ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก / ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2551      

 
 
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4

 
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 212, 225

 
ป.อ. มาตรา 90, 91, 341, 343 วรรคแรก

  
          พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 วรรคแรก บัญญัติว่า “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืนเงินตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนนั้น เพียงแต่จำเลยแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยกู้ยืม ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไปชักชวนผู้เสียหายแต่ละคน คนละหลายครั้ง ดังนั้น การที่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินมาให้กู้ยืมและจำเลยรับไว้ ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย คือ 14 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย

 
________________________________

  
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืนเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 และให้จำเลยคืนต้นเงินที่จำเลยฉ้อโกงและกู้ยืมไปและยังไม่ได้คืนรวม 1,102,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 14 ราย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินเสร็จสิ้น

 
          จำเลยให้การปฏิเสธ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก) พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคแรก), 12 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากผู้เสียหายและยังไม่ได้คืนรวม 1,102,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง 14 คน ตามส่วน (ที่ถูก ให้จำเลยคืนต้นเงินแก่นางจั่น จำนวน 5,000 บาท นางทองทรัพย์ นางหอม คนละ 10,000 บาท นายเชย จำนวน 17,000 บาท นางเจียว นายวินิจ นางยุพิน คนละ 30,000 บาท นายเสริง นายคำ คนละ 40,000 บาท นายบุญโชค จำนวน 90,000 บาท นางสอาด จำนวน 100,000 บาท นายสังข์ จำนวน 150,000 บาท นายสง่า จำนวน 250,000 บาท และนางสอิ้ง จำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,102,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

 
          จำเลยอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

 
          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัย “คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้ง 14 คน เบิกความเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ติดต่อชักชวนให้ผู้เสียหายทั้ง 14 คน นำเงินไปลงทุนโดยจะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 70 ต่อ 25 วัน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนที่ได้ตกลงกันไว้ เห็นว่า แม้การที่ผู้เสียหายทั้ง 14 คน ได้มอบเงินให้แก่จำเลยไปโดยที่ไม่มีเอกสารแสดงว่าจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากผู้เสียหายทั้ง 14 คน แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของผู้เสียหายทั้ง 14 คน ต่างรู้จักกับจำเลยมาก่อนไม่มีสาเหตุโกรธเคือง จึงไม่มีข้อให้ระแวงว่าจะแต่งเรื่องขึ้นมากลั่นแกล้งจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่าเป็นเรื่องการเล่นแชร์ซึ่งมีบุคคลอื่นเป็นผู้จัดขึ้น และผู้เสียหายตลอดจนชาวบ้านอื่นเข้าไปร่วมเล่นแชร์ดังกล่าวนั้น เป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ผู้เสียหายทั้ง 14 คน มีวัยวุฒิสูงกว่าจำเลย ส่วนวุฒิการศึกษาและอาชีพเช่นเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายจะหลงเชื่อว่าจำเลยจะมีความสามารถที่จะนำเงินไปลงทุนจำนวนสูงขนาดนั้นทั้งเป็นพฤติกรรมที่ผิดวิสัยที่วิญญูชนทั่วไปพึงประพฤติในการนำเงินจำนวนมากไปลงทุนโดยไม่มีหลักฐานการรับเงินนั้น หาได้เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญไม่ เพราะเมื่อปรากฏความจริงจากพยานหลักฐานว่าผู้เสียหายทั้ง 14 คน ได้ถูกจำเลยหลอกลวงจนได้เงินไปจากผู้เสียหายเช่นเดียวกับกรณีที่จำเลยอ้างว่าตนเองเป็นผู้ร่วมเล่นในวงแชร์ที่จำเลยกล่าวอ้างก็หาได้ส่งผลลบล้างการกระทำอันเป็นความผิดของจำเลยไม่ ฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยเป็นเพียงข้อแก้ตัวที่ขาดเหตุผลและพยานหลักฐานสนับสนุน จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเชื่อถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

 
          อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียว และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก บัญญัติว่า “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงินตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนนั้น เพียงแต่จำเลยแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยกู้ยืม ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เมื่อข้อเท็จปรากฏว่าจำเลยไปชักชวนผู้เสียหายแต่ละคนคนละหลายครั้ง ดังนั้น การที่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินมาให้กู้ยืมและจำเลยรับไว้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย คือ 14 กรรม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขเรื่องโทษได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก, 12 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมรวม 14 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

 
 

 
(พรเพชร วิชิตชลชัย - สุธี เทพสิทธา - ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน)

  
หมายเหตุ

  
พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก บัญญัติว่า ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไปผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

 
มาตรา 5 ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้

 
(1) ในการกู้ยืมเงินหรือจะกู้ยืมเงิน

 
(ก) มีการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใด หรือ

 
(ข) ดำเนินกิจการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ หรือ

 
(ค) จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่างๆ หรือ

 
(ง) จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ไปชักชวนบุคคลต่างๆ เพื่อให้มีการกู้ยืมเงิน หรือ

 
(จ) ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกินสิบคนซึ่งมีจำนวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินและ

 
(2) ผู้นั้น

 
(ก) จ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ หรือ

 
(ข) ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 (1) (2) หรือ (3) หรือกิจการของผู้นั้นตามที่ผู้นั้นได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 ไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่า เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินทั้งหลาย

 
ผู้นั้นต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 4 ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้นจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า กิจการของตนหรือของบุคคลที่ตนอ้างถึงนั้น เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายตามที่ตนได้กล่าวอ้าง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายตามที่ตนได้กล่าวอ้าง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง ก็จะต้องพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติอันไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่น

 
การกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก หรือมาตรา 5, 12 ถือเป็นกรรมเดียวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 341, 343 ต้องลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 หรือมาตรา 5, 12 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่มีปัญหาว่าการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายหลายคน จะถือเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 หรือเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ปัญหาดังกล่าวมีแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้ดังนี้

 
1. เจตนาเดียวเป็นกรรมเดียว การหลอกลวงหรือฉ้อโกงผู้เสียหายคนและประชาชน โดยสภาพแห่งการกระทำต้องกระทำต่อบุคคลหลายคนในลักษณะที่เป็นประชาชนและอาจต่างวาระกันได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากเจตนาอันเดียวกันคือฉ้อโกงประชาชน จึงถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6869/2541, 1301/2547)

 
2. หลายกรรมตามเจตนาต่างกัน การกระทำที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมสำหรับความผิดฐานนี้ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจำนวนของผู้เสียหายหรือประชาชนที่ถูกหลอกลวงแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำ เมื่อข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายคนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกันเพียงพอที่แสดงให้เห็นเจตนาที่ประสงค์จะให้ผลแยกออกจากกัน อย่างไรก็ตามปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการหลอกลวงผู้เสียหายและประชาชนต่างกลุ่มต่างเวลาและสถานที่กันโดยเจตนาให้เกิดผลแก่ผู้เสียหายและประชาชนแต่ละกลุ่มแยกต่างหากจากกัน อันนับว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2549)

 
3. หลายกรรมตามความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน เมื่อจำเลยแสดงข้อความหลอกลวงโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แต่มีผลทำให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยกู้ยืมก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ดังนั้น การที่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินมาให้กู้ยืมและจำเลยรับไว้ถือเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2901/2547, 870/2549, 6364/2551)

 
ตามแนวทางที่ 1 และที่ 2 ใช้หลักเจตนาเดียวหรือเจตนาต่างกัน ส่วนแนวทางที่ 3 ใช้หลักต่างกรรมต่างวาระ ด้วยความเคารพผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวทางที่ 3 เพราะความผิดดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่ผู้หลอกลวงหรือบุคคลอื่นได้เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ขาดตอนจากการหลอกลวงผู้อื่นต่อไป นอกจากนี้ยังเหมาะสมกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสังคมที่ผู้กระทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมากแก่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายหลายคนและเป็นระยะเวลานานกว่าความจริงจะปรากฏต่อผู้เสียหายว่าตนนั้นถูกหลอกลวง

 
ยงยุทธ  แสงรุ่งเรือง


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 323 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคแรก / ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/72

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/72

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 23350 คน