ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน



ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พยานผู้ชำนาญการพิเศษ / กมลชัย รัตนสกาววงศ์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1086/2530      
 
ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง

  
การที่จำเลยฆ่าพี่ชายและหลานสาวของจำเลย กับทุบตู้กระจกแล้วจุดไฟเผาเสื้อผ้าและเผาบ้านของผู้เสียหายหลายราย โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนนั้น เป็นการกระทำโดยจำเลยมีจิตบกพร่องหรือฟั่นเฟือน แต่การที่จำเลยไม่ทำร้ายบิดาทั้งๆ ที่บิดาเข้ากอดปล้ำจำเลยและใช้พลั่วกันจำเลยไม่ให้ทำร้ายพี่ชายก็ดี การที่จำเลยโบกมือไล่ ไม่ให้เข้าไปช่วยดับไฟที่บ้านผู้เสียหายก็ดีหรือการที่จำเลยจุดไฟเผาบ้านผู้เสียหายคนหนึ่งแล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย และยอมออกมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งยอมรับสารภาพการกระทำของตนก็ดีพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยแสดงว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือยังบังคับตัวเองได้บ้างกรณีต้องตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา65 วรรคสอง ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้(ที่มา-ส่งเสริม)

  
________________________________

  
   โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,91, 217, 218, 288, 289 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2, 5 และสั่งริบของกลาง

 
   จำเลยให้การรับสารภาพ

 
   ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 217, 218, 80, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 5 พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดในคราวเดียวกัน ฆ่านายชู เพชรแอพี่ชายของตนโดยไม่มีสาเหตุพิพาทกันแล้วฆ่านางสาวอุษาเพชรแอ หลานของตนซึ่งเข้ามาช่วยเหลือมิให้จำเลยฆ่านายชู เพชรแอ แล้วจำเลยวางเพลิงเผาบ้านของผู้อื่นเสียหายทั้งห้าหลังและยังพยายามฆ่านางสาวเพ็ญจันทร์ เพชรทอง ผู้จะมาดับไฟเป็นลักษณะโหดร้าย การกระทำโดยอุกอาจไม่ยำเกรงต่อระเบียบบ้านเมืองและตามพฤติการณ์จำเลยเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่สังคมอย่างยิ่ง สมควรลงโทษจำเลยสถานหนักลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 ให้วางโทษประหารชีวิต ตามมาตรา 218 ให้จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 288, 80 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยได้กระทำความผิดต่อหน้าบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นบิดา ญาติ และคนรู้จักจำเลยทั้งสิ้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพผิดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ตลอดจนชั้นพิจารณาล้วนเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐานไม่มีเหตุอันควรปรานีที่จะลดโทษ จึงไม่ลดโทษให้ ของกลางริบ คำขออื่นให้ยก

 
   โจทก์ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245

 
   ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง เพราะรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษประหารชีวิตได้สถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษประหารชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

 
   จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษจำเลยลงอีก

 
   ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ใช้ขวานฟันนายชูพี่ชายและนางสาวอุษา หลานสาวโดยไม่มีกรณีพิพาทกันมาก่อน และได้ทุบตู้กระจกแล้วจุดไฟเผาเสื้อผ้าของผู้เสียหายหลายราย กับจุดไฟเผาบ้านของบรรดาผู้เสียหายตามฟ้องโดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนนั้น น่าจะกระทำไปโดยจำเลยมีจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือนโดยแท้ เพราะสามัญชนซึ่งจิตใจเป็นปกติรู้สึกผิดชอบคงจะไม่กระทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการที่จำเลยไม่ทำร้ายนายพวนบิดาทั้ง ๆ ที่นายพวนเข้ากอดปล้ำจำเลยและใช้พลั่วกันจำเลยไม่ให้ทำร้ายนายชูก็ดี การที่จำเลยโบกมือไล่นายหงษ์ไม่ให้เข้าไปช่วยดับไฟที่บ้านนายพลก็ดี หรือการที่จำเลยจุดไฟเผาบ้านนายงามแล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในไร่อ้อย และยอมออกมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งยอมรับสารภาพการกระทำผิดของตนก็ดี พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยแสดงว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง กรณีต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65วรรคสอง ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

 
   พิพากษาแก้เป็นว่า อาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์'

 
   

 
(อำนวย อินทุภูติ - ดำริ ศุภพิโรจน์ - สมศักดิ์ จูสวัสดิ์)

  
หมายเหตุ

  
1. ข้อพิจารณาทางวิชาการ ปัญหากฎหมายในเรื่องการยกเว้นโทษเพราะเหตุกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนอยู่ในโครงสร้างความผิดอาญา (Verbrechensaufbau) ประการที่สองคือผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษหรือไม่เพียงใด (Verantwortlichkeit,Schuld)(สำหรับโครงสร้างความผิดอาญาประการแรกUnrechtstatbestand ให้ดูหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2529 หน้า 3-4, คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 เล่มที่ 5,สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ) การลดโทษเนื่องจากภาวะทางจิตไม่สมประกอบของผู้กระทำความผิดนั้น เริ่มเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปเมื่อประมาณปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีสำนักnaturlistisch-deterministischeLehre สนับสนุนความคิดนี้โครงสร้างความผิดอาญาประการแรก ให้ความสำคัญกับอันตรายของการกระทความผิดอาญาต่อสังคม (imputatiofacti) ส่วนโครงสร้างความผิดอาญาประการที่สองนี้ เป็นเรื่องความรับผิดชอบของผู้กระทำความผิดแต่ละคนต่อการกระทำของตน (imputatioiuris) โทษที่กำหนดขึ้นพิจารณาจากความเป็นอันตรายของการกระทำความผิดอาญาต่อสังคมส่วนโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดแต่ละคน จะต้องอยู่ในขอบเขตของความรับผิดชอบส่วนบุคคลของผู้กระทำความผิดนั้น ๆ การจะลงโทษผู้กระทำความผิดจึงต้องพิจารณาในทางอัตตวิสัยของผู้กระทำว่าสามารถควบคุมการกระทำของตนได้มากน้อยเพียงใด(diesubjektiveZurechenbarkeit) เพื่อมิให้การลงโทษ ผู้กระทำความผิดในแต่ละคดีกระทำไปด้วยความไร้มนุษยธรรม (vgl.HarroOtto,GrundkursStrafrecht,AllgemeineStrafrechtslehre,Berlin1976,s.185-187) การกระทำของคนวิกลจริต ย่อมถือเป็นการกระทำด้วยจิตใจชั่วร้ายอันควรแก่การลงโทษอย่างการกระทำของผู้มีจิตใจเป็นปกติไม่ได้ หากจะลงโทษดังกล่าวก็ไม่เกิดผลในการปราบปรามตามวัตถุประสงค์ของการลงโทษ

 
1.1 ข้อเท็จจริงที่จะนำมาตรา 65 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาปรับนั้นจะต้องเป็นการกระทำตามความหมายของมาตรา 59 กล่าวคือไม่ใช่การเคลื่อนไหวร่างกายขณะนอนหลับ หรือ การเคลื่อนไหวร่างกายที่เกิดจากปฏิกริยาของกล้ามเนื้อและไม่ใช่การกระทำในขณะมึนเมา(actioliberaincausa) เป็นต้น

 
1.2 ผู้กระทำต้องไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ในขณะกระทำความผิด หากผู้กระทำเกิดมีอาการดังกล่าวภายหลังการกระทำความผิดหรือคงมีอาการเช่นขณะกระทำความผิดพลาดมาจนถึงชั้นพิจารณาคดีและหรือชั้นบังคับคดีแล้ว ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการจำคุกไว้ก่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 หรือเป็นเหตุรอการประหารชีวิตและอาจลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246(1)

 
1.3 ภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ตกแก่ฝ่ายใดนั้นในทางตำราของไทยเห็นว่าคดีอาญาโจทก์นำสืบแสดงความผิดของจำเลยแต่ถ้าการกระทำเป็นความผิดและมีข้อยกเว้นความผิดหรือมีเหตุที่จำเลยจะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนโทษ เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ (จิตติติงศ์ภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 ตอน 2 พิมพ์ครั้งที่ 4 หน้า 698,อ้างประมูล สุวรรณศร, คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน (2501)หน้า 61) แต่ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของปคะเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐทั้งพนักงานอัยการและศาลที่จะต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงในคดีให้ได้ความจริงตามหลักการพิสูจน์ความจริง (Untersuchungsgrundsatz)ตามมาตรา 244 วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเยอรมัน -STPO-(vgl.WolfgangGrundsky,GrundlagendesVerfahrensrechts,2.Aufl.,Bielefeld1974,s.164)

 
1.4 การนำสืบถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษเข้าวินิจฉัยหรือไม่และผู้มีวิชาชีพกฎหมายจะมีความเชี่ยวชาญพิเศษในเรื่องนี้เพียงพอหรือไม่ ประเด็นข้อนี้ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้คู่ความนำผู้ชำนาญการพิเศษเข้าสืบหรือให้ศาลต้องรับฟังความเห็นของผู้ชำนาญการพิเศษ แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะให้ผู้ชำนาญการพิเศษทำาความเห็นประกอบการพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243

 
 ศาลฎีกาไทยเคยวินิจฉัยโดยไม่ได้รับฟังความเห็นของพยานผู้ชำนาญการพิเศษ ตัวอย่างเช่น

 
1.4.1 กรณีไม่มีเหตุลดโทษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 716/2516วินิจฉัยว่าจำเลยคลอดบุตรแล้วเป็นคนมีอาการฉุนเฉียว โกรธง่ายไม่ถือว่าเป็นจิตบกพร่อง, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1619/2516วินิจฉัยว่าการไม่พยายามบังคับตนเองไม่ใช่บังคับตนเองไม่ได้ส.มีนิสัยมุทะลุดุดันฆ่าคนโดยทำในขณะอารมณ์ชั่ววูบจากความโกรธแค้นไม่ใช่วิกลจริต

 
1.4.2 กรณีที่วินิจฉัยเป็นคุฯแก่ผู้กระทำความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 507/2475 วินิจฉัยว่า ม. ใช้สากหินตีภรรยาโดยไม่มีสาเหตุ เมื่อ 10 ปีมาแล้ว ม. เคยวิกลจริตแทงท้องตัวเอง ก่อนเกิดเหตุ 15 วัน ม. มีอาการมึนซึมขึ้นอีก มีลักษณะเช่นเดียวกับที่เคยเป็นในครั้งก่อน ตัดสินว่า ม. กระทำในขณะไม่รู้สึกผิดชอบให้ยกฟ้องและกักขังไว้จนหายเป็นปกติ, คำพิพากษาฎีกาที่ 1111/2498ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น. เป็นโรคจิตชนิดจิตเภท อาจกระทำในเวลารู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ได้ น. ฟัน จ. ถึงสาหัส ก่อนจะทำร้ายน. มีอาการเดินโซเซตาขวาง พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง ตัดสินว่าไม่ได้ความหนักแน่นว่า น. ทำในเวลามีสติรู้ผิดชอบ พยานหลักฐานแสดงว่าน. ไม่รู้ผิดชอบให้ยกฟ้อง

 
2. แนวกฎหมายอาญาของต่างประเทศ ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน, มาตรา 20 ของประเทศสาธารณรัฐออสเตรียมาตรา2a-c,ของประเทศสวิสมาตรา 10 บัญญัติทำนองเดียวกัน โดยยอมรับความผิดปกติทางจิตและทางร่างกายของผู้กระทำผิดเป็นเหตุลดโทษ, ของประเทศฝรั่งเศษมาตรา 64 ยอมรับความผิดปกติทางร่างกาย (diereinbiologischeMethode), ของประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกา จำกัดในเรื่องวิกลจริต (insanity) แคบมากโดยมีการทดสอบต่าง ๆ เช่นrightandwrongtest,M'Naghtenrule,irresistibleimpulsetest และ Durhamrule ซึ่งเป็นการทดสอบทางร่างกาย, ของประเทศอิตาลี มาตรา 88 ไม่รวมถึงการกระทำโดยใช้อารมณ์หรือทนทุกข์ทรมานและมาตรา 90 นั้นบัญญัติว่าการเป็นโรคจิตอย่างรุนแรง ถือว่าเป็นวิกลจริตเช่นกัน, ของประเทศสเปญ มาตรา 8Nr.1 และของประเทศเนเธอร์แลนด์มาตรา37ถือว่าเป็นเหตุหม่ต้องรับโทษเช่นกัน (Schuldausschliessungsgrund)(vgl.Hans-HeinrichJescheck,LehrbuchdesStrafrechts,SllgemeinerTeil,2.Aufl.,Berlin1972,s.334-335)

 
 แนวกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เห็นว่าการวินิจฉัยในเรื่องความรู้ผิดชอบของผู้กระทำความผิด(Schuldfahigkeit) เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นหน้าที่ของศาล(BGH7,237(239);8,113(118) แต่การวินิจฉัยของนักฎหมายในเรื่องนี้โดยหลักแล้วต้องอาศัยผู้ชำนาญการพิเศา ในคดีเกี่ยวกับความผิดปกติทางเพศ ศาลวินิจแัยว่าเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องรับฟังผู้ชำนาญการพิเศษทางวิชาการเพศ (BGH23,176(192ff.) ในทางตำรามีความเห็นว่าเราไม่อาจคาดหมายจากผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายว่าสามารถทราบถึงโรคจิตต่าง ๆ ได้ (krankhafteStorungen) ในความหมายของมาตรา 20 ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน แต่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายสามารถทราบว่าบุคคลนั้นผิดไปจากปกติธรรมดา และควรจะต้องนำเอาพยานผู้ชำนาญการพิเศษมาให้ความเห็น ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความรู้ผิดชอบของผู้กระทำความผิด เดิมปัญหาเกี่ยวกับโรคจิตและความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดนี้เป็นเรื่องวิชาการของจิตแพทย์แต่ปัจจุบันนี้จะต้องนำนักจิตวิทยาเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย และข้อเท็จจริงในส่วนนี้ควรจะเป็นเรื่องของแพทย์ (vgl.Hans-HeinrichJescheck,a.a.O,.s.HarroOtto,a.a.O,.s.195)

 
3. ความเห็นต่อคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้

 
3.1 ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังมาวินิจฉัยคดี จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มีการนำสืบพันธุ์ จนเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง อันจะถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่สุกงอมและยุติ กรณีที่ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หนทางสุดท้ายที่จะหันไปหาข้อสมมุติฐานของกฎมหายที่ให้ถือเอาข้อเท็จจริงที่เป็นคุณแก่จำเลย (indubioproreo) ทั้งนี้ภายใต้หลักการพิสูจน์ความจริง(Untersuchungsgrundsatz) ในคดีอาญา

 
3.2 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ไม่ปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้กระทำความผิดในขณะไม่รู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ศาลชั้นต้นเพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดในคราวเดียวกัน ฆ่า ช. พี่ชายของตน โดยไม่มีสาเหตุพิพาทกันฆ่าอ. หลานของตนที่เข้ามาขัดขวางแล้วเผาบ้านผู้อื่นเสียหาย และพยายามฆ่า พ. ผู้จะมาดับไฟ แต่ไม่ได้พิสูจน์ถึงว่าจำเลยเป็นบุคคลต้องด้วยมาตรา 65 หรือไม่ ข้อเท็จจริงส่วนนี้คงเป็นปริศนาไม่ได้นำสืบพิสูจน์กัน ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการที่จะด่วนสรุปว่ "จำเลยและบรรดาผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนนั้น น่าจะกระทำไปโดยจำเลยมีจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือนโดยแท้ เพราะสามัญชนซึ่งจิตใจเป็นปกติรู้ผิดชอบคงจะไม่กระทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน" เพราะข้อเท็จจริงที่จำเลยเป็นผู้มีจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือนนั้น ยังไม่ได้มีการนำสืบพิสูจน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีความเห็นในทางแพทย์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่สุกงอมที่จะฟังให้เป็นยุติได้ ข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันนี้ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า คนที่มีอาการฉุนเฉียวไม่พยายามบังคับตนเอง มีนิสัยมุทะลุดุดัน ไม่ใช่คนวิกลจริต (คำพิพากษาศาลฎีกาที่716/2516,1629/2516) ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยฆ่าคนโดยไม่มีสาเหตุไม่อาจสรุปทันทีว่าจำเลยเป็นคนที่มีจิตบกพร่องได้

 
3.3 หากศาลฎีกามีความสงสัยในข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยจะเป็นคนมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน และข้อเท็จจริงในส่วนนี้ยังไม่ได้มีการนำสืบพิสูจน์กันในศาลชั้นต้น ควรที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 15 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 และมาตรา 243(3)(ข)โดยรับฟังความเห็นของแพทย์ในฐานะผู้ชำนาญการพิเศษ แม้ในทางปฏิบัติการย้อนสำนวยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าว จะมีอุปสรรคมากก็ตาม

 
กมลชัย  รัตนสกาววงศ์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 471 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พยานผู้ชำนาญการพิเศษ / กมลชัย รัตนสกาววงศ์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[วิธีชำระเงิน]
[ข้อมูลเตรียมสอบฯ คลิก!]


ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/73

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/73

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 24735 คน


sitemap.xml