หัวข้อ : ถามตอบฎีกาอาญา ที่น่าสนใจ
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)





คำถาม ขับรถกระบะปาดหน้ารถจักรยานยนต์จนรถจักรยานยนต์ต้องหยุดจากนั้นคนขับรถกระบะมาบิดกุญแจรถจักรยานยนต์แล้วสั่งให้คนขับรถจักรยานยนต์ยกมือขึ้น หลังจากนั้นก็ล้วงเอากระเป๋าเงินผู้เสียหายไป คนขับรถกระบะมีความผิดฐานใด
คำตอบ
ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 13922/2557 ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ขับรถกระบะแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้วจอดรถขวางหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้ทำให้ผู้เสียหายต้องรีบเบรคหยุดรถจากนั้นจำเลยลงจากรถเดินมาบิดกุญแจดับเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายยกมือขึ้นแล้วจำเลยล้วงกระเป๋ากางเกงหน้าข้างขวาพร้อมหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋าเงินของผู้เสียหายไปย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องยกมือขึ้นและไม่กล้าขัดขืนจนจำเลยสามารถหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่และกระเป๋าเงินของผู้เสียหายไปได้บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้ว มิใช่เป็นการหลอกลวงให้ผู้เสียหายและนายสถาพรเชื่อว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยจะใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายหรือไม่ กรณีถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการที่จำเลยจะลักเงินของผู้เสียหาย และเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้วการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ

คำถาม ล้วงและหยิบเงินสดจากกระเป๋าของผู้อื่นขณะยืนปัสสาวะอยู่บริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่งและชกโดยมิได้พูดอะไรแล้วหลบหนีไปเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่?
คำตอบ
มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888/2556 ขณะผู้เสียหายยืนปัสสาวะอยู่บริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่ง จำเลยซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักมาก่อนเดินเข้ามาและล้วงหยิบเงินสด 200 บาท จากกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายและชกผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 70 ปี ทำให้ได้รับบาดเจ็บและทรุดนั่งลงกับพื้นโดยจำเลยมิได้พูดกับผู้เสียหายแล้วหลบหนีไป ลักษณะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำการที่ต่อเนื่องกันมิใช่การกระทำที่ขาดตอน คือการลักทรัพย์เงินของผู้เสียหายและการทำกับร่างกายผู้เสียหายโดยเห็นได้ว่าการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายดังกล่าวนั้นเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการทำอันตรายแก่กายผู้เสียหายเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดและพาเอาทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย บริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่งถึงแม้จะอยู่ภายในบริเวณสถานีขนส่ง แต่บริเวณดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสถานีขนส่งมิใช่สถานที่ซึ่งจัดไว้ให้สาธารณะนำรถไปจอดได้ จึงมิใช่ที่จอดรถสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (9)

คำถาม สามีลักทรัพย์ของภริยาไป มีผลอย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา 
คำตอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 8326/2557 ศาลฎีกาได้พิจารณาฎีกาของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า “จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายตามทะเบียนการสมรสเอกสารท้ายฎีกหมายเลข 2 เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าว ถ้าเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ แม้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วยก็ตาม แต่มาตรา 336 ทวิเป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญามาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นกึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคแรกแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นในฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำถาม การขู่เอาเงินค่าติกตามรถ เป็นกรรโชกทรัพย์หรือไม่ 
คำตอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5146/2557 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ (หมายถึง บ.) เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่า จะได้รับภัยในทรัพย์สินของตนจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญ (หมายถึง อ.) ซึ่งอาจขู่เข็ญตรงๆหรือใช้ถ้อยคำหรือทำกริยาให้เข้าใจเช่นนั้นก็ได้ โดยไม่จำเป็นที่ผู้ขู่เข็ญต้องกระทำต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญจนเสียรูปทรงหรือเปลี่ยนรูปทรงไปจากเดิมหรือใช้การไม่ได้การกระทำของ อ.จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

คำถาม หลักการลักทรัพย์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการแย่งการครอบครองทรัพย์จากผู้เสียหาย หากมีกรณีผู้เสียหายส่งมอบการครอบครองให้จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ 
คำตอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2557 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ในตอนแรกที่จำเลยกับพวกจับตัวผู้เสียหาย ชกต่อย ทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ไม่ได้มีเจตนาจะแย่งเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงินของผู้เสียหาย การที่ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินแก่นาย ป. พวกของจำเลยนั้น ผู้เสียหายมีเจตนาต่อรองไม่ให้จำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา แล้วมีการส่งต่อให้จำเลยกับนาย ก. ที่จำเลยกับพวกยึดถือโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงินไว้ จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่าเมื่อผู้เสียหายขอคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท การที่จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาทให้ผู้เสียหาย ส่วนอีก 200 บาทไม่คืนให้ เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท แก่จำเลยกับพวกโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้แต่ยังคงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืนจำเลยกับพวกยังยึดเงิน 200 บาทไว้ไม่คืนให้ผู้เสียหายเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไป จากผลพลอยได้การที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินไว้ให้ก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำที่พิจารณาได้ความ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย


คำถาม ลูกจ้างมีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรเครื่องบินหากรับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อแล้วเอาเงินไว้เป็นของตนเสียเองจะเป็นความผิดฐานยักยอกหรือลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง?
 คำตอบ
มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937-4938/2556 จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของผู้เสียหายทำงานในตำแหน่งพนักงานอาวุโส ซึ่งในขณะเกิดเหตุมีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ได้จากลูกค้าแทนผู้เสียหายเมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการหรือชำระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเครื่องบินนั้นจึงเป็นของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ต้องนำไปส่งมอบหรือชำระตามวิธีการให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 เอาเงินค่าโดยสารเครื่องบินดังกล่าวตามฟ้องไว้เป็นของจำเลยที่ 2 เสียเอง จึงเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) มิใช่เป็นความผิดฐานยักยอก

 

คำถาม เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้อื่นซึ่งเจ้าของบ้านมิได้หวงห้ามเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ที่หายไปแล้วเกิดโต้เถียงกับเจ้าของบ้าน โดยเจ้าของบ้านได้ไล่ให้ออกหากผู้กระทำยังไม่ออกไปในทันที จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364, 365หรือไม่?
คำตอบ
มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7479/2556 ผู้เสียหายมิได้หวงห้ามในการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย และจำเลยก็เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ที่หายไปนั้น ถือได้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปเพื่อสอบถามผู้เสียหาย เมื่อเกิดมีการโต้เถียงกันและผู้เสียหายได้ไล่ให้จำเลยออกไปแม้จำเลยจะยังไม่ออกไปในทันทีแต่หลังจากนั้นไม่นานนักเพียงประมาณ 3 ถึง 4 นาที จำเลยก็เดินไปที่รถจักรยานยนต์แล้วขับออกไปจากบ้านผู้เสียหายดังนี้ ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออกอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3)


คำถาม ชายคนรักแอบเข้าไปหาแฟนสาวผู้เยาว์ในบ้านตอนกลางคืน โดยเด็กยินยอมให้เข้าไป และมีเพศสัมพันธ์กันโดยความสมัครใจ แต่พ่อแม่เด็กไม่ทราบเรื่อง ชายผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ???
คำตอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12031/2556 แม้พฤติการณ์ที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ในเวลากลางคืน 4 ครั้ง ต่างวันกัน จะส่อไปในทางที่ผู้เสียหายที่ 3 บุตรผู้เยาว์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นยินยอม แต่การที่จำเลยเข้าไปในบ้านเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายที่ 3 โดยผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุไม่ยินยอม ถือได้ว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยมีความผิดฐานบุกรุก ตาม ป.อ.มาตรา 364, 365(3)

 

คำถาม ผู้ตายเป็นฝ่ายหาเรื่องด่าว่าและพูดขับไล่จำเลยโดยจำเลยมิได้เป็นฝ่ายกระทำผิดใดๆ ต่อผู้ตายเลยจนมีผู้นำตัวจำเลยแยกกลับไปส่งที่บ้านแล้วจำเลยนำชะแลงไปดักซุ่มรอแล้วตีผู้ตายจะอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดานโทสะได้หรือไม่?
คำตอบ
มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2555 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายเป็นฝ่ายหาเรื่องด่าว่าจำเลยและพูดขับไล่จำเลยโดยจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำผิดใดๆต่อผู้ตายเลยก็ตาม แต่เมื่อมีผู้นำตัวจำเลยแยกกลับไปส่งที่บ้านจำเลยแล้วจำเลยกลับย้อนไปดักซุ่มรอตรงเส้นทางที่รู้ว่าผู้ตายต้องผ่านโดยจำเลยนำแชลงติดตัวไปด้วยเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาจำเลยก็ได้ใช้แชลงตีผู้ตาย พฤติการณ์ที่จำเลยไปดักซุ่มรอทั้งที่เหตุการณ์ที่ผู้ตายด่าว่าหาเรื่องจำเลยผ่านไปก่อนหน้านั้นแล้วจึงมิใช่เป็นการกระทำต่อผู้ตายโดยบันดาลโทสะซึ่งต้องเป็นระยะเวลาทันทีที่จำเลยถูกด่าว่าการที่จำเลยกลับมาถึงบ้านแล้วนำแชลงไปดังซุ่มรอผู้ตาย เป็นการคิดวางแผนเป็นการไตร่ตรองมาก่อนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงชอบแล้ว

คำถาม ในคดีอาญา การกล่าวว่า “พวกมึงจัดการไอ้เขียวที” จากนั้นนายเขียวก็ถูกฆ่าตาย ผู้พูดจะต้องรับผิดทางอาญาฐานใด
คำตอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 7607/2557 ผู้ตายกับ พ. ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย พบจำเลยทั้งสองและพวกโดยมิได้นัดหมายกันเพราะต่างฝ่ายต่างมาร่วมงานบวชที่บ้าน จ. และนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในเต๊นท์เดียวกัน ผู้ตายกับจำเลยทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธแค้นกันมาก่อน เพียงแต่หากผู้ตายดื่มสุรามากแล้วจะเมาพูดจาหยาบคาย ดูถูกและข่มขู่ผู้อื่นเป็นประจำ ขณะเกิดเหตุผู้ตายมีอาการเมาสุรา การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเกิดขึ้นเพราะผู้ตายพูดด่าว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นญาติกัน ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่พอใจ รวมทั้งไม่ได้คิดวางแผนล่วงหน้า การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 คงมีความผิดเพียงฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับ ส. น้องชายจำเลยที่ 2 มาด้วยกัน นั่งโต๊ะเดียวกันตลอดจนกระทั่งผู้ตายเข้ามาพูดโต้เถียงกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ก็ร่วมฟังด้วย ผู้ตายไม่ยอมเลิกรา จำเลยที่ 2 จึงพูดขึ้นว่า พวกมึงจัดการไอ้เขียวที เท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับแล้วว่าต้องการเอาเรื่องผู้ตายเพราะมีอารมณ์โกรธและมีเพียงเจตนาที่จะให้ทำร้ายเพื่อสั่งสอน อีกทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้ห้ามปรามจำเลยที่ 1 ในขณะเดินตามผู้ตายออกไปด้วยแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำการสั่งสอนผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายตามที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้กระทำเกิดผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำรุนแรงเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดทางอาญาเพียงเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ. มาตรา 87 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก, 84 วรรคแรก ประกอบมาตรา 87 วรรคสอง





ถามตอบฎีกาอาญา ที่น่าสนใจ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 437 ครั้ง
ลงวันที่ 19/09/2018 10:44:37




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน



ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/72

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/72

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 23421 คน