ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา วิอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง / นวชาติ ยมะสมิต
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา วิอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6602/2551   

    
 
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

 
ป.อ. มาตรา 91

  
ความผิดฐานรับของโจร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยรับไว้โดยประการใด ๆ และครอบครองใช้รถยนต์ ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมนั้น จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมมาติดกับรถยนต์คันดังกล่าวแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น การกระทำความผิดทั้งสองฐานความผิดนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะได้กระทำต่อรถยนต์คันเดียวกัน แต่การกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการรับของโจรและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีอันเป็นเอกสารราชการปลอม ก็เป็นคนละอย่างต่างกันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรและฐานใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

 
          แม้คดีนี้กับคดีก่อนทั้งสองคดีนั้น โจทก์ จำเลยที่ 2 จะเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีทั้งสองนั้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ แต่คดีก่อนทั้งสองและคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสามสำนวนว่า มีคนร้ายลักรถยนต์ต่างวันเวลาและต่างสถานที่กัน แม้รถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีจะยึดได้ในคราวจับกุมจำเลยที่ 2 คราวเดียวกันหรือวันเดียวกันก็ตาม แต่วันเวลาที่จำเลยที่ 2 รับของโจรเป็นคนละวันกันและรถยนต์ที่รับของโจรเป็นคนละคันกัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีก็เป็นคนละแผ่นกันและใช้กับรถยนต์คนละคันกัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีก็เป็นคนละแผ่นกันและใช้กับรถยนต์คนละคันกัน การกระทำความผิดในคดีก่อนทั้งสองกับการกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันและต่างวาระกัน แม้การกระทำความผิดจะเป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดในคดีนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องไปแล้วในคดีก่อนทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อนทั้งสองดังกล่าว

 
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 93, 264, 265, 268, 335, 357, 336 ทวิ ริบของกลาง ลำดับที่ 2, 3, 5 และ 6 ตามบัญชีของกลางท้ายฟ้อง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 1644/2546, 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นและนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ

 
          จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร และใช้เอกสารราชการปลอมและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

 
          จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265, 357 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุกคนละ 3 ปี ฐานรับของโจร จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) รวมจำเลยที่ 1 จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน คำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัยคดี จึงไม่ลดโทษให้ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 1644/2546, 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นกับนักโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีและใบคู่มือจดทะเบียนของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

 
          จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 
          จำเลยที่ 2 ฎีกา

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายลักรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน วณ - 7021 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน วณ - 7021 กรุงเทพมหานคร แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม หมายเลขทะเบียน กธ - 5459 นครราชสีมา จำนวน 1 แผ่น แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปี 2546 ปลอม จำนวน 1 แผ่น แผ่นป้ายประกันภัย จำนวน 1 แผ่น ใบคู่มือจดทะเบียนปลอมหมายเลขทะเบียน กธ - 5459 นครราชสีมา จำนวน 1 เล่ม คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปลอมเอกสาร ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีนำเกียรติเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา พยานกับพวกสืบสวนพบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ หมายเลขทะเบียน ลพ - 6954 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่มีผู้แจ้งความหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 จอดอยู่ด้านหลังโกมลอพาร์ตเมนต์ ซอยสุภาพงษ์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ พยานกับพวกประมาณ 15 คน จึงไม่ซุ่มดูอยู่ในบริเวณที่จอดรถยนต์ของโกมลอพาร์ตเมนต์ และบริเวณปากซอยฝั่งตรงข้ามกับโกมลอพาร์ตเมนต์ จนกระทั่งเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 10 สิงหาคม 2545 นายพิชอบขับรถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นซีวิค หมายเลขทะเบียน 1 ศ - 5472 กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอดที่บริเวณที่จอดรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าคันดังกล่าวโดยมีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ติดแผ่นป้ายทะเบียน กธ - 5459 นครราชสีมา มาจอดต่อท้ายรถยนต์ที่นายพิชอบขับมาหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ เดินเข้าไปสมทบกับนายพิชอบแล้วพากันเดินไปเปิดประตูด้านที่นั่งคนขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์พยานกับพวกแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอทำการจับกุม นายพิชอบกับจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนี พยานกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ส่วนนายพิชอบหลบหนีไปได้ พยานกับพวกยึดรถยนต์ทั้งสามคันและนำตัวจำเลยทั้งสองไปที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ จำเลยทั้งสองรับว่าร่วมกันลักรถยนต์ทั้งหมดรวม 4 คัน คือ รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ หมายเลขทะเบียน ลพ - 6954 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน วณ - 7021 กรุงเทพมหานคร ของผู้เสียหายคดีนี้ รถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแกรนด์ดิส หมายเลขทะเบียน วก - 4618 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราดา หมายเลขทะเบียน ลพ - 6358 กรุงเทพมหานคร ซึ่งติดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม บท - 3114 นครราชสีมา พยานกับพวกนำจำเลยทั้งสองไปนำชี้ตรวจยึดรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแกรนด์ดิส กับรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราดาข้างต้นที่อาคารชุดนิรันดร์เรสซิเดนท์ และพยานยึดรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไซโคลน ของนายพิชอบที่มัสยิดใกล้กับอาคารชุดนิรันดร์เรสซิเดนท์อีกด้วย พยานทำบันทึกการจับกุมและจัดทำบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ต่อเนื่องเชื่อมโยงเป็นลำดับสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับเหตุการณ์ในสำเนาบันทึกการจับกุมและสำเนาบันทึกคำสารภาพของจำเลยทั้งสองคำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ แม้พยานปากนี้จะมิใช่ประจักษ์พยานและเป็นพยานผู้จับกุมเพียงปากเดียวที่โจทก์นำมาสืบ มิได้นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมคนอื่น ๆ มาเบิกความเป็นพยานด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของโจทก์ว่าจำเป็นต้องนำพยานปากใดมาสืบหรือไม่ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อพิรุธทำให้พยานปากนี้รับฟังไม่ได้ ที่พยานปากนี้ไม่เห็นว่าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดเป็นคนขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ของผู้เสียหาย แต่กลับเห็นพฤติการณ์ของนายพิชอบกับจำเลยทั้งสองเมื่อลงจากรถยนต์ทั้งสองคันแล้วนั้น ก็มิใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และขับผ่านในระยะห่างประมาณ 100 เมตร ย่อมมองไม่ถนัดว่าผู้ใดเป็นคนขับ เมื่อจำเลยทั้งสองลงจากรถก็อาจจะมองเห็นไม่ถนัดว่าผู้ใดลงทางด้านคนขับเพราะมีรถยนต์คันอื่นจอดบังอยู่บ้าง แต่เห็นว่าจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักมาแน่นอน นอกจากนี้บริเวณที่จอดรถมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างและพยานกับพวกเข้าทำการจับกุมจึงย่อมมองเห็นเหตุการณ์ได้ถนัดชัดเจน จึงไม่มีเหตุผลใดว่าพยานกับพวกจะไม่ได้ไปซุ่มดูคอยจับกุมคนร้ายตามที่เบิกความ ก่อนมาเบิกความพยานย่อมรู้ว่ามาเบิกความในคดีใด พยานย่อมต้องนึกทบทวนและลำดับเหตุการณ์ไว้ก่อนมาเบิกความ ดังนั้น การที่พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ต่างๆ เป็นลำดับขั้นตอนได้โดยละเอียดแม้เหตุการณ์จะผ่านมานานเป็นปีแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นพิรุธ พยานปากนี้แม้จะไม่ใช่ประจักษ์พยาน แต่ก็เป็นผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยทั้งสองและรู้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองขณะครอบครองรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ที่ถูกคนร้ายลักมา รวมทั้งพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองกับ      นายพิชอบขณะมาพบกันในยามวิกาล และวิ่งหลบหนีการจับกุม ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดฐานรับของโจรได้อย่างแน่ชัด พยานปากนี้ย่อมฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดี การที่จำเลยทั้งสองนั่งมาด้วยกันในรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ที่ถูกคนร้ายลักมา ย่อมชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับไว้โดยประการใดๆ และร่วมกันครอบครองใช้รถยนต์คันดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การที่จำเลยที่ 2 รู้จักนายพิชอบซึ่งมีประวัติเป็นคนร้ายลักรถยนต์มาก่อน และวิ่งหลบหนีการจับกุมเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวขอทำการจับกุมเช่นเดียวกับนายพิชอบ ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่ารถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ คันที่จำเลยที่ 2 นั่งมานั้นเป็นรถที่ถูกคนร้ายลักมา และเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมนายพิชอบกับจำเลยทั้งสอง ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องรู้เห็นกับนายพิชอบที่เป็นคนร้ายลักรถยนต์ หรือไม่ทราบว่ารถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ เป็นรถที่ถูกคนร้ายลักมาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยที่ 2 จะต้องวิ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกับนายพิชอบและจำเลยที่ 1 นอกจากนี้หลังจากจับกุมจำเลยทั้งสองได้แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจยังติดตามยึดได้รถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแกรนด์ดิส และรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูชิ ร่านสตราดาที่นายพิชอบลักมาได้อีก หากจำเลยทั้งสองไม่ได้รับสารภาพกับพยานจริงแล้ว พยานและเจ้าพนักงานตำรวจจะไปติดตามยึดรถยนต์ทั้งสองคันนั้นได้อย่างไรในวันเดียวกันพยานหลักฐานโจทก์ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่าการจับกุมไม่ชอบเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 2 ลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำรับสารภาพ ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้ออ้างและข้อนำสืบที่เลื่อนลอย แม้จำเลยที่ 2 จะมีภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ปรากฏรอยช้ำแดงตามเนื้อตัวมาแสดงแต่ก็ไม่แน่ชัดว่ารอยช้ำแดงที่ปรากฏเป็นรอยที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายรอยช้ำแดงดังกล่าวอาจเป็นรอยที่ถูกผู้อื่นทำร้ายหรือจำเลยที่ 2 แกล้งทำร้ายตนเองเพื่อสร้างสถานการณ์ขึ้นแล้วถ่ายรูปไว้ใช้เป็นหลักฐานต่อสู้คดีก็เป็นได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและมีรอยช้ำแดงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ทั้งๆ ที่ถูกจับกุมพร้อมกันและรับสารภาพเหมือนกัน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำความผิดของนายพิชอบ จำเลยที่ 2 ถูกจับกุม เพราะจำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์ของนางคำนวณและมาพบนางคำนวณเพื่อเปลี่ยนสัญญาซื้อขายและรับเอกสารบางอย่าง ระหว่างเดินทางกลับถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม โดยจำเลยที่ 2 มีนางคำนวณ ซึ่งเป็นคนกลางเป็นพยานให้จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า นางคำนวณเป็นมารดาของนายพิชอบซึ่งมีประวัติเป็นคนร้ายลักรถยนต์และจำเลยที่ 2 รู้จักนายพิชอบ นางคำนวณจึงไม่ใช่พยานคนกลางที่แท้จริง และอาจมาเป็นพยานเบิกความตามที่จำเลยที่ 2 และนายพิชอบขอร้องให้มาเป็นพยาน ทั้งนางคำนวณก็มิได้เบิกความยืนยันว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มาพบเพื่อขอเปลี่ยนสัญญาและรับเอกสารตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 จึงเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนัก ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

 
          มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยรับไว้โดยประการใด ๆ และครอบครองใช้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมนั้น จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมมาติดกับรถยนต์คันดังกล่าวแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็นการกระทำความผิดทั้งสองฐานความผิดนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะได้กระทำต่อรถยนต์คันเดียวกัน แต่การกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการรับของโจร และใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีอันเป็นเอกสารราชการปลอมก็เป็นคนละอย่างกันต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรและฐานใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันมิใช่ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

 
          มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องวินิจฉัยอีกว่า คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานรับของโจรและฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นคำฟ้องซ้ำกับคำฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 12324/2545 หมายเลขแดงที่ 5551/2546 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 11357/2545 หมายเลขแดงที่ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้กับคดีทั้งสองนั้น โจทก์ จำเลยที่ 2 จะเป็นคู่ความรายเดียวกัน และคดีทั้งสองนั้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ แต่คดีก่อนทั้งสองและคดีนี้นั้น โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสามสำนวนว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ต่างวันเวลาและต่างสถานที่กัน แม้รถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีจะยึดได้ในคราวจับกุมจำเลยที่ 2 คราวเดียวกันหรือวันเดียวกันก็ตาม แต่วันเวลาที่จำเลยที่ 2 รับของโจรเป็นคนละวันกันและรถยนต์ที่รับของโจรเป็นคนละคันกัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีก็เป็นคนละแผ่นกันและใช้กับรถยนต์คนละคันกัน การกระทำความผิดในคดีก่อนทั้งสองกับการกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันและต่างวาระกัน แม้การกระทำความผิดจะเป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดในคดีนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วในคดีก่อนทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อนทั้งสองดังกล่าว

 
          มีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรหนักเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก มีระวางโทษให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เพียง 4 ปี และไม่ปรับ มิได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในอัตราโทษขั้นสูงสุด จากนั้นจึงเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 นั้น บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองกับนายพิชอบเป็นพวกมิจฉาชีพแก๊งลักรถยนต์ที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่สุจริตชนและเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง สมควรลงโทษสถานหนักที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้นเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 อยู่มากแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

 
          อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เพราะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 331/2544 ของศาลจังหวัดจันทบุรี ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับซึ่งมีผลให้ล้างมลทินให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องคำพิพากษาดังกล่าว และได้พ้นโทษไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าจำเลยที่ 2 มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจร 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

  
(สิทธิชัย รุ่งตระกูล - ธานิศ เกศวพิทักษ์ - บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย)

  
หมายเหตุ

  
เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องสำหรับข้อนี้ นักกฎหมายมักเรียกกันทั่วไปว่า "ฟ้องซ้ำ" ซึ่งในคดีอาญาบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

 
คำว่า "ฟ้องซ้ำ" หมายถึง คดีเรื่องเดียวกันในมูลกรณีเดียวกัน หากศาลพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้องก็ตาม จะนำมูลกรณีนั้นมาฟ้องจำเลยคนเดิมอีกไม่ได้

 
หลักเกณฑ์ "การฟ้องซ้ำ" ในคดีอาญามีดังนี้

 
    1. จำเลยเป็นคน ๆ เดียวกัน

 
2. ประเด็นข้อกล่าวหาในมูลกรณีเดียวกัน

 
3. มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว

 
ตามคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ จำเลยที่ 2 เป็นจำเลยคนเดียวกันในคดีก่อน (คดีอาญา ถือ "จำเลยคนเดียวกัน" เป็นเกณฑ์สำคัญ) ประเด็นข้อกล่าวหาก็เป็นข้อกล่าวหาในมูลกรณีเดียวกันและคดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว ครบตามหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้ว แต่ในคดีก่อนทั้งสองและคดีที่หมายเหตุนี้ โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสามสำนวนว่า มีคนร้ายลักทรัพย์ต่างวันเวลาและต่างสถานที่กัน เป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันและต่างวาระกัน ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ ถือว่าคำพิพากษาที่หมายเหตุนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028/2547 ที่วินิจฉัยว่า แม้จำเลยถูกจับทั้งสองคดีในวันเดียวกัน แต่วันถูกจับมิใช่วันกระทำความผิด เมื่อวันเวลากระทำความผิดในคดีก่อนและคดีนี้ทั้งในฐานลักทรัพย์และรับของโจรต่างกัน ทั้งทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละต่างรายกัน แม้คดีก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ

 
 นวชาติ ยมะสมิต


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 575 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง / นวชาติ ยมะสมิต |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา วิอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


sitemap.xml