ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม






หัวข้อ : พยานหลักฐานในสำนวน
หมวดหมู่ : สกัดหลัก-เจาะประเด็นฎีกาเด่น 5ดาว พยานหลักฐาน





           พยานหลักฐานในสำนวน หมายถึง พยานหลักฐานที่ได้ผ่านกระบวนการนำสืบต่อศาลถูกต้องตามหลักกฎหมายว่าด้วยการยื่นพยานหลักฐาน ดังนั้น พยานหลักฐานที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการนำสืบต่อศาลหรือนำสืบต่อศาล แต่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายว่าด้วยการยื่นพยานหลักฐานต่อศาล ต้องถือว่าเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวน ศาลจะนำมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีไม่ได้

ข้อสังเกต

         1.คำว่า “สำนวนคดี” ในที่นี้ หมายถึงสำนวนคดีของศาล มิใช่สำนวนคดีของเจ้าหน้าที่อื่น เช่นสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนของพนักงานคุมประพฤติ ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวนของพนักงานสอบสวน แต่หากมีการนำสืบต่อศาลตามขั้นตอนวิธีการ ก็ถือเป็นพยานหลักฐานในสำนวนของศาลแล้ว จึงสามารถนำมาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนั้นได้

         คำพิพากษาฎีกาที่ 1548/2535 ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเอกสารที่จะอ้างหรือนำสืบในคดีอาญานั้นจะต้องเป็นเอกสารที่ได้มีการสอบสวนและอยู่ในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ศาลจึงชอบที่จะรับฟังบันทึกคำรับสารภาพ แผนที่บ้านจำเลยและภาพถ่ายที่พนักงานอัยการโจทก์ส่งศาลประกอบพยานหลักฐานอื่น
เพื่อลงโทษจำเลยได้ แม้ว่าเอกสารดังกล่าวจะมิใช่เอกสารที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนก็ตาม

         2.พยานหลักฐานที่นำสืบโดยชอบแล้ว ถือว่าเป็นพยานหลักฐานในสำนวนต้องนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนั้นด้วย คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะขอยกเลิกมิให้ใช้พยานหลักฐานนั้นมิได้

         คำพิพากษาฎีกาที่ 839/2547 ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไป ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถชำระค่าตรวจพิสูจน์ได้ แล้วมีรอยขีดฆ่าและตกเติมข้อความใหม่ในคำร้องว่าจำเลยไม่ประสงค์จะชำระค่าตรวจพิสูจน์ เพราะเป็นอัตราที่สูงมากซึ่งขัดต่อคำเบิกความและคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่ามีฐานะทางการเงินดี แต่ค่าตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเรียกให้ชำระเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยที่จำเลยที่ 1 สามารถชำระได้โดยไม่เดือดร้อน การขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงส่อพิรุธว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ผลการตรวจพิสูจน์แล้วจึงขอยกเลิก อย่างไรก็ดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แต่ในขณะที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญของศาลได้ตรวจพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยและได้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไปยังศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์จึงไม่อาจลบล้างผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญได้

         มีข้อสังเกตว่า หลักการนี้นำมาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยโดยผลของ ป.วิ.อ.มาตรา 15 ทั้งนี้เพราะในคดีอาญานั้นไม่ได้บัญญัติหลักพื้นฐานตาม ป.วิ.พ.มาตรา 84 และ 84/1 เอาไว้ แต่ต้องนำไปอนุโลมใช้ในคดีอาญาอย่างระมัดระวัง เช่น คำรับของคู่ความนั้น ถ้าเป็นคำรับของฝ่ายจำเลย ก็จะต้องอยู่ในบังคับตาม 
ป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่งและ 185 วรรคหนึ่งและมาตรา 172 วรรคหนึ่งด้วย

 พยานหลักฐานจะเข้าสู่สำนวนความของศาลได้ 2 ทาง คือ

1. การนำสืบของคู่ความตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

2. ศาลใช้อำนาจเรียกพยานมาสืบเองตามมาตรา 86 วรรคสาม ดังนั้น พยานหลักฐานใดจะเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีพยานหลักฐานอยู่ในสำนวนความหรือไม่ แต่ต้องขึ้นอยู่ที่กระบวนการนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนความ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ของศาลนำเอกสารใดมารวมไว้ในสำนวนเสียเอง จึงไม่ใช่พยานหลักฐานในสำนวน (ฎีกาที่ 987/2541) และในกรณีที่มีการอ้างสำนวนคดีอื่นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ หากเป็นสำนวนคดีอื่นในศาลเดียวกัน เพียงแต่คู่ความระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน ก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้นแล้ว (ฎีกาที่ 27218/2523) แต่หากเป็นสำนวนคดีอื่นของศาลอื่น นอกจากต้องระบุไว้ในบัญชีระบุพยานแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างยังต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกสำนวนคดีอื่น เข้ามาเป็นพยานหลักฐานในสำนวนด้วย จึงจะถือเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้นได้ (ฎีกาที่ 1639/2520) และในกรณีที่มีการสืบพยานในชั้นไต่สวนคำร้องคำขอต่างๆในคดีแพ่งนั้น ถ้าเป็นคำเบิกความของพยาน หรือพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไว้ในชั้นไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือในชั้นคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบแล้ว ศาลจึงสามารถนำมาวินิจฉัยเป็นพยานหลักฐานในคดีหลักได้ ไม่ถือเป็นการรับฟังข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานนอกสำนวน (ฎีกาที่ 2526/2536, ฎีกาที่ 1209/2542) แตกต่างจากในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งมีประเด็นแต่เพียงว่าการขาดนัดเป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงที่นำสืบเกินเลยไปจากประเด็นดังกล่าว จะนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาประเด็นแห่งคดีไม่ได้ (ฎีกาที่ 3755/2531) หรือพยานโจทก์เบิกความในคดีอีกสำนวนหนึ่ง ก่อนที่ศาลมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีนี้ ไม่อาจรับฟังเป็นคำเบิกความเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ (ฎีกาที่ 840/2536)และแม้พยานโจทก์ทั้งสองสำนวนจะเป็นชุดเดียวกัน แต่เมื่อศาลไม่ได้สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันและโจทก์ไม่ได้อ้างสำนวนคดีก่อนเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ จึงนำพยานหลักฐานที่นำสืบในคดีก่อนมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ (ฎีกาที่ 1679/2526) แต่ถ้าศาลได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองคดีเข้าด้วยกันการรับฟังพยานหลักฐานต้องพิจารณาพิพากษารวมกัน (ฎีกาที่ 133 - 134/2491 ประชุมใหญ่) นอกจากนี้ การที่ศาลฟังข้อเท็จจริงโดยวินิจฉัยและตีความจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ ก็ถือเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนเช่นเดียวกัน (ฎีกาที่ 3784/2553)

อ้างอิง เรียง/พิมพ์ : โครตฎีกา





พยานหลักฐานในสำนวน | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 75 ครั้ง
ลงวันที่ 19/04/2018 22:24:31




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ??]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

       


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21124 คน

Donations



ท่านสามารถร่วมสนับสนุนพัฒนาเว็บไซต์ LawSiamโดย Donate ผ่าน PayPal ได้ไม่จำกัด.
(Anyone can join or donate)