ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ห้ามยกข้ออ้างที่ว่าความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัว / ศิริชัย วัฒนโยธิน
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2551   

    
 
ป.อ. มาตรา 1 (1), 334

  
          จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เอาทรัพย์ของ ส. และผู้เสียหายไปก็เป็นการกระทำตามที่ ฟ. ใช้ให้ไปเอาเพื่อเป็นการใช้หนี้ที่ ส. สามีของผู้เสียหายเป็นหนี้ ฟ. อยู่ เป็นการเอาไปเพื่อหักใช้หนี้กัน แสดงให้เห็นว่า เป็นการที่ ฟ. ใช้อำนาจของการเป็นเจ้าหนี้บังคับเอาทรัพย์ไปเพื่อชำระหนี้แก่ตนโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะกระทำได้และในประการสำคัญยังเข้าใจว่าตนในฐานะที่เป็นบิดาของ ส. มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ที่จะต้องตกได้แก่ตนรวมอยู่อีกด้วย ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และ ฟ. นำทรัพย์ที่ขนเอาไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายในเวลาต่อมาก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายหรือที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

 
________________________________

  
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,500 บาท ที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืน

 
          จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 334) ประกอบด้วย มาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

 
          จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

 
          ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

 
          โจทก์ฎีกา

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางสาวทัศนีผู้เสียหายเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายสุธีร์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นน้องสาวของนายสุธีร์และเป็นบุตรของนายเฟือง จำเลยที่ 2 เป็นน้องสาวของนายเฟืองและเป็นอาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดตั้งกระจกอะลูมิเนียมอยู่กับนายสุธีร์จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไปที่บ้านเกิดเหตุของผู้เสียหายกับนายสุธีร์ ใช้กุญแจเปิดประตูบ้านเข้าไปในบ้านและงัดประตูห้องนอนของผู้เสียหายจนเปิดออกแล้วเข้าไปยังห้องนอนขนเอาทรัพย์สินภายในบ้านรวม 11 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายบรรทุกรถยนต์กระบะขับไปไว้ที่บ้านของนายเฟืองบิดาของนายสุธีร์กับจำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจโทธรรมนูญเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ เวลา 21.30 นาฬิกา ขณะที่พยานกับพวกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองจันทบุรีว่า มีผู้แอบอ้างจะขนสิ่งของภายในบ้านเลขที่ 184/26 หมู่ที่ 4 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี จึงได้พร้อมกับพวกเดินทางไปยังบ้านเกิดเหตุพบนายวิรัตน์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านผู้รับฝากดูแลบ้านจากผู้เสียหายที่อยู่ระหว่างจัดงานศพของสามี กับจำเลยทั้งสี่สอบถามได้ความว่า จำเลยทั้งสี่จะมาขนเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องตัดอะลูมิเนียมในบ้านหลังนี้ เนื่องจากนายสุธีร์ไปยืมเงินจากบิดาของจำเลยที่ 1 แล้วค้างชำระอยู่ บิดาของจำเลยที่ 1 จึงให้มาเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปไว้ที่บ้านของบิดาที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่นายวิรัตน์ไม่ยินยอมเปิดประตูให้อ้างว่า ผู้เสียหายยืนยันไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปในบ้าน พยานจึงวิทยุสื่อสารแจ้งให้ร้อยเวรสอบสวนที่สถานีตำรวจทราบ ร้อยเวรสอบสวนแจ้งกลับมาว่าหากจำเลยทั้งสี่อ้างว่ามี สิทธิที่จะขนก็ให้ขนไปได้ หากมีเรื่องพิพาทกันในภายหลังก็ให้ดำเนินคดีเอา นายวิรัตน์จึงยินยอมเปิดประตูบ้านให้จำเลยทั้งสี่เข้าไปขนทรัพย์สินภายในบ้าน โดยพยานดูการขนทรัพย์สินอยู่ด้วยจนเสร็จ และได้ความจากร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์พนักงานสอบสวนที่เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่าจากการสอบสวนทราบว่านายเฟืองซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และบิดาของนายสุธีร์สามีผู้เสียหายมีเหตุขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องที่นายสุธีร์ขอยืมเงินนายเฟืองมาลงทุนทำธุรกิจแล้วเกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก และการที่จำเลยที่ 1 ไปนำทรัพย์สินมาจากบ้านของผู้เสียหายก็ด้วยเจตนาจะเอามาหักหนี้โดยนายเฟืองเป็นผู้ใช้ให้จำเลยทั้งสี่มาเอาทรัพย์สินที่บ้านของผู้เสียหาย และให้นำไปเก็บไว้ที่บ้านของนายเฟืองและเบิกความต่อมาอีกว่า นายเฟืองแจ้งแก่พยานว่า นายเฟืองก็เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายสุธีร์คนหนึ่งเช่นกัน เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสอบสวนของร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์ดังกล่าวเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ว่านายสุธีร์มีปัญหาเรื่องการเงินเนื่องจากทำงานแล้วขาดทุนจึงเอาเงินของนายเฟืองมาใช้ ในวันเกิดเหตุนายเฟืองใช้ให้จำเลยที่ 1 มาเอาทรัพย์สินที่บ้านเกิดเหตุไปไว้ที่บ้านของนายเฟืองอีกด้วย เมื่อรับฟังประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในการเอาทรัพย์สินไปซึ่งได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าสิบตำรวจโทธรรมนูญที่ได้รับแจ้งให้ไปที่บ้านเกิดเหตุ และนายวิรัตน์ซึ่งผู้เสียหายฝากให้ดูแลบ้าน โดยก่อนจะขนเอาทรัพย์ไปก็ได้มีการพูดคุยกันว่าให้จำเลยทั้งสี่ขนเอาทรัพย์ไปได้ แต่หากมีเรื่องพิพาทกันภายหลังก็จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ดังที่สิบตำรวจโทธรรมนูญเบิกความข้างต้นแล้ว ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เอาทรัพย์ของนายสุธีร์และผู้เสียหายไปก็เป็นการกระทำตามที่นายเฟืองใช้ให้ไปเอาเพื่อเป็นการใช้หนี้ที่นายสุธีร์สามีของผู้เสียหายเป็นหนี้นายเฟืองอยู่ เป็นการเอาไปเพื่อหักใช้หนี้กันแสดงให้เห็นว่า เป็นการที่นายเฟืองใช้อำนาจของการเป็นเจ้าหนี้บังคับเอาทรัพย์ไปเพื่อชำระหนี้แก่ตนโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะกระทำได้และในประการสำคัญยังเข้าใจว่าตนในฐานะที่เป็นบิดาของนายสุธีร์มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสุธีร์ที่จะต้องตกได้แก่ตนรวมอยู่อีกด้วย ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนายเฟืองนำทรัพย์ที่ขนเอาไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายในเวลาต่อมาก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หาได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายหรือที่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีเจตนาร่วมกันเอาทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยไปโดยเจตนาทุจริตแล้ว และการเอาทรัพย์กลับมาคืนให้ผู้เสียหายภายหลังไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 พ้นจากความผิดฐานลักทรัพย์ไปได้นั้นฟังไม่ขึ้น

 
          ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้สั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนพระหลวงพ่อสมชายเลี่ยมทองหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า เกี่ยวกับคดีนี้ได้คืนทรัพย์สินให้กันหมดแล้ว และผู้เสียหายก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร พระหลวงพ่อสมชายราคา 2,500 บาท ตนก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนโจทก์คงมีคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่เคยให้การไว้ว่า ยังไม่ได้รับคืนพระหลวงพ่อสมชายเลี่ยมทองซึ่งก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าเพราะโจทก์มิได้นำผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันว่ามีทรัพย์รายการนี้อยู่จริงและขณะที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาช่วยกันขนเอาของไปจากบ้านเกิดเหตุนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเห็นทรัพย์รายการนี้ ทรัพย์รายการนี้จะมีอยู่ในตู้เซฟที่ยกไปหรือไม่ ก็ไม่มีใครทราบ เพราะไม่มีการเปิดตู้เซฟตรวจดูในขณะนั้นและแม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์พนักงานสอบสวนมาเบิกความตอนหนึ่งว่า ยังมีทรัพย์ส่วนที่ยังไม่ได้คืนอีก 1 รายการ ปรากฏตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนและเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่าในวันที่นายเฟืองนำทรัพย์สินมาคืนนั้นได้พบกับผู้เสียหายด้วย จากการเจรจาระหว่างนายเฟืองกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ติดใจในทรัพย์สินส่วนใหญ่คงติดใจเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับพระเครื่องคือพระหลวงพ่อสมชายเลี่ยมทองที่ยังไม่ได้คืนก็ตาม แต่ข้อความและการทำบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนดังกล่าวก็เป็นข้อความที่บันทึกไปตามคำบอกของผู้เสียหาย คำเบิกความของร้อยตำรวจโทอุทัยวัฒน์ดังกล่าวจึงถือเป็นเพียงพยานบอกเล่าอีกเช่นกัน ไม่อาจนำมารับฟังประกอบกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานบอกเล่าด้วยกันดังที่โจทก์ฎีกาได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มีทรัพย์ดังกล่าวที่จะต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายตามฎีกาของโจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น”

 
          พิพากษายืน

  
(พิสิฐ ฐิติภัค - พีรพล พิชยวัฒน์ - ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว)

   หมายเหตุ
 

 
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยเดินตามคำพิพากษาฉบับก่อน เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2515 ซึ่งวินิจฉัยว่า น. ค้างชำระค่าเช่านาจำเลยอยู่ 29,400 บาท จำเลยเคยทวง น. ก็ยังไม่ชำระให้ จำเลยเคยขอให้ผู้ใหญ่บ้านไปยึดทรัพย์ของ น. ให้ ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยอมไป วันเกิดเหตุจำเลยกับพวกไปถามหา น. ที่บ้าน คนเฝ้าบ้านของ น. บอกว่าไม่อยู่ จำเลยเข้าตรวจค้นในเรือนไม่พบ จำเลยกับพวกจึงแก้เอากระบือของ น. กับเกวียนของ ม. ซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นของ น. ไปรวมราคา 7,500 บาท ดังนี้ เห็นได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ของ น. และ ม. ไปเพื่อหักใช้หนี้กัน และทรัพย์นั้นก็ไม่เกินกว่าจำนวนหนี้ ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

 
เหตุที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว น่าจะสืบเนื่องจากเหตุผล 2 ประการ คือ

 
1. ผู้คนสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีการศึกษา แม้กฎหมายจะบัญญัติห้ามยกข้ออ้างที่ว่าความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ก็ตาม แต่ความเป็นจริงแล้วบุคคลส่วนใหญ่ยังไม่รู้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่รู้จะกระทำประการใด จึงใช้วิธียึดทรัพย์ของลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้นำเงินมาชำระจึงไม่มีเจตนาร้าย (mens rea) มีคำพิพากษาเดินตาม คือ

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2188/2545 ซึ่งวินิจฉัยว่า จำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก่อนวันเกิดเหตุทะเลาะกันแล้วจำเลยหนีออกจากบ้านครั้นวันเกิดเหตุจำเลยไปพบผู้เสียหายที่บ้านและขอคืนดี ผู้เสียหายขอค่าทำขวัญแต่ตกลงจำนวนเงินกันไม่ได้ จำเลยโกรธทำร้ายผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคำ 2 เส้น แหวนทองคำ 3 วง กับตุ้มหูทองคำ 1 คู่ ต่อมาจำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดคืนผู้เสียหาย และกลับมาอยู่กินด้วยกัน จำเลยเอาทรัพย์ดังกล่าวไป เนื่องจากจำเลยไม่ต้องการให้ผู้เสียหายนำไปขายเล่นการพนัน การกระทำของจำเลยเป็นไปโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่น เป็นการใช้อำนาจของการเป็นสามีปกป้องทรัพย์สินของครอบครัวด้วยความโกรธโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ และการที่จำเลยได้นำทรัพย์ทั้งหมดคืนแก่ผู้เสียหายก็แสดงว่าไม่มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือผู้อื่น จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์คงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

 
2. ทรัพย์ที่เจ้าหนี้ยึดมามีค่าน้อยกว่าหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ลูกหนี้เป็นหนี้ 29,400 บาท แต่เจ้าหนี้ยึดทรัพย์มามีราคาเพียง 7,500 บาท 

 
อย่างไรก็ตาม ภายหลังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ออกมาหาได้คำนึงถึงข้อนี้แต่อย่างใด เช่น

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2549
วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทวงเงินจาก อ. ไม่ได้ จึงพาพวกไปทวงเงินจาก อ. ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน เมื่อ อ. ไม่ยอมคืนเงินและไม่ยอมออกมาพบจึงใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขณะนั้น แม้จำเลยที่ 1 กับพวกใช้กุญแจที่ไม่ใช่กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางติดเครื่องยนต์นำรถจักรยานยนต์ของกลางออกไป อีกทั้งรถจักรยานยนต์ของกลางมีราคา 26,000 บาท สูงกว่าจำนวนหนี้ 300 บาท อยู่มากก็ตาม จำเลยที่ 1 กับพวกคงไม่ได้คิดว่ารถจักรยานยนต์ของกลางมีราคาสูงเท่าใด หากแต่ต้องการเพียงให้ อ. ที่จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์นำเงินมาชำระหนี้ตนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมิได้มีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง และเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 

 
สำหรับคดีที่หมายเหตุนี้ไม่ปรากฏแน่ชัดในจำนวนหนี้ เป็นเรื่องภายในครอบครัวเมื่อเจ้าของทรัพย์ตายเกิดการแย่งทรัพย์มรดกกัน ระหว่างภริยาซึ่งเป็นผู้เสียหาย กับครอบครัวเดิมของผู้ตาย

 
คงมีข้อวินิจฉัยว่า การที่เจ้าหนี้หรือญาติพี่น้องเอาทรัพย์ของลูกหนี้หรือเจ้ามรดกไปเป็นการกระทำโดยทุจริตหรือไม่

 
โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 1 (1) หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

 
จะเห็นได้ว่า การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือผู้ครอบครองมรดกไม่แบ่งมรดก กฎหมายได้บัญญัติถึงช่องทางแก้ไขไว้แล้ว เป็นการโต้แย้งสิทธิแจ้งหนี้หรือทายาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เจ้าหนี้หรือทายาทจะต้องฟ้องร้องบังคับคดี เมื่อศาลตัดสินแล้วลูกหนี้ยังไม่ชำระหรือผู้ครอบครองมรดกไม่แบ่งทรัพย์มรดกตามคำพิพากษา เจ้าหนี้หรือทายาทก็ไม่มีสิทธิที่จะไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาชำระหนี้หรือยึดทรัพย์มาเป็นประกันให้ลูกหนี้นำเงินไปชำระหนี้ คงต้องขอหมายบังคับคดีโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการ ทั้งนี้กฎหมายคงประสงค์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในการแก้ไขปัญหา ไม่ให้คู่ความบังคับคดีกันเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในสังคม การที่เจ้าหนี้หรือทายาทไม่ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ ไม่ว่าจะเอาเงินชำระหนี้หรือเป็นประกันให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เป็นการบังคับกันเอง ทำให้บทบัญญัติกฎหมาย ป.วิ.พ. ที่กำหนดขั้นตอนในการดำเนินคดีสิ้นผลบังคับใช้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองแล้ว

 
ปัจจุบันความเจริญทางด้านเทคโนโลยีมีมากทำให้คนมีความรู้ความเข้าใจกฎหมายขึ้น เพราะง่ายต่อการค้นคว้า ประกอบกับมีการเรียนกฎหมายกันอย่างกว้างขวาง มีหน่วยงานของรัฐ และเอกชนให้ความรู้ คำปรึกษามากมาย หากยินยอมให้บังคับคดีกันเองทำให้เกิดปัญหาหนี้นอกระบบ นำไปสู่ปัญหาระดับชาติ ที่รัฐต้องเข้ามาแก้ไข ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ด้วยความเคารพผู้หมายเหตุเห็นว่า น่าจะเปลี่ยนแนวคำวินิจฉัย โดยไม่ยอมรับการบังคับคดีกันเอง เพื่อช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอีกทางหนึ่ง

 
 ศิริชัย วัฒนโยธิน


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 164 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ห้ามยกข้ออ้างที่ว่าความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัว / ศิริชัย วัฒนโยธิน |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/72

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/72

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22990 คน