ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม




กลับไปยังหน้า วลีกฎหมาย วลีฎีกา | ถ้อยคำสำคัญในกฎหมาย >> กฎหมาย ป.วิ.แพ่ง ภาคอุทธรณ์และฎีกา (มาตรา 223 ถึง 252) (วลีกฎหมาย วลีฎีกา)

ชื่อไฟล์ : ห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224
หมวด : กฎหมาย ป.วิ.แพ่ง ภาคอุทธรณ์และฎีกา (มาตรา 223 ถึง 252) (วลีกฎหมาย วลีฎีกา)
สิทธิใช้งาน : ผู้ใช้งานทั่วไป ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ ก่อนใช้งาน.
ขนาดไฟล์ : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียดหลักกฎหมาย วลีฎีกาเด่น* :-


คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๘/๒๕๖๐  

         การที่คู่ความในคดีแพ่งจะใช้สิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละสี่พันบาทได้นั้นต้องเป็นคดีที่จำเลยถูกฟ้องขับไล่ไม่ได้ยกข้ออ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินขึ้นต่อสู้ จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ โดยบิดาของจำเลยที่ ๑ ได้รับการยกให้มาจาก ฮ. มารดาและครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงไม่ใช่คดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หากแต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วยหรือไม่ หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายมาเดือนละเท่าไร ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ได้ เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๑ ออกจากที่ดินพิพาทกลายมาเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าต้องมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท จึงจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ราคาที่ดินที่พิพาทตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันกำหนดคือ ๑๕,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คัดค้านในส่วนค่าเสียหายเสียแล้ว จำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์จึงเท่ากับราคาที่ดินพิพาทกันซึ่งมีจำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๔ ผู้มีอำนาจ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว





          จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินส่วนที่จำเลย ครอบครองอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยบิดาของจำเลย ได้รับการยกให้มาจาก ฮ. มารดาและครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงไม่ใช่คดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

          หากแต่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วยหรือไม่ หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายมาเดือนละเท่าไร ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ได้




---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปัน เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ เพื่อใช้งานเต็มรูปแบบ แสดงรายละเอียดข้อมูลสำหรับผู้ใช้งานได้ ตามลิงค์*)

---------------------------------------------------------------------

เยี่ยมชม/ดาวน์โหลด : 305 ครั้ง
 

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ประเด็น

   หน้าปัจจุบัน :     จำนวนข้อมูลทั้งหมด 1 หน้า

หมายเหตุ บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่ 1


       ในกรณีที่ ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้รับอุทธรณ์และให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

        คำพิพากษาฎีกาที่ 4418/2556 ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 224 ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 และได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งในครั้งแรกและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ โดยให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีจากสารบบของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 224 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ได้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ในครั้งแรกเป็นการสั่งไปโดยผิดหลงจึงไม่มีผลตามกฎหมายและไม่ถือเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนและมีคำสั่งให้แก้ไขใหม่ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 ซึ่งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ย่อมมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงชอบแล้วและมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

       ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกาข้างต้นเป็นการวินิจฉัยทำนองเดียวกับที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นการผิดหลงผิดระเบียบจึงจะเพิกถอนได้ซึ่งเป็นข้อยกเว้นหลักที่ว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้รับอุทธรณ์เป็นที่สุด



อัพเดทวันที่ : 16/07/2018 00:23:32
หมายเหตุ บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่ 2


สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในคดีฟ้องขับไล่ซึ่งจำเลยไม่กล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ 

      กรณีที่ต้องพิจารณาจาก “ค่าเช่า” เป็นกรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าโดยต้องพิจารณาจากอัตราค่าเช่าขณะยื่นฟ้อง ไม่ใช่พิจารณาจากค่าเสียหายที่โจทก์เรียกหรือค่าเสียหายที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนี้ หากขณะยื่นฟ้องค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 4000 บาท แม้โจทก์เรียกค่าเสียหายเกินเดือนละ 4000 บาท และศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เกินเดือนและ 4000 บาท ก็ต้องพิจารณาค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเป็นสำคัญ


      คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6179/2551 โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุของกองจัดประโยชน์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อาคารตึกแถวเลขที่ 231 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเดือนละ 2,000 บาท แม้โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาเดือนละ 10,000 บาท ก็เป็นค่าเสียหายอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ให้เช่าช่วงแต่มีเจตนาโอนสิทธิการเช่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาเช่าช่วงเป็นนิติกรรมอำพรางการโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นนี้โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมิได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว 


       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3411/2545 คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,100 บาท แม้โจทก์ทั้งสามจะเรียกค่าเสียหายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าเดือนละ 11,700 บาท มาด้วย ก็ไม่ใช่ว่าอาคารพิพาทอาจให้เช่าได้เกิน 4,000 บาท กรณีที่จะต้องใช้เกณฑ์ "อาจให้เช่า"นั้น จะต้องเป็นกรณีฟ้องผู้อาศัยหรือผู้กระทำละเมิดอันกำหนดค่าเช่าไม่ได้ คดีนี้เป็นการฟ้องขับไล่ผู้เช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้ชัดแจ้ง เมื่อค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง


        ในกรณียังไม่ยุติว่าค่าเช่ามีอัตราเดือนละเท่าใดโดยโจทก์จำเลยยังโต้แย้งกันอยู่จึงต้องถือตามค่าเช่าที่ศาลล่างกำหนดไว้ในคำพิพากษา
      คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3778/2549 โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่ามีค่าเช่าเดือนละ 24,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าค่าเช่ามีเพียงเดือนละ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่าอาคารพิพาทมีค่าเช่า และในส่วนฟ้องแย้งนั้นจำเลยมีคำขอบังคับให้โจทก์คืนเงินมัดจำ 50,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
***กรณีมีค่าเช่าล่วงหน้า เช่น เงินกินเปล่า เงินแป๊ะเจี๊ยะ เงินค่าก่อสร้าง และยังมีค่าเช่าเป็นรายเดือนด้วย ต้องนำค่าเช่าล่วงหน้ามาถัวเฉลี่ยเป็นรายเดือนแล้วนำมารวมกับค่าเช่าปกติที่จ่ายเป็นรายเดือนได้เท่าใดคิดเป็นค่าเช่าขณะยื่นฟ้อง


       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2540 โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาทและผู้เช่าชำระเงินกินเปล่าแล้ว เมื่อเงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้าจึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าด้วย เงินกินเปล่ามีจำนวน 2,000,000 บาท กำหนดเวลาเช่า11 ปี 6 เดือน คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 14,492.75 บาทเมื่อรวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 1,000 บาท จึงเป็นค่าเช่าเดือนละ15,492.75 บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง

      คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2549 สัญญาเช่าอาคารมีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า 500,000 บาท เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าสำหรับการยื่นอุทธรณ์ด้วย สัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า 9 ปี 6 เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า 500,000 บาท คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 4,385.96 บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ 4,000 บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ 8,385.96 บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่า ที่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

 

 กรณีที่ต้องพิจารณาจาก “อาจให้เช่า” เป็นกรณีฟ้องขับไล่ผู้อาศัยหรือผู้บุกรุก ซึ่งไม่อาจนำค่าเช่ามาพิจารณาได้จึงต้องคิดประมาณว่าอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขับไล่อาจให้เท่าได้เท่าได้ขณะยื่นฟ้อง โดยปกติจะถือตามจำนวนค่าเสียหายที่ศาลล่างพิจารณาให้จำเลยรับผิดเป็นรายเดือนซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่นโดยมิถือตามจำนวนค่าเสียหายรายเดือนที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง


      คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6448/2551โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แม้จะขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ 3,200 บาท หรือเดือนละ 96,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 96,000 บาท แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง 
 

      คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2548 แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายวันละ 1,400 บาท ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าที่พิพาทอาจให้เช่าเดือนละ 42,000 บาท ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ถือได้ว่าที่พิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง



อัพเดทวันที่ : 16/07/2018 00:26:58

 

  




วลีฎีกาเด็ด* ห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 | วลีกฎหมาย วลีฎีกาดัง ถ้อยคำสำคัญในกฎหมาย Law keywords ที่ LawSiam.com



 
 
 
 
 

ดาวน์โหลด ข้อมูลเตรียมสอบเนติ กลุ่ม แพ่งฯ ภาค1 ทั้งหมด...



 
 
 
 
 

ดาวน์โหลด ข้อมูลเตรียมสอบเนติ กลุ่ม อาญา ภาค1 ทั้งหมด...


 
 
 
 
 

ดาวน์โหลด ข้อมูลเตรียมสอบเนติ กลุ่ม วิ.แพ่งฯ ภาค2 ทั้งหมด...

 
 
 
 
 

ดาวน์โหลด ข้อมูลเตรียมสอบเนติ กลุ่ม วิ.อาญา ภาค2 ทั้งหมด...





คำแนะนำ
1. รองรับการใช้งานหลัก ผ่านคอมพิวเตอร์ (Brower : IE, Chorme, FireFox, Opera) , ระบบ แอนดรอย
2. สำหรับ Iphone/Ipad (safari ที่ติดมานั้น ไม่สามารถดาวโหลดไฟล์ ต้องใช้ App อื่นๆช่วยในการโหลด เช่น video player ,atomic web browser เป็นต้น) อ่านรายละเอียดคลิก!
3. คำแนะนำ วิธีแก้ไขปัญหา Internet Explorer (IE) ของท่านแสดงผลเว็บไซต์ผลไม่สมบูรณ์ คลิกที่นี่
4. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
5. หากประสงค์ใช้งาน หรือแนะนำ/พบปัญหา ติดต่อทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหา ได้ ทาง Email ที่ support@lawsiam.com (24ชั่วโมง)
(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 24 กันยายน 2561)

ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุน ข้อมูลเตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21979 คน