LawSiam.com

ลอว์สยาม ดอทคอม แบ่งปันความรู้ เตรียมสอบ 3 สนาม

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป: ลงทะเบียน หรือ เข้าระบบที่นี่*]





หัวข้อ : ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท จะผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ พิจารณาจากอะไร? (ฎีกาที่ 770/2526)
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)





"ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท"

จะผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ พิจารณาจากอะไร?

 

เจาะหลัก 

           1. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นกระทำไปโดยสุจริต แม้จะเป็นการเข้าใจผิด แต่ก็เชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจแล้ว ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้

          2. จำเลยไม่จำต้องนำสืบว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรับโทษ เพราะในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจึงจะลงโทษจำเลยได้

          3. ฉะนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยได้จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบ (จำเลยไม่ต้องนำสืบ) เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตแล้ว ศาลก็ยกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานจำเลย

 

 มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

     1.   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2526  สัปบุรุษของมัสยิดเป็นผู้ที่มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของมัสยิดที่ตนสังกัดอยู่ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่มัสยิด ดังนั้นการที่จำเลยซึ่งเป็นสัปบุรุษของมัสยิดแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนให้ข่าวต่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1)

          ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นกระทำไปโดยสุจริต แม้จะเป็นการเข้าใจผิด แต่ก็เชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจแล้ว ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้จำเลยหาจำต้องนำสืบว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรับโทษ เพราะในการพิจารณาคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจึงจะลงโทษจำเลยได้ ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยได้จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตแล้ว ศาลก็ยกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานจำเลย


          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ดำรงตำแหน่งอิหม่ามและเป็นประธานกรรมการมัสยิด อาลียิดดารอยน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นกรรมการมัสยิดดังกล่าว เมื่อระหว่างวันที่ ๗ ถึงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๕ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อนายแพงพวย โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ทั้งห้าเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง กล่าวคือ จำเลยร่วมกันใส่ความโจทก์ที่ ๑ ว่า "อิหม่ามบุญญา ศรีสมาน อิหม่ามประจำมัสยิดอาลียิดดารอยน์ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลภูเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ใช้อำนาจโดยเผด็จการซื้อเอาที่ดินของมัสยิดมาเป็นของตนเอง" และใส่ความโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ว่า "ครั้นต่อมาอิหม่ามบุญญากับคณะกรรมการมัสยิดอีก ๔ คนคือ นายวาฮับ จรรยา นายกุหลาบ นายมะนาว นายกระโดน ได้นำเจ้าหน้าที่มาสอบเขตที่ดิน แต่อิหม่ามบุญญาก็ไม่ได้ประกาศหรือประชุมให้สัปบุรุษทราบ ทำการไปโดยพลการ เมื่อทำการรังวัดเสร็จแล้วปรากฏว่าที่ดินเดิม ๓ ไร่ ๑๖ วา กลับวัดได้แค่ ๒ ไร่ ๑๔ วา หายไปราวครึ่งไร่หรือ ๒๐๒ วา ในเรื่องนี้แม้ตนจะคัดค้านไม่ให้เซ็นชื่อให้เจ้าหน้าที่รังวัด เพราะรังวัดขาดหายไป แต่อิหม่ามบุญญาก็ยอมเซ็นชื่อไป" ซึ่งไม่เป็นความจริง และหนังสือพิมพ์เสียงปวงชนได้ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘, ๘๓, ๙๐

          ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

          จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

          ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ ๓ ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ทั้งห้าฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า คณะกรรมการโจทก์ได้ปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๐ จำเลยไม่มีส่วนได้เสียกับการกระทำของโจทก์ จึงอ้างเหตุป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑) ไม่ได้ เห็นว่าพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า "มัสยิดใดมีสัปบุรุษน้อยหรือมีพฤติการณ์อย่างอื่น อันไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้หรือเลิกร้างไป ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้รายงานไปยังคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อขอคำสั่งให้เลิกมัสยิดนั้น ฯลฯ" และระเบียบการแต่งตั้งถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (สุเหร่า) และวิธีดำเนินการอันเกี่ยวแก่ศาสนกิจของมัสยิด (สุเหร่า) พ.ศ. ๒๔๙๒ หมวด ๔ ข้อ ๒๕ ระบุว่า "สัปบุรุษที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสัปบุรุษของมัสยิดใด มีสิทธิคัดเลือกหรือได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการอิสลามประจำมัสยิดนั้น" ดังนี้แสดงให้เห็นว่าสัปบุรุษของมัสยิดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้มัสยิดดำรงอยู่ได้หรือไม่ ถ้าหากมัสยิดใดมีสัปบุรุษน้อย อาจเป็นเหตุให้เลิกมัสยิดนั้นเสียก็ได้ และผู้ที่จะเป็นกรรมการอิสลามประจำมัสยิดก็ต้องคัดเลือกมาจากสัปบุรุษของมัสยิดนั้นโดยสัปบุรุษของมัสยิดเป็นผู้คัดเลือก สัปบุรุษจึงเป็นผู้มีทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของมัสยิดที่ตนสังกัดอยู่ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นกรรมการของมัสยิดดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินของมัสยิดโดยนำเอาที่ดินที่ตั้งมัสยิดไปทำสัญญาซื้อขายและรังวัดเขตที่ดินขาดหายไป ๒๐๒ ตารางวา โดยมิได้ประชุมชี้แจงให้สัปบุรุษของมัสยิดทราบถึงเหตุผลของการดำเนินการดังกล่าว พฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริต ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า การกระทำของโจทก์ทั้งห้าอาจเกิดความเสียหายแก่มัสยิดได้ จำเลยที ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นสัปบุรุษของมัสยิดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ แสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียนให้ข่าวต่อหนังสือพิมพ์เสียงปวงชนดังคำฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนผู้เป็นสัปบุรุษของมัสยิด ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑)จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

          โจทก์ฎีกาข้อต่อมาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑) เป็นการกระทำที่เป็นความผิดซึ่งได้รับยกเว้นโทษ จำเลยต้องนำสืบให้ได้ความว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้นจึงไม่ต้องรับโทษ เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานจำเลยศาลจะทราบได้อย่างไรว่าการกระทำของจำเลยเข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย เห็นว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ ถ้าผู้แสดงความคิดเห็นกระทำไปโดยสุจริตกล่าวคือกระทำไปโดยเชื่อว่าเป็นความจริง แม้จะเป็นการเข้าใจผิด แต่ก็เชื่อว่าความจริงเป็นดังที่ตนเข้าใจแล้ว ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ จึงไม่มีความผิดกรณีหาใช่จำเลยจะต้องนำสืบว่าการกระทำของตนเข้าข้อยกเว้น จึงไม่ต้องรับโทษไม่เพราะในการพิจารณาคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษจำเลยได้ ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริตหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยได้จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบเมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตแล้ว ศาลก็ยกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่จำต้องสืบพยานจำเลยแต่อย่างใด โดยเฉพาะคดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำไปโดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙(๑) จึงไม่จำต้องสืบพยานจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งงดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว

          โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์ ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖ วรรคสองบัญญัติว่า "เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือย เกินสมควร หรือประวิงให้ชักช้าหรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดการสืบพยานเช่นว่านั้น หรือพยานหลักฐานอื่นต่อไป" แสดงว่าในการพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้วหรือไม่ หากเห็นว่าพยานหลักฐานที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะนำสืบต่อไปมิได้ทำให้ข้อเท็จจริงกระจ่างหรือมีน้ำหนักดีขึ้น กลับจะเป็นการถ่วงเวลาให้ชักช้าโดยใช่เหตุ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานนั้นเสียได้ โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากโจทก์ทั้งห้าเข้าเบิกความต่อศาลแล้ว โจทก์แถลงขอสืบพยานอีก ๖ ปาก ศาลได้สอบถามทนายโจทก์ถึงความประสงค์ว่าจะสืบพยานที่เหลือคนไหนในข้อใดทุกคนแล้ว เห็นว่าแม้จะให้โจทก์นำพยานทั้งหกคนเข้าสืบก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ได้ความตามคำเบิกความของตัวโจทก์ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป โดยข้อเท็จจริงที่ได้ความมาคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่เหลือเสีย การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งงดสืบพยานโจทก์ที่เหลือดังกล่าว จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

          พิพากษายืน

 

*********************************

 

          2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2520 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 เป็นเรื่องกล่าวโดยสุจริตตามข้อ 1 ถึง 4 ไม่เป็นความผิด มาตรา 330 เป็นเรื่องพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง และมิใช่ในเรื่องส่วนตัวซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ เมื่อยกเว้นโทษตาม มาตรา 330 แล้วก็ไม่ต้องวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดตาม มาตรา 329

          หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีผู้แจ้งต่อตำรวจว่าโจทก์ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ทำผิดอาญา ตำรวจสอบสวนสั่งจับ แต่ได้สอบถามโจทก์ โจทก์ชี้แจงว่าไม่จริงดังนี้ไม่ใช่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงตามข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ จำเลยนำสืบความจริงได้ว่า มีการแจ้งความต่อตำรวจจริงจำเลยไม่ต้องรับโทษ ไม่ต้องสืบให้ได้ว่าการทำผิดอาญา ตามที่ลงในข่าวนั้นโจทก์ได้ทำผิดจริง

          หนังสือพิมพ์ลงข่าวด้วยข้อความสุภาพ ไม่ใช่ดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาท ไม่เป็นความผิด มาตรา 393





ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท จะผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ พิจารณาจากอะไร? (ฎีกาที่ 770/2526) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 134 ครั้ง
ลงวันที่ 15/10/2021 00:55:07






ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ