ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พรากและหน่วงเหนี่ยวกักเด็กไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ / จิตฤดี วีระเวสส์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2545    

   
 
ป.อ. มาตรา 59, 90, 91, 313, 317

  
 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 6 ปีเศษไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่ความผิดหลายกรรมไม่

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยปราศจากเหตุอันสมควร ได้ร่วมกันพรากเด็กหญิงศศิธร ทองเพชร อายุ 6 ปีเศษ ซึ่งยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนายวีรวัฒน์ ทองเพชร และนางศิริยาภรณ์ เอกญาณกุล บิดามารดาเพื่อหากำไร และเมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 23 กันยายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงติดต่อกัน จำเลยทั้งสองเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ได้ร่วมกันนำตัวเด็กหญิงศศิธร อายุไม่เกิน 15 ปี ไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บ้านไม่มีเลขที่ ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร แล้วเรียกเอาค่าไถ่เป็นเงิน 700,000 บาท จากนางศิริยาภรณ์มารดาของเด็กหญิงศศิธรหรือน้องเมย์ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 313, 317

 
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 317 วรรคสาม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ให้จำคุก 15 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อหากำไร ให้จำคุก5 ปีรวมจำคุกคนละ 20 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละสองในห้าส่วน คงจำคุกคนละ 12 ปี

 
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 
จำเลยที่ 2 ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบาลงอีกหรือไม่ เห็นว่า ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อหากำไรนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 หลังจากลดโทษให้แล้วคงจำคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการลงโทษจำเลยที่ 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกันเอาตัวเด็กอายุเพียง 6 ปีเศษ ไปจากบิดามารดาแล้วเรียกค่าไถ่จากบิดามารดาเด็กเช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นการทรมานจิตใจผู้ที่เป็นบิดามารดาและญาติใกล้ชิด อีกทั้งก่อให้เกิดความหวาดเกรงแก่ประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องต่อศาล ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 2 ฟัง และถามว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดแต่อย่างใด ทั้งหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 จึงขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์และให้การใหม่เป็นการให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจำคุก 15 ปี จึงเป็นการลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ อีกทั้งไม่มีเหตุที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ประกอบกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลดโทษในความผิดฐานนี้ให้สองในห้าส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้เพียง 9 ปี จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปจากบิดามารดาผู้ปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สองในห้าส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

    
(วรนาถ ภูมิถาวร - ปัญญา ถนอมรอด - สุเทพ เจตนาการณ์กุล)

  
หมายเหตุ

  
 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาคดีนี้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากเด็กไปจากมารดา และหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินค่าไถ่นั้น เป็นความผิดกรรมเดียวซึ่งผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยมุ่งเน้นไปที่จุดมุ่งหมายหรือเป้าประสงค์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นสำคัญ ซึ่งการพิจารณาถึงเจตนามุ่งหมายนี้สามารถเทียบเคียงได้กับข้อเท็จจริงกรณีที่จำเลยลักสมุดเงินฝากออมทรัพย์ของผู้อื่นไป แล้วจัดการปลอมลายมือชื่อในใบถอนเงินของธนาคาร จากนั้นนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของธนาคารและได้รับเงินมา จะเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากธนาคารเป็นหลัก การกระทำดังกล่าวแม้จะเป็นการกระทำคนละวันและเป็นทั้งความผิดฐานลักทรัพย์ ปลอมเอกสารใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกงก็ตาม ก็เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2545 และที่ 8018/2544) ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าวมาก็เนื่องจากมีเจตนาเพียงเพื่อต้องการให้ได้มาซึ่งเงินจากการเรียกค่าไถ่เป็นหลักเท่านั้น แม้ว่าการกระทำตามขั้นตอนต่าง ๆ จะเป็นความผิดทั้งฐานพรากเด็ก หน่วงเหนี่ยวกักขังและจับคนไปเรียกค่าไถ่ แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งก็เป็นข้อกฎหมายที่ชอบด้วยเหตุผลโดยเทียบเคียงตามแนวบรรทัดฐานที่วางหลักกันมา

 
 แต่เมื่อพิจารณาความผิดฐานพรากเด็กและพรากผู้เยาว์แล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นความผิดที่กระทำต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการพาหรือแยกเด็กหรือผู้เยาว์ออกจากความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 351/2526) แม้จะไม่ปรากฏว่าการพรากนั้นเป็นไปเพื่อประสงค์สิ่งใดหรือเพื่อประโยชน์อย่างใด หากเพียงแต่มีเจตนาพรากเด็กหรือผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควรก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรกแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1258/2542)เช่น การดึงเด็กอายุ 8 ปีไปจากผู้ดูแลโดยจับตัวอุ้มไป ถือเป็นความผิดฐานพรากเด็กแล้ว(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2522) ส่วนการรับซื้อ จำหน่าย หรือกระทำเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารเอากับตัวเด็กและผู้เยาว์นั้นถือเป็นเจตนาพิเศษที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสองและวรรคท้าย เช่นการพรากเด็กไปเพื่อให้ขอทานเงินและเก็บหาทรัพย์สินมาให้ตน เป็นการกระทำเพื่อหากำไรและประโยชน์ในทางทรัพย์สินอันเป็นเจตนาพิเศษในการพรากเด็ก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2530) หรือผู้กระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อการอนาจาร ใช้อุบายหลอกลวงเด็กอายุ 5 ปีเศษ ให้ไปเก็บดอกไม้ในสวนแล้วจะให้เงิน เด็กหลงเชื่อเดินตามไปจึงถูกข่มขืนกระทำชำเรา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1682/2532)

 
 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองในคดีนี้พรากเด็กอายุเพียง 6 ปีเศษ โดยการพาหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควร ความผิดฐานพรากเด็กย่อมสำเร็จแล้ว เมื่อการกระทำดังกล่าวจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่อันเป็นการหากำไร จำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย

 
 สำหรับความผิดฐานจับคนไปเรียกค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 ถือเป็นความผิดสำเร็จเมื่อนำตัวคนไปโดยเจตนาพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ แม้ว่าจะยังไม่ได้ติดต่อเรียกค่าไถ่ก็ตาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 1827/2520 และที่ 2848/2527) ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นความผิดที่กระทำต่อผู้ถูกเอาตัวไป ฉะนั้น การที่จำเลยทั้งสองเอาตัวเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้เพื่อเรียกเอาค่าไถ่ 700,000 บาท จากมารดาของเด็ก จึงเป็นความผิดที่กระทำต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก เป็นความผิดฐานจับคนไปเรียกค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313(1)(3) และเป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 อีกบทหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

 
 จากการที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันพรากและหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ซึ่งเป็นความผิดที่กระทำต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคท้าย กรรมหนึ่งแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองเอาตัวเด็กไปหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ แม้จะยังไม่ได้รับเงินค่าไถ่เพราะเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปช่วยเหลือเอาเด็กออกมาได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313(1)(3) อีกกรรมหนึ่งนั้นน่าจะเป็นการวินิจฉัยด้วยเหตุผลตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นที่วางแนวบรรทัดฐานกันมาเช่นกัน เนื่องจากการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันนั้น มิใช่จะพิจารณาแต่เพียงว่าเป็นการกระทำความผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป การกระทำความผิดหลายฐานในครั้งเดียวคราวเดียวอาจเป็นหลายกรรมต่างกันก็ได้ เช่น จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและพรากผู้เสียหายไปจากมารดาของผู้เสียหายซึ่งเป็นการกระทำในคราวเดียวกัน อันเป็นความผิดต่อผู้เสียหายกับความผิดต่อมารดาผู้เสียหาย ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดต่างฐานต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131/2537)

 
 อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาเรื่องการกระทำความผิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลสูงสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่มุมมองในการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมระหว่างศาลล่างและศาลสูงยังมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้างอยู่ประปราย โดยเฉพาะกรณีของข้อกฎหมายที่ไม่เคยปรากฏแนวบรรทัดฐานมาก่อน ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของแนวความคิดหรือมุมมองต่าง ๆ ที่ต้องขับเคลื่อนไล่ให้ทันกับพฤติการณ์หรือวิธีการใหม่ ๆของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นตามยุคสมัยของสังคมที่นับวันจะก้าวหน้าทันสมัยและซับซ้อนยิ่งขึ้น

 
จิตฤดี วีระเวสส์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 445 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พรากและหน่วงเหนี่ยวกักเด็กไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ / จิตฤดี วีระเวสส์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


sitemap.xml