ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง หลักการของการป้องกันเกินขอบ / ธานิศ เกศวพิทักษ์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 190/2541   

    
 
ป.อ. มาตรา 60, 69, 80, 288, 299

  
   จำเลยเจตนายิงผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจาก จำเลยถูกผู้เสียหายที่ 1 กับพวก เข้ามา กลุ้ม รุม ทำร้าย จำเลยก่อน จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัวเองเพื่อ มิให้ถูกทำร้ายแต่การที่จำเลยใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรง ยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัด โดยผู้เสียหายที่ 1 มีเพียงก้อนหินและไม่ปรากฏว่าพวกผู้เสียหายที่ 1 มีอาวุธ กระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่บั้นเอวด้านซ้าย สะโพกด้าน ซ้ายและด้านขวา จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสถ้าผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้กระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2และที่ 3 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายของผู้เสียหาย ที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ นับว่าเป็นการกระทำเกินกว่า กรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ   ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 ต้องเป็นกรณีชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งหมายถึงกรณีที่ไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัส

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 60, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

 
จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาต

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60, 80, 90, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปีลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก6 ปี 8 เดือน ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน รวมโทษในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก9 เดือน รวมจำคุกจำเลย 7 ปี 5 เดือน ริบของกลาง

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 
จำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงถูกนายปัญญา ฐาปโนสถผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณบั้นเอวด้านซ้ายสะโพกด้านซ้ายและด้านขวา และกระสุนปืนที่จำเลยยิงพลาดไปถูกนายสมบัติ อิศรางกุณ ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณปลายนิ้วนางด้านขวาและพลาดไปถูกนางสาวสมพร หมู่สุขศรี ผู้เสียหายที่ 3ที่บริเวณบั้นเอวด้านซ้าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเจตนายิงผู้เสียหายที่ 1ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ว่ายิงขู่ขึ้นฟ้าหรือยิงในขณะผู้เสียหายที่ 1ไล่ตามจำเลยมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่ที่จำเลยอ้างว่าถูกผู้เสียหายที่ 1 ทำร้ายก่อนและพวกผู้เสียหายที่ 1 เข้ามา กลุ้มรุมทำร้ายจำเลยนั้นมีน้ำหนักรับฟังได้ เพราะผู้เสียหายที่ 1 ยอมรับว่าเข้าชกจำเลยก่อน และจากคำเบิกความของพยานโจทก์อีก 2 ปากต่างยืนยันว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกกลุ้มรุมทำร้ายจำเลยเพียงคนเดียว ข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 1 เพราะถูกผู้เสียหายที่ 1 กับพวกกลุ้มรุมทำร้าย การที่ผู้เสียหายที่ 1เป็นฝ่ายก่อเหตุวิวาทก่อนโดยเข้าชกทำร้ายจำเลยและพวกผู้เสียหายเข้ากลุ้มรุมทำร้าย จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัวเองเพื่อมิให้ถูกทำร้าย แต่การป้องกันตัวของจำเลยดังกล่าว จำเลยใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัด โดยปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยเพียงว่าผู้เสียหายที่ 1 มีเพียงก้อนหิน และไม่ปรากฏว่าพวกผู้เสียหายที่ 1 มีอาวุธ เพียงแต่กลุ้มรุมทำร้ายจำเลยเท่านั้น กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1ที่บั้นเอวด้านซ้าย สะโพกด้านซ้ายและด้านขวา จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสแพทย์ให้ความเห็นว่าถ้าผู้เสียหายที่ 1ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจถึงแก่ความตาย นอกจากนี้กระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 นับว่าเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ

 
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 นั้น เห็นว่า ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ต้องเป็นกรณีชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปและมีบุคคลได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งหมายถึงกรณีที่ไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายจนได้รับอันตรายสาหัสแต่คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1โดยมีเจตนาฆ่า จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 แต่การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 60 ประกอบด้วยมาตรา 69 จำคุก 3 ปีลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

    
(พิชัย เตโชพิทยากูล - ทวีชัย เจริญบัณฑิต - ชวลิต ธรรมฤาชุ)

  
หมายเหตุ

  
 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ได้บัญญัติวางหลักการของการป้องกันเกินขอบเขตไว้ 2 กรณี คือ การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ กรณีหนึ่ง และการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งมีผลทางกฎหมายเหมือนกันกล่าวคือศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ และถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้นความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้ แต่การปรับบทกฎหมายทั้งสองกรณีนั้น มีความแตกต่างกัน กล่าวคือการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ผู้ป้องกันมิได้กระทำการป้องกันด้วยวิถีทางน้อยที่สุดเท่าที่จำต้องกระทำหรือกระทำการป้องกันเกินสัดส่วนกับภยันตราย แต่การป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน เป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อป้องกันสิทธิต่อภยันตรายที่ยังอยู่ห่างไกลหรือต่อภยันตรายที่ผ่านพ้นไปแล้ว

 
 ศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ ได้บันทึกหมายเหตุท้ายฎีกาที่ 782/2520 ไว้ตอนหนึ่งว่า "ยังไม่ถึงขั้นที่จำต้องป้องกันก็ยิงหรือเลยขั้นที่จำต้องป้องกันแล้วก็ยังยิง จึงเป็นเรื่องทำเกินกว่าที่จำต้องทำเพื่อป้องกัน" อันเป็นหลักการที่สื่อความหมายของการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันได้ชัดเจนที่สุด กล่าวคือ กรณียังไม่ถึงขั้นที่จำต้องป้องกันก็ยิงนั้นเป็นการป้องกันสิทธิต่อภยันตรายที่ยังอยู่ห่างไกล เช่น ใช้ปืนยิงเด็กซึ่งส่องไฟหากบที่ริมรั้วบ้านตาย โดยสำคัญผิดว่าเด็กเป็นคนร้ายจะมาฆ่าพี่ชาย ขณะใช้ปืนยิงเด็กอยู่ห่าง 7 วา และยังไม่ทันเข้ามาในรั้วบ้าน (คำพิพากษาฎีกาที่ 872/2510) กระบือถูกลักไปหลายครั้งคงเหลือตัวเดียว คือเกิดเหตุผู้ตายเดินผ่านหน้าบ้านจึงใช้อาวุธปืนยิงเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้ายมาลักกระบือ(คำพิพากษาฎีกาที่ 2442/2527) จำเลยสำคัญผิดว่าคนที่มาเคาะประตูห้องพักเป็นสามีเก่าของผู้ตายจะมาทำร้ายจำเลยแต่กลับเป็นผู้ตาย จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายโดยสำคัญผิดทั้ง ๆ ที่ประตูห้องเกิดเหตุมีโซ่คล้องอยู่ สามารถเปิดได้ประมาณ 1 คืบ เท่านั้น(คำพิพากษาฎีกาที่ 4613/2534) ส่วนกรณีเลยขั้นที่จำต้องป้องกันแล้วก็ยังยิงนั้น เป็นการป้องกันสิทธิต่อภยันตรายที่ผ่านพ้นไปแล้วเช่น ใช้ปืนยิงผู้ตาย หลังจากที่ผู้ตายก่อเหตุและหันกลับวิ่งหนี(คำพิพากษาฎีกาที่ 1542/2509,4952/2536) คนร้ายลอบวางเพลิงบ้านจำเลยไปแล้ว จำเลยเห็นผู้ตายยืนอยู่หน้าบ้านสำคัญผิดว่าเป็นคนร้ายจึงใช้ปืนยิงผู้ตาย (คำพิพากษาฎีกาที่ 529/2517)ยิงผู้ตายล้มลงแล้วเอาไปทิ้งลงเหว (คำพิพากษาฎีกาที่ 2410/2530)แทงหรือยิงผู้ตายในขณะที่ผู้ตายหมดโอกาสทำร้ายจำเลยแล้ว(คำพิพากษาฎีกาที่ 2066/2533,1579/2534,3206/2536)ผู้ตายไม่อาจจะทำร้ายจำเลยต่อไปแล้วจำเลยยังตีซ้ำอีก(คำพิพากษาฎีกาที่ 1407/2537) ผู้ตายกับพวกเป็นเครือญาติกับจำเลยเอง เมื่อพ.ชกจำเลยล้มลงแล้ว ผู้ตายก้มตัวจะดึงจำเลยขึ้น แต่จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายจะทำร้าย จึงใช้มีดแทงผู้ตายทั้งที่ผู้ตายกับเครือญาติไม่มีอาวุธ (คำพิพากษาฎีกาที่ 4314/2536)

 
 ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยเจตนายิงผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้ามากลุ้มรุมทำร้าย ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกำลังเผชิญต่อภยันตรายที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้ามากลุ้มรุมทำร้าย อันเป็นภยันตรายที่กำลังเกิดขึ้นและภยันตรายนั้นยังหาได้ผ่านพ้นไปไม่การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิต่อภยันตรายที่ยังอยู่ห่างไกล หรือต่อภยันตรายที่ผ่านพ้นไปแล้วอันจักเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันแต่การที่จำเลยใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายที่ 1หลายนัด โดยผู้เสียหายที่ 1 มีเพียงก้อนหิน และไม่ปรากฏว่าพวกผู้เสียหายที่ 1 มีอาวุธ กระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายที่ 1ที่บั้นเอวด้านซ้ายสะโพกด้านซ้ายและด้านขวา จนผู้เสียหายที่ 1ได้รับอันตรายสาหัสถ้าผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจถึงแก่ความตายได้นอกจากนี้กระสุนปืนยังพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายนั้นหากเทียบสัดส่วนระหว่างภยันตรายที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกก่อขึ้นซึ่งมุ่งเพียงทำร้ายร่างกายแต่จำเลยใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้เสียหายที่ 1 หลายนัดโดยมีเจตนาฆ่า น่าจะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิป้องกันเกินสัดส่วนกับภยันตรายอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

 
  ธานิศ  เกศวพิทักษ์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 356 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง หลักการของการป้องกันเกินขอบ / ธานิศ เกศวพิทักษ์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[วิธีชำระเงิน]
[ข้อมูลเตรียมสอบฯ คลิก!]


ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/73

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/73

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 24739 คน


sitemap.xml