ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ความผิดฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ / ณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่  171/2554    

 
ป.อ. มาตรา 80, 83, 288

 
ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง, 218 วรรคหนึ่ง, 218 วรรคสอง

 
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง

  
          การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย อันขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ให้การยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ ชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจ ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล

 
          โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้น โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

  
________________________________

   
          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ไม่ทราบขนาด ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1 กระบอก กับกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกันกับอาวุธปืนจำนวน 1 นัด ใช้ยิงได้ไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหม่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดได้ลูกกระสุนปืน (ลูกตะกั่วเม็ดกลม) จำนวน 7 เม็ด จากบริเวณที่เกิดเหตุและตัวผู้เสียหายเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

 
          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามยามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 11 ปี ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

 
          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นกฎหมายบที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
          โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
          ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางด้วยนั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบลูกกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่อย่างใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายและร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องได้มีคำร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายถูกที่บริเวณต้นคอบาดแผนลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร มีลูกกระสุนปืนฝังอยู่ 1 ลูกปัญหาว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายไปเที่ยวงานลอยกระทงที่วัดน้ำสาดเหนือเมื่อเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ต่อมาได้ขึ้นไปรับประทานอาหารบนศาลาวัดซึ่งมีไฟฟ้าหลอดนีออนติดอยู่หลายหลอด มีชาย 7 คน ถึง 8 คน ซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักมาก่อนขึ้นไปรุมซ้อมทำร้ายร่ายกายผู้เสียหายบนศาลา ผู้เสียหายจึงคว้าเอามีดบนศาลานั้นมาฟันป้องกันตัว กลุ่มชายดังกล่าวได้ขว้างมีดใส่ผู้เสียหาย ส่วนพวกของชายกลุ่มนั้นซึ่งอยู่ด้านล่างของศาลได้ยิงปืนมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายกระโดดหลบไปอยู่หลังเสา คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายจำได้ว่าไม่ใช่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นเพื่อนกับผู้เสียหายมาหลายปี ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน เกิดเหตุแล้วกลุ่มคนร้ายได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากงานวัด ส่วนผู้เสียหายซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนที่บริเวณท้ายทอยมีญาตินำส่งโรงพยาบาล ต่อมาผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีวันชัย พนักงานสอบสวนว่าพวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เหตุที่ระบุเช่นนั้นเนื่องจากขณะเกิดเหตุผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้จอดรถจักรยานยนต์ใกล้กับจุดที่จำเลยทั้งสองจอดรถจักรยายยนต์และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอหนองบัวด้วยกัน เหตุที่ผู้เสียหายให้การต่อพันตำรวจตรีวันชัยตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายระบุชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ยิงไปก่อนเพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วค่อยติดตามจับกุมคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายภายหลัง การชี้ตัวจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน พันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายชี้ตัวโดยผู้เสียหายไม่สมัครใจ แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ต่อพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 ว่า ในคดีเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ผู้เสียหายกับนายยุ ไม่ทราบนาทสกุลเพื่อนผู้เสียหายยืนอยู่บนศาลาวัด นายยุได้ขว้างขวดเบียร์ไปยังบริเวณที่กลุ่มของจำเลยทั้งสองซึ่งยืนจับกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้าศาลา 8 ถึง 9 คน พวกของจำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนขว้าง จึงพากันขึ้นไปบนศาลาแล้วร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเตะ ต่อย ตีผู้เสียหายหลายที เป็นเหตุให้ฟันหัก 4 ซี่ แล้วพากันลงไปที่บริเวณหน้าศาลา ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายแต่ไม่ได้ยิง จำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้กันได้แย่งเอาอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 หันปากกระบอกปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามวิ่งเพื่อหลบที่เสาบนศาลาจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณท้ายทอยมีลูกตะกั่วติดอยู่ที่บาดแผล 1 ลูก เมื่อจำเลยทั้งสองยิงผู้เสียหายแล้วได้ขับรถจักรยานยนต์พากันหลบหนีไป หลังจากรักษาบาลแผลแล้ว ผู้เสียหายพร้อมด้วยบิดาได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัว ยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนยิง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยทั้งสองไปที่สถานีตำรวจ ผู้เสียหายชี้ให้จับกุมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน ผู้เสียหายเคยมีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 ในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวน จึงมีปัญหาว่า คำเบิกความชั้นศาลหรือคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายน่าเชื่อถือมากกว่า ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า การที่ผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนให้ระบุเช่นนั้น เพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงแล้วค่อยติดตามจับกุมนั้น พันตำรวจตรีวันชัยเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายและบิดาได้ไปแจ้งความแก่พยานในคืนเกิดเหตุเวลา 1.30 นาฬิกา ว่าจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พยานได้สอบสวนผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า พันตำรวจตรีวันชัยปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองหรือผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะกระทำดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ข้ออ้างของผู้เสียหายดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามกลับปรากฏว่า ผู้เสียหายพยายามหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 15 มิถุนายน 2543 คดีต้องเลื่อนการสืบพยานเพราะโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความหลายนัดเป็นระยะเวลาถึง 1 ปี 7 เดือนเศษ จึงสามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้รับแจ้งจากบิดาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ บางนัดโจทก์แถลงต่อศาลว่าได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าจากการสืบสวนทราบว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยจึงพยายามหลบเลี่ยงไม่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาล การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องได้รับโทษ ส่วนในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลทั้งปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

 
          สำหรับจำเลยที่ 2 คงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายตกใจกลัวหรือวิ่งหลบหนีแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากมือจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายกลับพยายามวิ่งหนี ดังนี้ แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนนั้นไม่มีท่าทีจะยิงผู้เสียหาย จากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 คนเดียว ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

 
          สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่า จำเลยที่ 1 ร่วมครอบครองอาวุธปืนหรือร่วมพาอาวุธปืนติดตัวมาหรือร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนติดตัวมายังที่เกิดเหตุด้วย การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่หยิบอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 แล้วยิงไปยังบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดทั้งสองจากนี้ โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้นโจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีความหมายว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน”

 
          พิพากษายืน

    
( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - นพพร โพธิรังสิยากร - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ )

   
หมายเหตุ 

 
          คดีนี้สำหรับฐานพาอาวุธปืนฯ โจทก์บรรยายในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปตามถนนในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ในส่วนคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับมีคำขอให้ลงโทษทั้งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และ ป.อ. มาตรา 371 ซึ่งความผิดฐานนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ลงโทษฐานนี้เฉพาะจำเลยที่ 2 และศาลฎีกาพิพากษายืน

 
           ประเด็นที่ควรพิจารณามีว่า ลำพังหากโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ หรือ ป.อ. มาตรา 371 ฐานใดฐานหนึ่งเพียงฐานเดียว แต่คำขอท้ายฟ้องกลับระบุขอให้ลงโทษทั้งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และ ป.อ. มาตรา 371 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ดังนี้

 
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4957/2550 แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 371 ไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุผลสมควรมาด้วย ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรานี้มิได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9131/2549)

 
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4981/2553 การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จะต้องเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีที่จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 1 (ข) โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยพาอาวุธปืนไปในบริเวณหมู่ 5 ตำบลแม่เปิน กิ่งอำเภอแม่เปิ่น จังหวัดนครสวรรค์ อันเป็นเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจำเป็นเร่งด่วนแก่พฤติการณ์ โดยฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่ใช่กรณีที่จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เพียงการพาอาวุธปืนไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรหาเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ และการที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 (ก) ว่าจำเลยมีอาวุธปืนแก๊ปเดี่ยวยาวจำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของนายทะเบียนประทับไว้และเครื่องกระสุนปืนบรรจุอยู่ในลำกล้องปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืน ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวดังที่โจทก์ฎีกา อันทำให้คำฟ้องในข้อ 1 (ข) ที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว เป็นคำฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพและคำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ, 72 วรรคสอง ไว้ด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้

 
           จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว จึงกล่าวสรุปได้ว่า การกระทำของจำเลยจะป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและลงบทหนักได้นั้น ฟ้องโจทก์จะต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิดทั้งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และ ป.อ. มาตรา 371 และจะต้องมีคำขอท้ายฟ้องด้วย สำหรับเหตุผลที่ไม่สามารถลงโทษจำเลยได้นั้น ก็มีสองแนว คือ การบรรยายฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ที่จะต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ที่ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง

                      
          ณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 708 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ความผิดฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ / ณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/74

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/74

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


sitemap.xml