ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ทฤษฎีว่าด้วยการลงโทษในทางอาญา / สุรสิทธิ์ แสงวิโรจน์พัฒน์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10368/2551    


ป.อ. มาตรา 56

  
          จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ในระหว่างนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดอื่นอีก น่าเชื่อว่าจำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้

 
________________________________

  
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 92, 102, 127 ทวิ

 
          จำเลยให้การรับสารภาพ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 92, 102, 127 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่อัตราโทษทั้งสองฐานเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถและขับรถ จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

 
          จำเลยอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้นเห็นว่าแม้จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประจำรถได้เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้าสู่ร่างกายในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถก็ตาม แต่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ในระหว่างนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดอื่นอีก น่าเชื่อว่าจำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่าที่ศาลทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปราบมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

 
          อนึ่ง โทษปรับที่จะลงโทษแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่แก้ไขใหม่ก็ได้ กรณีโทษปรับจึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (เดิม) โดยปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษานี้ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6”

  
(มานัส เหลืองประเสริฐ - ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ - เกรียงศักดิ์ คงผล)

  
หมายเหตุ

  
ทฤษฎีว่าด้วยการลงโทษในทางอาญาที่สำคัญๆ มีอยู่ 3 ทฤษฎีด้วยกัน กล่าวคือทฤษฎีแก้แค้นทดแทน ทฤษฎีป้องกันทั่วไป และทฤษฎีป้องกันพิเศษ ในการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษ ศาลย่อมต้องนำทฤษฎีทั้งสามมาใช้ประกอบดุลพินิจอยู่เสมอ (รายละเอียดในแต่ละทฤษฎีดูในสุรสิทธิ์ แสงวิโรจน์พัฒน์, การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษทางอาญา ในการดำเนินความยุติธรรมตามรอยพระยุคคลบาท หนังสือที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี, หน้า 247 ถึง 266)

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของศาลฎีกาที่นำทฤษฎีป้องกันพิเศษมาใช้ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะภายหลังนับจากวันที่จำเลยกระทำความผิดจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลนั้นซึ่งเป็นเวลาเกือบ 10 ปี จำเลยไม่ได้มีการกระทำความผิดขึ้นอีก ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของตัวจำเลย การที่ศาลจะไปลงโทษจำคุกจำเลยย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งต่อสังคมและตัวจำเลยเอง หนำซ้ำยังอาจจะสร้างปัญหาในการกลับคืนเข้าสู่สังคมให้แก่จำเลยหากศาลพิพากษาจำคุกจำเลย

 
อนึ่ง ความคิดที่เสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้ความผิดอาญาบางประเภทไม่มีกำหนดอายุความ ไม่ว่าจะเป็นอายุความฟ้องร้องและอายุความบังคับโทษ จึงเป็นแนวความคิดที่ขาดพื้นฐานความเข้าใจทฤษฎีป้องกันพิเศษอย่างแท้จริง เพราะกำหนดอายุความนอกจากจะมีไว้เพื่อประโยชน์ในเรื่องของการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดแล้ว กำหนดอายุความยังมีไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมในการลงโทษผู้กระทำความผิดด้วย เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความชอบธรรมของรัฐในการที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดก็ยิ่งจะลดน้อยถอยลงไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความชอบธรรมในการลงโทษในแง่ของการป้องกันทั่วไปและการป้องกันพิเศษ กล่าวคือโดยหลักการแล้ว โทษในทางอาญามีไว้เพื่อเป็นการป้องกันทั่วไปในแง่ที่ว่าหากรัฐลงโทษผู้กระทำความผิดแล้วก็จะเป็นการทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและไม่กล้าที่จะกระทำความผิด แต่หากรัฐไม่สามารเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ความชอบธรรมในการลงโทษในแง่ของการป้องกันทั่วไปก็จะหมดไปเพราะไม่อาจที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปเคารพต่อกฎหมายได้นอกจากนี้โทษในทางอาญามีไว้เพื่อเป็นการป้องกันพิเศษด้วย ในแง่ที่การลงโทษจะเป็นการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ผู้กระทำความผิดสามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ใหม่ การที่รัฐไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใด โดยผู้นั้นไม่ได้กระทำความผิดขึ้นมาใหม่ก็ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวได้แก้ไขปรับปรุงตนเองแล้ว การลงโทษจึงไม่มีประโยชน์ในแง่ของการป้องกันพิเศษ

 
สุรสิทธิ์ แสงวิโรจน์พัฒน์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 566 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ทฤษฎีว่าด้วยการลงโทษในทางอาญา / สุรสิทธิ์ แสงวิโรจน์พัฒน์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


sitemap.xml