ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ทรัพย์ต้องเป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย / สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2551       

 
 
ป.พ.พ. มาตรา 195 วรรคสอง, 460

 
ป.อ. มาตรา 334

  
          หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลย โดยมีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว

 
________________________________

  
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง

 
          จำเลยให้การปฏิเสธ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 371 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ปรับบทมาตรา 30) ริบอาวุธมีดของกลาง

 
          จำเลยอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 
          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานจับกุมตัวจำเลยได้ในร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยจอมทอง 11/1 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมยึดได้ทรัพย์ตามฟ้อง รวม 22 รายการ ราคารวม 1,015 บาท จากตัวจำเลย ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นของบริษัทซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางสาววันเพ็ญและนางสาวสนิทเบิกความทำนองเดียวกันว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของร้านที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ขณะพยานโจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ในร้าน โดยยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน จำเลยเดินเข้ามาในร้านแล้วเข้าไปหยิบฮอทดอก โดนัท และหมากฝรั่ง แล้วนำสินค้าดังกล่าวมาชำระเงินที่เคาน์เตอร์ จากนั้นจำเลยเดินดูสินค้าอื่น ๆ ภายในร้านต่อพยานโจทก์ทั้งสองเห็นจำเลยหยิบยางลบใส่ลงในกระเป๋ากางเกงด้านข้าง แล้วยังเดินวนเวียนดูสินค้าภายในร้านต่อไป นางสาวสนิทจึงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจบางมดทราบ ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่ร้าน พยานโจทก์ทั้งสองบอกเจ้าพนักงานตำรวจให้ทำการตรวจค้นจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้จำเลยหยิบสินค้าที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อ กางเกง และกระเป๋ากางเกงของจำเลยออกมา ปรากฏว่าจำเลยซุกซ่อนสินค้าไว้ทั้งหมดรวม 22 ชิ้น พร้อมหยิบมีดปลายแหลม 1 เล่ม ซึ่งเหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงด้านหลังออกมาด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลย และโจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจตรีพิทักษ์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลบางมด เบิกความสนับสนุนว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า มีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นที่ร้านขายสินค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยจอมทอง 11/1 พยานจึงเดินทางไปยังร้านดังกล่าว พบจำเลยยืนอยู่หน้าร้านมีพนักงานหญิงของร้าน 2 คน ยืนคุมอยู่พนักงานทั้งสองของร้านได้ชี้ตัวจำเลยแล้วบอกว่าจำเลยพกมีด พยานจึงให้จำเลยเข้าไปในร้านแล้วบอกให้พนักงานทั้งสองทำการตรวจค้น แต่พนักงานดังกล่าวไม่กล้าตรวจค้น พยานจึงบอกให้จำเลยหยิบสิ่งของที่อยู่ในตัวออกมาแสดง จำเลยจึงหยิบเอาทรัพย์ตามบัญชีของกลาง ออกมาพร้อมอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ลักทรัพย์ผู้อื่นในเวลากลางคืนและพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยซุกซ่อนทรัพย์ซึ่งเป็นสินค้าของร้านผู้เสียหายไว้ในเสื้อ กางเกง และกระเป๋ากางเกงของจำเลย ซึ่งจำเลยนำสืบแก้อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ที่อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลย ต่อมาช่วงเวลาเย็นได้พากันมาดื่มที่ร้านข้างนอกจนถึงเวลาเที่ยงคืนเศษ หลังจากนั้นจำเลยเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดเหตุเพื่อจะซื้อสินค้า ในการเลือกซื้อสินค้านั้นจำเลยไม่ใช้ตะกร้าของทางร้าน แต่เนื่องจากสินค้าที่เลือกซื้อมีจำนวนหลายรายการ จึงนำไปห่อไว้ในเสื้อขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาในร้านและจะทำการจับกุมนั้น จำเลยยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์เก็บเงินเตรียมที่จะชำระเงิน ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยมีเงินติดตัว 10,000 บาทเศษ และมีเครื่องประดับอาทิเช่น สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนพลาย และแหวนทองคำ ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุม จำเลยมีอาการมึนเมาสุราอยู่ เห็นว่า การตรวจค้นได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางขายในร้านจำนวนถึง 22 รายการ ไม่ใช่อยู่ในวิสัยที่ผู้มาซื้อสินค้าจะนำไปห่อไว้ในเสื้อผ้าที่สวมใส่ ที่จำเลยอ้างว่าก่อนมาที่ร้านของผู้เสียหาย จำเลยดื่มสุรามามากจนมีอาการมึนเมาไม่รู้สำนึกและขาดสติก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ เพราะการหยิบทรัพย์สินที่วางขายจำนวนมากและหลากหลายชนิดไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยย่อมไม่ใช่อากัปกิริยาของคนขาดสติ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยมีเงินติดตัวอยู่ประมาณ 10,000 บาท พร้อมที่จะชำระค่าสินค้านั้น เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ซุกซ่อนทรัพย์ซึ่งเป็นสินค้าที่วางขายไว้ในเสื้อผ้าในลักษณะกระจายหลายแห่งย่อมเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเห็นทรัพย์ที่จำเลยเอาไปดังกล่าวและเป็นการกระทำที่ชี้ให้เห็นเจตนาว่าจำเลยประสงค์เอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต และที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากผู้เสียหายนำสินค้าซึ่งเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนำสินค้ามาวางเพื่อจำหน่ายตามชั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเลือกและหยิบสินค้าออกมาตามต้องการแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวย่อมโอนมาเป็นของจำเลยทันทีเพราะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง เห็นว่า หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยโดยมีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ”

 
          พิพากษายืน

  
(พรเพชร วิชิตชลชัย - สุธี เทพสิทธา - ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน)

  
หมายเหตุ

  
องค์ประกอบภายนอกข้อหนึ่งของความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ก็คือทรัพย์ต้องเป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หากทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำผิดก็ต้องถือว่าขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลักทรัพย์เพราะสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานลักทรัพย์คือกรรมสิทธิ์และการครอบครอง เมื่อผู้เอาไปซึ่งทรัพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จึงไม่มีการทำร้ายกรรมสิทธิ์และไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ปัญหาว่าอย่างไรเป็นทรัพย์ของผู้อื่นก็ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประเด็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุจึงต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นแล้วหรือยังเพราะถ้าหากสัญญาเกิดขึ้นแล้วตามที่จำเลยต่อสู้ในข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ว่าสัญญาเกิดขึ้นเมื่อจำเลยเลือกและหยิบสินค้าออกมาตามต้องการแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมโอนไปเป็นของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จึงไม่อาจเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้

 
ตามกฎหมายแพ่งเยอรมัน สัญญาจะเกิดก็ต่อเมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน ในส่วนของคำเสนอจะต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขสองประการกล่าวคือในประการแรกคำเสนอจะต้องมีความชัดเจน (die Bestimmtheit des Angebots) หมายความว่าประเด็นที่สำคัญในข้อสัญญาจะต้องมีความชัดเจนเช่นในกรณีของข้อเสนอของสัญญาซื้อขาย ตัวทรัพย์ที่ขายกับราคาขายจะต้องกำหนดไว้ ประการที่สองคำเสนอจะต้องแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่จริงจังในการที่จะเข้าทำสัญญา (die Verbindlichkeit des Angebots) ในกรณีนี้หมายความว่าถ้าผู้รับคำเสนอพูดกับตนเองว่าหากเขาตอบตกลงสัญญาก็เกิดขึ้น (Kropholler - Berenbrox, Studienkommentar BGB, 3. Auflage1998, มาตรา 145, หัวข้อ 1)

 
เงื่อนไขประการที่สองของคำเสนอนี้ต้องแยกออกจากกรณีของการแสดงความเห็นที่ไม่ผูกมัดในระหว่างการเจรจาทำสัญญาและกรณีของการให้แต่เพียงข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าทำสัญญาที่มีเนื้อหาที่ชัดเจน ปัญหาว่าจะรู้ว่าเป็นกรณีใดก็ทำได้ด้วยการตีความกฎหมาย ในกรณีที่เป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลก็อย่างเช่นแผ่นโฆษณา โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ในกรณีนี้ทางตำราเรียกว่าเป็นคำเชิญชวนให้เข้าทำสัญญา (Aufforderung zur Angebotsabgabe) ใครที่ทำคำเชิญชวนก็ยังไม่ต้องการที่จะผูกมัดตนเองหากแต่ปล่อยให้ฝ่ายที่ได้รับคำเชิญชวนทำคำเสนอเข้ามาเพื่อที่จะสามารถเลือกที่จะทำคำสนองรับหรือปฏิเสธคำเสนอดังกล่าว (Vgl. Helmut, BGB Allgemeiner Teil, 24. Auflage 1998, บทที่ 15 หัวข้อ 7-9)

 
การวางสินค้าโชว์ไว้ที่กระจกหน้าร้าน ตามความเห็นฝ่ายข้างมาก (Vgl. Brehm,Allgemeiner Teil des BGB,3.Auflage 1997, บทที่ 17, หัวข้อ 515) ยังไม่ถือว่าเป็นคำเสนอ เพราะผู้ขายยังจะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าและกรณีที่มีผู้สนใจที่จะซื้อสินค้าพร้อมกันหลายราย ก็จะไม่ชัดเจนว่าสัญญาเกิดขึ้นหรือยังและเป็นสัญญาระหว่างใครกับใคร ในทางตรงกันข้าม การวางสินค้าโชว์ไว้ในเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ ถือว่าเป็นคำเสนอแล้วโดยสามารถทำคำสนองด้วยการใส่เหรียญจริงเข้าไปในเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ โดยมีเงื่อนไขว่ายังมีสินค้าอยู่และเครื่องทำงานปกติ (Vgl. Brox,Allgemeiner Teil des BGB, 26.Auflage 2002, บทที่ 81, หัวข้อ 166; Medicus Teil des BGB, 6.Auflage 1994, บทที่ 26, หัวข้อ 362) แต่ในกรณีนี้ Koehler เห็นว่าควรจะถือว่าการที่ลูกค้าหยอดเหรียญไปในเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติเป็นคำเสนอ (Koehler ไม่ได้จำกัดเงื่อนไขว่าเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติจะต้องทำงานปกติ) เพราะในกรณีที่เครื่องขัดข้องแล้วสัญญาไม่เกิดลูกค้าจะได้เรียกร้องเงินคืนตามหลักกฎหมายในเรื่องลาภมิควรได้ตามมาตรา 812 ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน ไม่ใช่ตามหลักในสัญญาซื้อขายที่ให้ส่งมอบสินค้าตามมาตรา 433 ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน (Vgl. Helmut Koehler, อ้างแล้ว, หัวข้อ 10)

 
การวางโชว์สินค้าในร้านที่ลูกค้าต้องบริการตนเอง (die Aufstellung von Waren im Selbstbedienungsladen) นักกฎหมายเยอรมันบางฝ่ายเห็นว่า ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอเพราะพ่อค้าควรจะสามารถปฏิเสธการขายสินค้าให้กับลูกค้าบางคนได้ในทางตรงกันข้าม ในกรณีนี้คำเสนอจะมาจากฝ่ายของลูกค้าที่นำสินค้าไปวางที่แคชเชียร์เพื่อชำระเงินและคำสนองเกิดขึ้นในตอนที่พนักงานคิดราคาสินค้า (Helmut Koehler, อ้างแล้ว, บทที่ 15, หัวข้อ 11; Hans - Joachim Musielak, Gurndkurs BGB, 6.Auflage 1994, บทที่ 3, หัวข้อ 94) แต่ Medicus เห็นว่าในกรณีปกติทั่ว ๆ ไปสินค้าที่วางอยู่ในชั้นถือว่าเป็นคำเสนอแล้ว ถ้าลูกค้าหยิบและนำไปวางไว้ที่แคชเชียร์ก็ถือว่าเป็นการสนองรับสัญญาซื้อขายเกิดขึ้น (ก่อนที่จะนำไปวางที่แคชเชียร์ไม่ถือว่าเป็นคำเสนอ) เฉพาะในกรณีที่เจ้าของร้านสงวนสิทธิบางประการไว้เช่นให้ซื้อสินค้าในจำนวนจำกัดตามที่กำหนดไว้เป็นต้น ถือว่าการวางสินค้าเป็นแต่คำเชิญชวน ส่วนคำเสนอเกิดขึ้นจากฝ่ายลูกค้าที่นำสินค้าไปวางที่แคชเชียร์และให้เจ้าของร้านมีโอกาสที่จะเลือกว่าจะสนองรับคำเสนอของลูกค้าหรือไม่ (Vgl. Medicus, อ้างแล้ว, หัวข้อ 363)

 
ในส่วนของนักกฎหมายไทยเท่าที่ตรวจสอบพบเห็นแต่เพียงความเห็นของรองศาสตราจารย์ดร.จำปี โสตถิพันธุ์,คำอธิบายกฎหมายลักษณะซื้อขายแลกเปลี่ยนให้, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2546, หน้า 238 - 240 ที่เห็นไปในทำนองเดียวกับความเห็นของ Koehler และ Musielak

 
ปัญหาว่าในกรณีของการวางโชว์สินค้าในร้านสะดวกซื้อ จะถือว่าสัญญาซื้อขายเกิดขึ้นในเวลาใดนั้น ผู้เขียนหมายเหตุเห็นด้วยกับความเห็นของ Medicus ที่ต้องแยกสินค้าที่วางโชว์ในชั้นตามร้านสะดวกซื้อเป็นสองกรณีกล่าวคือสินค้าปกติทั่ว ๆ ไปต้องถือว่าการวางโชว์สินค้าตามชั้นในร้านสะดวกซื้อ ถือว่าเป็นคำเสนอแล้วเพราะการวางโชว์สินค้าดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองประการของคำเสนอที่กล่าวไว้ข้างต้น นอกจากนี้ หากถือว่าการวางโชว์สินค้าดังกล่าวเป็นแต่เพียงคำเชิญชวนตามความเห็นของนักกฎหมายเยอรมันบางฝ่ายแล้วก็จะทำให้เจ้าของร้านสามารถที่จะเลือกปฏิบัติต่อลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อได้เพราะเจ้าของร้านจะสนองรับคำเสนอของลูกค้าหรือไม่ก็ได้ตามแต่ที่ตนเองต้องการ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ลูกค้าหยิบสินค้าจากชั้นวางสินค้าแล้วจะถือว่าเป็นคำสนองรับเพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติลูกค้าสามารถนำสินค้ากลับไปวางที่ชั้นได้ตราบเท่าที่ยังไม่ได้นำสินค้าไปชำระเงินที่แคชเชียร์ ในกรณีนี้คำสนองเกิดขึ้นเมื่อลูกค้านำสินค้าไปวางที่แคชเชียร์เพื่อชำระเงินส่วนกรณีที่ผู้ขายสินค้าสงวนสิทธิบางประการไว้เช่น ขายให้ไม่เกินครอบครัวละสองแพ็คหรือกรณีเป็นสินค้าในราคาลดพิเศษ ในกรณีนี้ถือว่าการวางสินค้าเป็นคำเชิญชวน สัญญาเกิดขึ้นเมื่อผู้ขายสินค้าสนองรับคำเสนอของลูกค้าที่นำสินค้าไปวางที่แคชเชียร์

 
ข้ออ้างของจำเลยที่ว่ากรรมสิทธิ์โอนเพราะสัญญาเกิดจึงฟังไม่ขึ้นเพราะถ้าตีความอย่างจำเลยก็จะกลายเป็นว่าเมื่อเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วหยิบสินค้าจากชั้นก็จะเกิดสัญญาซื้อขายทันทีลูกค้าจึงไม่อาจที่จะนำสินค้ากลับไปวางที่เดิมได้ซึ่งขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติ ดังนั้น แม้ว่าการวางสินค้าจะเป็นคำเสนอแต่ก็ไม่มีคำสนองเพราะตามข้อเท็จจริงในคดีจำเลยไม่ได้นำสินค้าไปวางที่แคชเชียร์หากแต่ซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลย สัญญาจึงไม่เกิดกรรมสิทธิ์จึงยังเป็นของผู้เสียหายอยู่ เมื่อจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์ดังกล่าวโดยมีเจตนาทุจริตการกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์

 
สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 915 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ทรัพย์ต้องเป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย / สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


sitemap.xml