเช่นนี้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยกข้อโมฆะกรรมขึ้นต่อสู้ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2511 โจทก์ให้จำเลยกู้เงินไปเพื่อชำระหนี้ในการที่จ้างเขายิงคนวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญากู้ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113
หมายเหตุ ในเรื่องกู้เงินไปชำระหนี้ในการจ้างเขายิงคนนั้นจำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาได้ยกขึ้นวินิจฉัยให้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2538 โจทก์ซึ่งเป็นพระภิกษุนำเงินส่วนตัวออกให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยซึ่งไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้และไม่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายห้ามจึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนโจทก์มีสิทธินำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2542 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท(ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน)ระหว่างโจทก์กับจำเลย มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ซึ่งตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 การที่โจทก์ชำระเงินค่าซื้อขายที่ดินพิพาทให้จำเลยย่อมเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่โจทก์ ไม่อาจเรียกเงินคืนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ ดังนี้หนังสือ สัญญากู้เงินฉบับพิพาทที่โจทก์ฟ้องเป็นสัญญาที่จำเลยตกลง ยอมรับผิดใช้หนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากการที่โจทก์ได้ชำระหนี้ เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะด้วยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4882/2550 จำเลยไปหาผู้เสียหายโดยมีเจตนาเพื่อทวงหนี้ที่ผู้เสียหายค้างชำระ โดยก่อนเกิดเหตุจำเลยพยายามยกถังแก๊สที่ผู้เสียหายใช้หุงต้มในการขายก๋วยเตี๋ยวไปเพื่อการชำระหนี้ แต่จำเลยเอาไปไม่ได้เพราะสามีผู้เสียหายไม่ยอมให้เอาไป ต่อมาจำเลยกับผู้เสียหายก็โต้เถียงกันอีกเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ชำระหนี้ให้จำเลย ทำให้จำเลยโกรธแค้นจึงเข้ากระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายไปครึ่งเส้น แม้เพื่อชดเชยที่ผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ แต่การบังคับชำระหนี้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่กระชากสร้อยคอทองคำครึ่งเส้นของผู้เสียหายไปโดยพลการ ทั้งมูลหนี้ที่จำเลยมาทวงผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่าเกิดจากหนี้การพนันหวยใต้ดิน ซึ่งจำเลยก็มิได้โต้แย้ง จึงเป็นมูลหนี้ที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมไม่ก่อให้เกิดหนี้ที่ผู้เสียหายพึงชำระและแม้จำเลยเบิกความว่าเป็นหนี้เงินยืม จำเลยก็รับว่าที่ผู้เสียหายไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ก็เพราะไม่มีลายมือชื่อของผู้เสียหาย หนี้กู้ยืมเงิน 2,000 บาท ของผู้เสียหายจึงไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ยืม จำเลยย่อมฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ กรณีจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะฟ้องร้องบังคับคดีต่อผู้เสียหายได้ด้วย ดังนั้น การกระชากสร้อยคอครึ่งเส้นของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการเอาไปโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 336

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2551 ข้อกำหนดซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาต ตาม ข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ไว้ในข้อ 4.4 (1) ให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บต้องไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) โดยอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ดังกล่าว รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ โดยอัตรารวมสูงสุดไม่เกินร้อยละ28 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคลปรากฏว่า ในการที่โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยจำนวน 18,900 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อปี หรือร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ กับค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการจำนวน 1,000 บาท ซึ่งสามารถคำนวณเป็นร้อยละได้อัตราร้อยละ 5.29 ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและค่าดำเนินการ การอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นอัตราร้อยละ 30.29 เกินกว่าอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยค่าบริการและค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

ลักษณะของสัญญายืมใช้คงรูป (ดู ป.พ.พ. มาตรา 640 และ 641 ประกอบ) จากข้อความในดังกล่าวแสดงว่าสัญญายืมใช้คงรูปมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นสัญญาที่มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน ม.640 “ ให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” และ คำว่า “ ทรัพย์สิน “ หมายถึง ทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ (ม.138) ดังนั้น 

**วัตถุแห่งสิทธิในสัญญายืมใช้คงรูป อาจเป็นวัตถุมีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างก็ได้ ทั้งอาจเป็นสังหาริมทรัพย์ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ก็ได้ ***

2.เป็นสัญญาไม่มีค่าตอบแทน มาตรา 640 คำว่า “ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า” จึงถือเป็นสัญญาไม่มีค่าตอบแทน มีผลให้ต้องถือเอาตัวผู้ยืมเป็นสำคัญ ( ดู ป.พ.พ. มาตรา 648 ) 

*** ผู้ยืมตาย สัญญาระงับ แต่หาก ผู้ให้ยืมตาย สัญญาไม่ระงับ **

**** ผลอีกประการที่สืบเนื่องมาจากหลักที่ว่าสัญญายืมใช้คงรูปเป็น

สัญญาไม่มีค่าตอบแทน คือ ผู้ให้ยืมไม่ต้องรับผิดหากทรัพย์ที่ให้ยืมชำรุดบกพร่องหรือถูกรอนสิทธิ แตกต่างจากการเช่าทรัพย์ ***
3. เป็นสัญญาที่ไม่โอนกรรมสิทธิ์ ม.640 คำว่า “ และผู้ยืมตกลงจะคืนทรัพย์สินเมื่อใช้สอยเสร็จ” ดังนั้น ** ผู้ให้ยืม จึงไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้ยืม ***

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2529 โจทก์ติดต่อซื้อรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเพื่อใช้ในราชการโดยโจทก์ได้รับรถยนต์จากผู้ขายมาใช้ก่อนในวันเกิดเหตุจำเลยยืมรถยนต์คันดังกล่าวจากโจทก์ไปใช้และเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายโจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญายืมใช้คงรูปเมื่อรถยนต์คันที่จำเลยยืมไปใช้เกิดความเสียหายแม้โจทก์จะได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้ซ่อมหรือเจ้าของรถยนต์นั้นแล้วหรือไม่ก็ตามถือได้แล้วว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามสัญญายืมใช้คงรูปเกิดขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา55โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง. คำฟ้องของโจทก์กล่าวว่าจำเลยยืมรถยนต์คันเกิดเหตุไปจากโจทก์ต่อมาเกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของบุคคลอื่นรถยนต์คันดังกล่าวเกิดความเสียหายขึ้นในระหว่างที่โจทก์ดูแลและทดลองใช้อยู่โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมให้เจ้าของรถแล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามคำฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา643ที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นเลยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1407/2538 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทรายการที่1ถึงที่4จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยได้ ทรัพย์พิพาทรายการที่5ไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์แต่เป็นทรัพย์ของผู้อื่นที่โจทก์ขอยืมมาแล้วให้ ท.ยืมไปอีกต่อหนึ่งดังนี้ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิครอบครองในทรัพย์พิพาทรายการนี้เมื่อทรัพย์พิพาทรายการนี้ไปตกอยู่กับจำเลยโดยจำเลยไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในทรัพย์รายการนี้ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้

** ถ้ามีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับทรัพย์ที่ให้ยืม ผู้ให้ยืมต้องรับในผลนั้นเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 วรรคหนึ่ง **

4. เป็นสัญญาที่บริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์ ดู ป.พ.พ. มาตรา 641 ประกอบ กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่าโมฆะ คำว่าไม่บริบูรณ์ หมายถึง ตราบใดที่ยังไม่ส่งมอบ สัญญาไม่เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่อาจใช้บังคับได้ ยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที

หน้าที่ของผู้ยืมใช้คงรูป มี 5 ประการ
1.หน้าที่เสียค่าใช้จ่ายในการทำสัญญา ส่งมอบและส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม (ดูมาตรา 642 ประกอบ ) หน้าที่ในการส่งมอบหรือส่งคืนหากไม่ได้ตกลงกันไว้ ก็ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 324 คือต้องส่งมอบหรือส่งคืน ณ สถานที่ที่ก่อให้เกิดหนี้นั้น

2.หน้าที่ในการใช้ทรัพย์ที่ยืม ด้วยความระมัดระวัง (ดูมาตรา 643 ประกอบ) กรณีที่ผู้ยืมปฎิบัติผิดหน้าที่ ตาม มาตรา 643 แล้วปรากฏว่าทรัพย์ที่ยืมสูญหายหรือบุบสลาย ผู้ยืมต้องรับผิด ** แต่หากไม่ผิดหน้าที่ ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิด** เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไร ทรัพย์ที่ยืมก็คงต้องสูญหายหรือบุบสลาย นั้นเอง

3.หน้าที่สงวนทรัพย์ที่ยืม ตาม มาตรา 644 เช่น ยืมโน๊ตบุ๊ค ใช้เสร็จ ก็วางไว้ที่ระเบียง แม้ผู้อื่นจะลักขโมยไม่ได้ แต่ระเบียงไม่สามารถกันแดดกันฝนได้ ผู้ยืมควรนำมาวางในห้อง อย่างนี้ก็ถือว่าไม่สงวนทรัพย์สินที่ยืม

4.หน้าที่คืนทรัพย์สินที่ยืม ดูมาตรา 646 ประกอบ ถ้ายืมมีกำหนด 5 วัน ครบ 5 วัน ก็ต้องคืน กรณีที่ไม่มีกำหนดเวลากันไว้ก็ต้องคืนทรัพย์สินเมื่อใช้สอยเสร็จ เช่นยืมรถไปขุดบ่อดิน ขุดเสร็จต้องคืน ถ้าบ่อดินโดยปกติต้องขุด 5 วัน หาก 4 วัน เราขุดเสร็จก็ต้องคืน หากยืมรถมาครบ 5 วัน ยังไม่ลงมือขุด ผู้ให้ยืมเรียกคืนได้ **หากยืมไปไม่มีกำหนดเวลา และไม่ปรากฏว่ายืมไปทำอะไร ผู้ให้ยืมเรียกคืนได้ทันที ตาม มาตรา 646 ส่วนต้องคืนยังไง ให้พิจารณา มาตรา 324 

5.หน้าที่เสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ยืม ( มาตรา 647 ) ส่วนการซ่อมแซมใหญ่ ไม่มีบัญญัติไว้ในเรื่องยืม แต่มีบัญญัติไว้ในเรื่องเช่าทรัพย์ ซึ่งผู้เช่ามีหน้าที่บำรุงรักษาและซ่อมแซมเล็กน้อย ตาม มาตรา 551 ส่วนการซ่อมแซมใหญ่ เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่า ตาม มาตรา 550 **** ถามว่าจะนำหลักเกณฑ์ในเรื่องเช่าดังกล่าวมาใช้บังคับในเรื่องยืมได้หรือไม่ **** คำตอบคือไม่ได้ เนื่องจากสัญญายืมเป็นสัญญาที่ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินได้เปล่าโดยไม่มีค่าตอบแทน ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์ที่ให้ยืมแล้ว ย่อมไม่มีหน้าที่ใดๆอีก ส่วนทรัพย์ที่ยืมจะใช้งานได้หรือไม่ ผู้ยืมต้องพิจารณาเอาเอง หากผู้ยืมไปซ่อมแซมทรัพย์ที่ยืมเองโดยไม่ได้ตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายกับทางผู้ให้ยืม ผู้ยืมจะเรียกคืนไม่ได้

ความรับผิดของผู้ยืมกรณีทรัพย์สูญหายหรือบุบสลาย แยกพิจารณาเป็น 2 กรณี

1.กรณีที่ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมกรณีเมื่อผิดหน้าที่ ตาม มารตรา 643 และ 644 ( ดูมาตราประกอบ) เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแก่ทรัพย์สินที่ยืม ผู้ยืมต้องรับผิดเฉพาะเมื่อผิดหน้าที่ตามสัญญาหรือตามกฎหมาย 2 มาตรา นี้เท่านั้น ถ้าผู้ยืมไม่ผิดหน้าที่ แต่ยังเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2506 ยืมรถของผู้อื่นไปใช้อย่างปกติ แล้วถูกรถของบุคคลภายนอกชนเสียหาย โดยไม่ใช่เพราะความผิดของฝ่ายผู้ยืมผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย ( และ ฎ.ที่7416/2548 ...ค้นไม่เจอ )

2.ผู้ยืมสามารถฟ้องผู้ทำละเมิดที่ทำให้ทรัพย์สินที่ยืมเสียหายได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า **ผู้ยืมมีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมหรือไม่ ถ้าเป็นการใช้ทรัพย์ตามปกติ แต่มีผู้มาทำละเมิด แม้ผู้ยืมใช้ค่าซ่อมแซมทรัพย์ไป ผู้ยืมก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องจากผู้ทำละเมิด เป็นเรื่องที่ผู้ให้ยืมต้องดำเนินการใช้สิทธิเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6683/2537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบด้วยมาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นเป็นการเฉพาะไว้แล้วโจทก์ผู้ยืมรถยนต์ของผู้อื่นมาแล้วถูกจำเลยทำละเมิดชนท้ายได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีหน้าที่ซ่อมรถยนต์คันที่ถูกทำละเมิดได้รับความเสียหายให้อยู่ในสภาพเดิม จึงมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพเดิ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2551 เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่โจทก์ยืมมาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเนื่องจากความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับจ้างกรมทางหลวงจำเลยที่ 1 ก่อสร้างถนนโจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 643 แม้โจทก์จะซ่อมรถยนต์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ความระงับของสัญญายืมใช้คงรูป 

1.ระงับเมื่อผู้ยืมตาย (ดู มาตรา 648 ประกอบ ) หากผู้ให้ยืมตาย สัญญาไม่ระงับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 338/2479ให้ยืมทรัพย์กันตลอดอายุของผู้ยืม เมื่อผู้ให้ยืมตาย ผู้รับมฤดกยังไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์ที่ยืมคืนจนกว่าผู้ยืมจะถึงแก่ความตายแล้ว การยืมทรัพย์นั้นกำหนดเวลากันได้เช่นเดียวกับการเช่าทรัพย์

2.สัญญายืมระงับ เพราะเหตุอื่น เช่น
- เมื่อส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม
-เมื่อทรัพย์ที่ยืมสูญหายหรือเสียหาย
-เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุที่ผู้ยืมปฎิบัติผิดหน้าที่ ตาม มาตรา 643 หรือ 644 ทั้งนี้ ตามที่ มาตรา 645 บัญญัติไว้ 

อายุความ 

1.อายุความเรียกค่าทดแทน (ดูมาตรา 649 ประกอบ ) ** อายุความตามมาตรานี้ ใช้บังคับเฉพาะกรณีเรียกค่าทดแทนหรือค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาตามมาตรา 643 , 644 และ มาตรา 647 เท่านั้น หากการผิดหน้าดังกล่าว ถึงขนาดเป็นละเมิด เมื่อมีการฟ้องให้รับผิดฐานละเมิด กรณีนี้ต้องนำอายุความละเมิดมาใช้บังคับ

2.อายุความฟ้องเรียกคืนทรัพย์สิน ต้องฟ้องภายในกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/30 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2589/2526 อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 649 เป็นกรณีฟ้องให้รับผิดเพื่อเสียค่าทดแทนอันเกี่ยวกับการยืมใช้คงรูปเช่นค่าเสียหายเกี่ยวกับความชำรุดหรือเสื่อมราคาเนื่องจากการใช้สอยทรัพย์ที่ยืม ในกรณีฟ้องเรียกคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยืมไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 คือมีอายุความ 10 ปี

***ผู้ให้ยืมนอกจากมีสิทธิ ฟ้องเรียกคืนทรัพย์ที่ให้ยืมภายใน 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ยังมีสิทธิตามมาตรา 1336 ที่จะใช้สิทธิติดตามเอาคืน ตราบใดที่ทรัพย์ยังไม่มีผู้อื่นครอบครองปรปักษ์****

ยืมใช้สิ้นเปลือง ( ดู ป.พ.พ.มาตรา 650 ประกอบ )

ลักษณะของสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง 

1.เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน เพราะผู้ยืมเท่านั้น มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้ให้ยืม แต่ยืมใช้สิ้นเปลือง อาจเป็นสัญญามีค่าตอบแทนได้ เช่นให้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย

2.เป็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ยืม มาตรา 650 “ โอนกรรมสิทธิ์.....ให้แก่ผู้ยืม

***.ผู้ให้ยืมต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้ยืม แต่หากเจ้าของที่แท้จริงให้คำรับรองขณะทำสัญญา จนผู้ยืมได้ประโยชน์ไปแล้ว ภายหลังผู้ยืมจะมาปฏิเสธ โดยอ้างว่า ผู้ให้ยืมไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้ยืมหาได้ไม่

ฎ.754/2523 แม้เงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์จะเป็นเงินของภริยาโจทก์แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ให้ไว้กับโจทก์ผู้ให้กู้และจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้กับโจทก์เจ้าหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได

คำพิพากษาฎีกาที่ 16/2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยมารดาโจทก์เป็นผู้ออกเงินกู้และมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่มารดาโจทก์มีเจตนาช่วยออกเงินกู้แทนโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้

*** กรณีเกิดความเสียหายหรือสูญหาย ภัยพิบัติย่อมตกแก่ผู้ยืม เพราะเหตุที่สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ยืมแล้ว นั้นเอง

3.วัตถุแห่งหนี้ตามสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ต้องเป็นทรัพย์ชนิดใช้ไปสิ้นไป เช่น ยืมข้าวสารมาหุง ยืมน้ำมันมาใช้ ส่วนทรัพย์สินบางอย่าง ไม่แน่ชัดว่า เป็นการยืมไปใช้สิ้นเปลืองหรือไม่ **จงต้องดูเจตนาของคู่กรณี** ถ้ายืมมาแล้วเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจะคืนทรัพย์สินต่างชิ้นกับที่ยืมมา ก็ถือว่าเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือ 


**** จะเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองได้ต่อเมื่อคู่กรณีมีเจตนาจะให้ผู้ยืมใช้ทรัพย์สินที่ยืมไปตลอด และเวลาคืนต้องนำทรัพย์ชิ้นอื่นมาใช้แทน**** ฏ.905/2505 ค้นไม่เจอ

4.เป็นสัญญาที่สมบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สิน มาตรา 650 วรรคสอง 

*** สัญญาจะให้ยืมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ต่างกรณีสัญญาจะซื้อขายหรือคำมั่นจะให้ จึงไม่น่าจะมีสัญญาจะให้ยืม เว้นแต่ไปทำสัญญาที่มีข้อตกลงทำนองเดียวกันกับการจะให้ยืม และข้อสัญญาไปปนอยู่ในสัญญาต่างตอบแทนชนิดอื่น ข้อตกลงดังกล่าวบังคับได้ในฐานะที่เป็นสัญญาต่างตอบแทน (ฏ.2923/2525)
จบการบรรยายวิชายืม ครั้ง ที่ 1





สรุปเนติ-รวมคำพิพากษาฎีกา "ยืม" เนติ สมัย 1/67 เล่มที่ 1 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 7475 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 15:33:08






ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ