LawSiam.com

ลอว์สยาม ดอทคอม แบ่งปันความรู้ เตรียมสอบ 3 สนาม

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป: ลงทะเบียน หรือ เข้าระบบที่นี่*]




ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การชั่งน้ำหนักคำพยาน / พรชัย ด่านวิวัฒน์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 771/2540  

     
ป.วิ.อ. มาตรา 227

 
ป.อ. มาตรา 218 (4)

  
  พฤติการณ์ของพยานที่ยินยอมออกจากบ้านไปกับจำเลยในยามค่ำมืดล่วงเลยกำหนดเวลาที่บุคคลทั่วไปจะรับประทานขนมโดยยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยทุกประการไม่ว่าจำเลยจะสั่งให้ขับรถจักรยานยนต์ไปในทิศทางใดและจอดหยุดรอณที่ใดแม้จะให้นำรถจักรยานยนต์ไปซ่อนไว้ในคูข้างถนนและเฝ้ารถจักรยานยนต์ไว้ขณะที่จำเลยกับพวกนำถึงปุ๋ยเข้าไปในโรงเรียนที่เกิดเหตุพยานก็ยินยอมปฏิบัติตามโดยดีอีกทั้งไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นตกใจเมื่อไฟไหม้โรงเรียนแต่กลับขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยกับพวกไปส่งยังสถานที่ซึ่งจำเลยซ่อนรถจักรยานยนต์ของตนไว้ทั้งๆที่ทราบดีว่าจำเลยกับพวกวางเพลิงพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลผู้ถูกหลอกลวงให้เดินทางไปกับคนร้ายและพบการกระทำความผิดที่ร้ายแรงเพราะโดยสัญชาตญาณของผู้ที่ประสบเหตุร้ายแรงดังกล่าวและในฐานะที่เป็นชาวมุสลิมเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ในละแวกที่เกิดเหตุพยานน่าที่จะร้องตะโกนบอกให้ประชาชนเหล่านั้นทราบเพื่อจะได้ช่วยกันดับเพลิงและแจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบในโอกาสต่อมาแต่ไม่ปรากฏว่าพยานได้ดำเนินการใดๆคงเก็บงำไว้เป็นเวลานานถึง2วันจึงเล่าให้ส. เพื่อนร่วมงานฟังเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลผู้อยู่ในภาวะเช่นพยานจะพึงกระทำจึงเป็นการส่อพิรุธว่าพยานอาจจะไม่รู้เหตุการณ์ดังที่เบิกความในคืนเกิดเหตุนอกจากจะมีการวางเพลิงโรงเรียนที่เกิดเหตุแล้วยังมีการวางเพลิงโรงเรียนอื่นในเขตจังหวัดสงขลายะลาปัตตานีและนราธิวาสในเวลาเดียวกันได้ใช้วิธีการและวัสดุเชื้อเพลิงเหมือนๆกันอีกถึง37แห่งเชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายเดียวกันซึ่งดำเนินงานอย่างมีระบบโดยวางแผนกำหนดตัวบุคคลวิธีการปฏิบัติตลอดถึงวัสดุเชื้อเพลิงที่ใช้ไว้อย่างรอบคอบและรัดกุมงานก่อการร้ายจึงสำเร็จลุล่วงไปได้ตัวบุคคลผู้ดำเนินงานจึงน่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในขบวนการเดียวกันและไว้วางใจได้ไม่มีเหตุอันใดที่จะชักชวนบุคคลอื่นซึ่งอยู่นอกขบวนการให้เข้ามาทำงานเพราะอาจทำให้แผนงานที่กำหนดไว้เสียหายและยังเป็นการเปิดเผยความลับของขบวนการแก่บุคคลภายนอกอีกด้วยฉะนั้นคำเบิกความของพยานจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา227วรรคสอง

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218,83 และริบของกลาง

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(4), 83 จำคุก 20 ปี ริบของกลาง

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 
จำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ได้มีคนร้ายวางเพลิงเผาอาคารเรียนโรงเรียนบ้านกูยิ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน 1 หลัง เป็นเหตุให้อาคารเรียนและทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคารเรียนได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 1,027,600 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรียนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ พยานที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยกับพวกเข้าไปวางเพลิงโรงเรียนที่เกิดเหตุมีเพียงปากเดียว คือ นายซาฮีบูเลาะ ตาเฮ จึงต้องรับฟังคำเบิกความของพยานปากนี้ด้วยความระมัดระวัง ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายซาฮีบูเลาะว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม2536 เวลาประมาณ 24 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีพวกอีกคนหนึ่งนั่งซ้อนท้ายมาหาพยานที่บ้าน และชวนให้พยาน ขับรถจักรยานยนต์ตามไป บอกว่าจะไปหาขนมรับประทาน พยานขับรถจักรยานยนต์ตามที่จำเลยกับพวกไปจนกระทั่งถึงหมู่บ้านบาเลาะบาซะ อำเภอยี่งอจังหวัดนราธิวาส จำเลยกับพวกซ่อนรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับไว้บริเวณศาลาอ้างว่ากลัวคนจำเสียงรถได้ แล้วจำเลยกับพวกนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพยานไปตามเส้นทางที่จำเลยบอก โดยพยานไม่ทราบว่าจะไปที่ใด แต่ที่พยานยอมไปด้วยเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนกัน พยานขับรถจักรยานยนต์ไปได้สักครู่หนึ่งจำเลยบอกให้จอดจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์แล้วเดินเข้าไปในสวนยางพาราข้างทางประมาณ 5 นาที ก็เดินกลับออกมาพร้อมด้วยถึงปุ๋ยซึ่งมีวัตถุบรรจุอยู่ภายใน แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรเพียงได้กลิ่นเหมือนถ่านหินซึ่งชาวบ้านใช้เป็นเชื้อเพลิงในการจุดตะเกียงสำหรับกรีดยางพาราจำเลยบอกให้พยานขับรถจักรยานยนต์ไปยังหมู่บ้านกูยิซึ่งอยู่ในอำเภอเดียวกัน ครั้นถึงหมู่บ้านดังกล่าว จำเลยสั่งให้พยานจอดรถจักรยานยนต์และนำไปซ่อนไว้ในคูข้างถนนห่างจากโรงเรียนกูยิประมาณ 100 เมตร โดยให้พยานอยู่เฝ้ารถจักรยานยนต์ส่วนจำเลยกับพวกนำถึงปุ๋ยเข้าไปในโรงเรียนบ้านกูยิ หลังจากนั้นประมาณ15 นาที มีไฟลุกไหม้ขึ้นที่อาคารเรียนของโรงเรียนดังกล่าว จำเลยกับพวกวิ่งกลับออกมา พยานถามจำเลยว่าเผาโรงเรียนใช่หรือไม่จำเลยบอกว่าใช่และกำชับพยานว่าอย่าบอกใคร พยานขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยกับพวกกลับมาในเส้นทางเดินจนถึงศาลาที่ซ่อนรถจักรยานยนต์ไว้ แล้วจำเลยกับพวกจึงแยกย้ายไป โดยก่อนไปจำเลยมอบเงินให้แก่พยาน 1,000 บาท พร้อมกับกำชับอีกว่าอย่าบอกใคร พยานกลับถึงบ้านเมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกาของวันที่ 1 สิงหาคม 2536 จากคำเบิกความของนายซาฮีบูเลาะดังกล่าว แสดงว่าพยานเดินทางไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุเพราะถูกจำเลยหลอกลวงไม่ได้เต็มใจไปด้วย แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของพยานที่ยินยอมออกจากบ้านไปกับจำเลยในยามค่ำมืดดึกดื่น ล่วงเลยกำหนดเวลาที่บุคคลทั่วไปจะรับประทานขนมโดยยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยทุกประการ ไม่ว่าจำเลยจะสั่งให้ขับรถจักรยานยนต์ไปในทิศทางใดและจอดหยุดรอ ณ ที่ใด แม้จะสั่งให้นำรถจักรยานยนต์ไปซ่อนไว้ในคูข้างถนนและเฝ้ารถจักรยานยนต์ไว้ขณะที่จำเลยกับพวกนำถุงปุ๋ยเข้าไปในโรงเรียนที่เกิดเหตุพยานก็ยินยอมปฏิบัติตามโดยดี อีกทั้งไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นตกใจเมื่อไฟไหม้โรงเรียนที่เกิดเหตุ แต่กลับขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยกับพวกไปส่งยังสถานที่ซึ่งจำเลยซ่อนรถจักรยานยนต์ของตนไว้ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้วางเพลิงโรงเรียนที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ของพยานดังกล่าวเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลผู้ถูกหลอกลวงให้เดินทางไปกับคนร้ายและพบการกระทำความผิดที่ร้ายแรงการวางเพลิงโรงเรียนซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เป็นสถานที่อบรมสั่งสอนอนุชนของชาติให้มีความรู้เฉลียวฉลาดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา นับว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงและบ่อนทำลายความเจริญก้าวหน้าของอนุชนซึ่งได้รับประโยชน์จากโรงเรียนแห่งนั้น ในคืนเกิดเหตุหากนายซาฮีบูเลาะรู้เห็นเหตุการณ์ดังที่เบิกความ โดยสัญชาติญาณของผู้ที่ประสบเหตุร้ายแรงดังกล่าวและในฐานะที่เป็นชาวมุสลิมเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ในละแวกที่เกิดเหตุ ชั้นแรกพยานก็น่าที่จะร้องตะโกนบอกให้ประชาชนเหล่านั้นทราบ เพื่อจะได้ช่วยกันดับเพลิงอย่างเร่งด่วน และแจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครองหรือตำรวจทราบในโอกาสต่อมา แต่ไม่ปรากฏว่าพยานได้ดำเนินการใด ๆ เลย คงเก็บงำไว้เป็นเวลานานถึง 2 วัน จึงเล่าให้นายสะมะแอ เจ๊ะเลาะเพื่อนร่วมงานทราบ เป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลผู้อยู่ในภาวะเช่นพยานจะพึงกระทำเช่นกัน พฤติการณ์ทั้งหมดของพยานปากนี้ดังกล่าวมาส่อพิรุธว่าพยานอาจจะไม่รู้เห็นเหตุการณ์ดังที่เบิกความในคืนเกิดเหตุนอกจากจะมีการวางเพลิงโรงเรียนบ้านกูยิแล้ว ยังมีการวางเพลิงโรงเรียนอื่นในเขตจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสในเวลาเดียวกันโดยใช้วิธีการและวัสดุเชื้อเพลิงเหมือน ๆกันอีกถึง 37 แห่ง เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายเดียวกัน ซึ่งดำเนินงานอย่างมีระบบโดยวางแผนกำหนดตัวบุคคล วิธีการปฏิบัติ รวมตลอดถึงวัสดุเชื้อเพลิงที่ใช้ไว้อย่างรอบคอบและรัดกุม งานก่อการร้ายจึงสำเร็จลุล่วงไปได้นับว่าเป็นการก่อการร้ายที่อุกอาจมากและเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง ตัวบุคคลผู้ดำเนินงานจึงน่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในขบวนการเดียวกันและไว้วางใจได้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะชักชวนบุคคลอื่นซึ่งอยู่นอกขบวนการของพวกตนให้เข้ามาทำงาน ทั้งนี้เพราะนอกจากบุคคลนั้นอาจจะไม่ให้ความร่วมมือจนทำให้แผนงานที่กำหนดไว้เสียหายแล้ว ยังเป็นการเปิดเผยความลับของขบวนการแก่บุคคลภายนอกอีกด้วย เป็นอันตรายต่อขบวนการอย่างยิ่ง คำเบิกความของนายซาฮีบูเลาะดังกล่าวข้างต้นจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือนอกจากนี้ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายพูโลซึ่งเป็นผู้วางเพลิงในโรงเรียนในคดีนี้และโรงเรียนอื่นรวม 38 แห่งแต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทประจวบ กรีแก้วและร้อยโทชวลิต ชูดำว่า ตามรายงานของพันตำรวจโทประจวบไม่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยเป็นผู้วางเพลิงโรงเรียนและร้อยโทชวลิตก็ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการดังกล่าว เพียงแต่ตามสายข่าวของทหารพยานเชื่อว่าจำเลยน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้นศาลฎีกาเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดี พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

 
พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง

    
(ปรีชา นาคพันธุ์ - อำนวย สุขพรหม - ระพินทร บรรจงศิลป)

 

หมายเหตุ
 

 
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมีประเด็นที่น่าพิจารณาอยู่2 ประเด็น ได้แก่

 
1. การที่พยาน (นายซาฮี บูเลาะ ตาเฮ) มิได้ร้องตะโกนบอกให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทราบถึงการวางเพลิง แต่คงเก็บงำเรื่องไว้ถึง2 วัน จะเป็นการส่อพิรุธว่าพยานไม่รู้เห็นเหตุการณ์ดังที่เบิกความหรือไม่ และ

 
2. ลักษณะ (nature) ของขบวนการก่อการร้ายที่มีการทำงานอย่างเป็นระบบกลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำลายน้ำหนักคำพยานลงอย่างมาก

 
ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นทั้ง 2 นี้น่าจะได้วินิจฉัยพิเคราะห์ในเชิงวิชาการเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษากฎหมายของไทยในอนาคต


สำหรับในประเด็นแรกนั้น เป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักคำพยานซึ่งเป็นดุลพินิจเต็มที่ของศาล ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละคดีไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1123/2526) นอกจากนี้ ลักษณะของบุคคลที่เป็นพยานก็มีส่วนที่ทำให้ศาลเชื่อคำพยานหรือไม่(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2482, 687/2529, 2853/2530) ดังนั้นเมื่อศาลยังสงสัยคำเบิกความของพยาน ศาลก็จะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227)การที่ศาลจะใช้ดุลยพินิจสันนิษฐานในทางที่เป็นผลร้ายต่อจำเลยย่อมขัดมาตรา 227 ดังกล่าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 231/2530)อย่างไรก็ดีมีข้อที่น่าสังเกตว่าข้อเท็จจริงที่รับฟังกันเป็นที่ยุติว่า การที่พยานยินยอมออกจากบ้านไปกับจำเลยในยามค่ำมืดและมิได้แสดงอาการตื่นตกใจเมื่อไฟไหม้โรงเรียน อีกทั้งน่าจะร้องตะโกนให้ประชาชนทราบเพื่อช่วยกันดับเพลิงและแจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบ แต่เก็บงำเรื่องไว้ถึง 2 วัน จึงเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังดังนี้ จะถือว่า "เป็นการส่อพิรุธว่าพยานอาจจะไม่รู้เหตุการณ์ดังที่เบิกความ" นั้นน่าจะต้องมีการวินิจฉัยต่อไปโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามปกติในแง่ที่ว่าจำเลยเป็นผู้มีประวัติเป็นสมาชิกคนหนึ่งของขบวนการก่อการร้ายกลุ่มพูโล ซึ่งพยานอาจจะทราบหรือไม่ก็ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาไม่ปรากฏ แต่การที่จำเลยกับพยานรู้จักกันดี พฤติการณ์ก็ส่อไปในทางที่ว่าพยานอาจจะรู้สถานะของจำเลยก็ได้ นอกจากนี้การที่จำเลยเป็นผู้อยู่ขบวนการก่อการร้ายย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้พยานหวาดกลัวไม่กล้าที่จะแพร่งพรายพฤติกรรมของจำเลยเนื่องจากเกรงจะเกิดภัยแก่ตนรวมทั้งการที่จำเลยชักชวนพยานให้ออกไปในคืนเกิดเหตุพยานก็อาจเกรงว่าตนจะถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือสนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิดก็ได้ นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ว่า พยานได้รับมอบเงินจำนวน 1,000 บาท จากจำเลยเพื่อตอบแทนคำสัญญาว่าจะไม่บอกผู้ใดน่าจะเป็นมูลเหตุชักจูงใจสำคัญที่ยับยั้งพยานมิให้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวไปเล่าให้ผู้ใดฟังทันทีหรือจะแจ้งต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยพลัน ทั้งนี้ เพราะหากพิจารณาถ้อยคำตามเหตุผลของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ว่า การที่พยานไม่ร้องตะโกนบอกใครให้ช่วยกันดับเพลิงและยังเก็บงำข้อเท็จจริงไว้ทำให้ถือว่าพยานอาจจะไม่รู้เห็นเหตุการณ์ก็ย่อมจะทำให้พยานที่อยู่ในฐานะถูกข่มขู่ หรือเกรงกลัวอิทธิพลไม่สามารถมาให้การเป็นพยานเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ได้ ที่สำคัญก็คือจำเลยเองก็รับว่าสารภาพกับพยานว่าตนเป็นผู้เผาโรงเรียน จึงน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งในการใช้ชั่งน้ำหนักคำพยาน อย่างไรก็ดีมีข้อพิจารณาประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ พยานมิได้เห็นจำเลยลงมือเผาโรงเรียนจริง ๆคงเชื่อคำบอกเล่าของจำเลยเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นคำรับที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองก็ตาม แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบก็อาจไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นในความเห็นของผู้เขียนสำหรับประเด็นแรกนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยถูกต้องแล้ว หากแต่ถ้าได้มีการวินิจฉัยเลยไปถึงข้อพิจารณาอื่น ๆ ด้วย ก็จะช่วยทำให้เกิดความกระจ่างขึ้นและเป็นประโยชน์ทางด้านวิชาการต่อไป

 
ส่วนประเด็นที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเองก็ยอมรับว่ามีขบวนการก่อการร้าย ซึ่งหากดูจากกฎหมายไทยในขณะนี้ ก็ยังไม่มีนิยามของความผิดฐานก่อการร้ายโดยตรง ทั้งนี้ เพราะในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศเอง คำนิยามดังกล่าวก็ยังไม่เป็นที่ยุติแต่สิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันก็คือ การก่อการร้ายนั้นมุ่งประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวพอจะเทียบได้กับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร แม้ว่าเราจะมีพระราชบัญญัติเดินอากาศพ.ศ. 2522 กำหนดฐานความผิดที่เกี่ยวกับการจี้เครื่องบินไว้แต่ความผิดดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (international terrorism) เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการพยายามอ้างวิธีการก่อการร้ายว่าเป็นการกระทำเพื่อใช้สิทธิกำหนดใจของประชาชน (self-determination) แต่การใช้สิทธิกำหนดใจเช่นว่านั้นเป็นเรื่องของเมืองที่อยู่ใต้อาณานิคมซึ่งต้องการเอกราช แต่มิใช่เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างอำนาจอธิปไตยหรือแบ่งแยกดินแดนหมายความว่า ความผิดฐานก่อการร้าย (ระหว่างประเทศ) นี้ถือได้ว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงและทุกประเทศควรร่วมมือกันปราบปราม ดังนั้นการที่ศาลฎีกาเห็นว่า "ตัวบุคคลผู้ดำเนินการจึงน่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในขบวนการเดียวกันและไว้วางใจได้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะชักชวนบุคคลอื่นซึ่งอยู่นอกขบวนการของพวกตนให้เข้ามาทำงาน ทั้งนี้เพราะนอกจากบุคคลนั้นอาจจะไม่ให้ความร่วมมือจนทำให้แผนงานที่กำหนดไว้เสียหายแล้วยังเป็นการเปิดเผยความลับของขบวนการแก่บุคคลภายนอกอีกด้วย คำเบิกความ จึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ"นั้น ชวนให้คิดไปว่า คำเบิกความของพยานเป็นเท็จหรือไม่ หรือถึงแม้จะมิใช่ความเท็จ แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นการชักชวนกันไปดังที่พยานเบิกความ ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอันใดที่จะไม่เชื่อถือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการก่อการร้ายนั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะไม่มีคนนอกขบวนการมามีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในการกระทำผิดซึ่งในกฎหมายไทยเองก็มีเรื่องผู้สนับสนุน แต่หากเป็นกฎหมายสหรัฐอเมริกาแล้ว จะมีบทบัญญัติเรื่องการสมคบวางแผนหรือconspiracy ซึ่งมีความหมายกว้างครอบคลุมการกระทำที่สามารถรวมกันประกอบเป็นความผิดได้ (composite offence) อย่างไรก็ดีเหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า คำเบิกความของพยานมีน้ำหนักและไม่มีพยานหรือเหตุผลแวดล้อมใดมาช่วยให้มีน้ำหนักพอที่จะวินิจฉัยได้ว่าจำเลยกระทำผิด(ดูเทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2514) ประกอบกันด้วย เพียงแต่ศาลฎีกามิได้เขียนไว้ในคำพิพากษาเท่านั้น

 
อีกประเด็นหนึ่งที่มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ก็คือ คำพิพากษาศาลฎีกาต่าง ๆ น่าจะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์จากเดิมที่ห้ามผู้พิพากษาทำความเห็นแย้งหรือความเห็นเฉพาะตัวเพราะที่จริงแล้ว ในต่างประเทศหรือในกรณีของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกก็มีการอนุญาตให้ผู้พิพากษาทำความเห็นแย้ง(dissenting opinion) หรือความเห็นเฉพาะตัว (separate opinion)ได้ กล่าวคือแม้ผู้พิพากษาท่านนี้จะเห็นด้วยกับผลหรือข้อสรุปของคำพิพากษาแต่ก็อาจจะให้เหตุผลแตกต่างจากผู้พิพากษาส่วนใหญ่ก็ได้ ซึ่งความเห็นแย้งก็ดี ความเห็นเฉพาะตัวก็ดี หากได้นำลงพิมพ์ในคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยก็จะเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการอย่างยิ่งและผู้เขียนก็ไม่คิดว่าหากมีความเห็นแย้งหรือความเห็นเฉพาะตัวแล้วจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาศาลฎีกาด้อยค่าไปแต่ประการใด หากแต่ยังแสดงให้เห็นความมีอิสระของผู้พิพากษาที่จะแสดงความคิดเห็น เพราะแม้แต่คำพิพากษาศาลฎีกาด้วยกันก็ยังมีการกลับแนวคำพิพากษาได้เสมอ แต่ประชาชนรวมทั้งนักกฎหมายก็ยังเคารพคำพิพากษาศาลฎีกาทุกฉบับไม่เสื่อมคลาย จึงขอถือโอกาสฝากประเด็นนี้ไว้เป็นข้อพิจารณาต่อไปด้วย

 
     พรชัย ด่านวิวัฒน์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 471 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การชั่งน้ำหนักคำพยาน / พรชัย ด่านวิวัฒน์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com