ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ฐานเป็นตัวการร่วมกัน / อาคม รุ่งแจ้ง
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2672/2554

 
 
ป.อ. มาตรา 83, 317 วรรคสาม

 ป.วิ.อ. มาตรา 227

 
          ในส่วนของจำเลยที่ 7 ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะออกจากขนำที่เกิดเหตุไปโดยบอกว่าจะไปรับพวกอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะกลับมาพร้อมจำเลยที่ 7 เมื่อมาถึงขนำที่เกิดเหตุ ในขณะที่จำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะอยู่ จำเลยที่ 4 และที่ 6 ซึ่งกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เสร็จแล้วได้ออกมาจากขนำ โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 7 จับมือผู้เสียหายที่ 1 พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที 1 ตอบว่าขอไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก ผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกติดตามไม่พบ เนื่องจากผู้เสียหายซ่อนตัวอยู่นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 7 มีส่วนร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับจำเลยอื่นในการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารมาแต่ต้น การที่จำเลยที่ 7 มายังขนำที่เกิดเหตุและกระทำการดังกล่าวหลังจากที่จำเลยอื่นได้พาผู้เสียหายที่ 1 มากระทำชำเราแล้ว ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 7 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยอื่นพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร

  
________________________________

   
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1670/2546 ของศาลชั้นต้น

 
          จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ขณะกระทำผิดมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ฐานสนับสนุนการกระทำผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ตลอดชีวิต รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 14 ปี สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 10 ปี นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1670/2546 ของศาลชั้นต้น

 
          จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

 
          จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
          ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 จากสารบบความศาลฎีกา

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเจ็ด โดยมีรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน แม้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มาก่อน อีกทั้งเหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยที่ 5 ตั้งแต่จำเลยที่ 5 กับพวกอีก 4 คน ไปคุยกับผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้าน จำเลยที่ 5 กับพวก ยังออกไปซื้อขนมมารับประทานที่บ้านอีก ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้นั่งรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปยังเห็นจำเลยที่ 5 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับอยู่ด้านข้าง จำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันดึงผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนขนำแล้วพยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ร่วมประเวณี จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยอื่นมัดผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ทำอะไรผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 5 กับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านอีกหลังหนึ่งแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 5 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ขนำที่ผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 ยังร่วมกับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ผลัดกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยที่ 5 ไปรับจำเลยที่ 7 มาที่ขนำดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 4 ผู้เสียหายที่ 1 เห็นตั้งแต่มากับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 4 ร่วมนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปขนำหลังสุดท้าย จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 6 กระทำชำเรานานประมาณ 15 นาที จำเลยที่ 4 เป็นผู้จับมือผู้เสียหายที่ 1 กดไว้กับพื้นแล้วจำเลยที่ 4 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นานประมาณ 10 นาที เมื่อจำเลยที่ 5 กลับมาพร้อมจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 4 และที่ 6 ออกจากขนำ ผู้เสียหายที่ 1 เดินตามทั้งที่ยังมิได้สวมกางเกง ส่วนจำเลยที่ 7 นอกจากผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นมากับจำเลยที่ 5 แล้วยังเห็นจำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะจนเสร็จเพียงแต่ยังมิได้รูดซิปกางเกง จำเลยที่ 7 ดึงผู้เสียหายที่ 1 ไว้พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าจะไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก เมื่อผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกตามหา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวผู้เสียหายที่ 1 ย่อมเห็นจำเลยที่ 4 และที่ 5 หลายครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลานานพอสมควร ส่วนจำเลยที่ 7 แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นเพียงครั้งเดียว แต่ก็เห็นในระยะใกล้ชิดทั้งยังมีการถามตอบกัน ถึงแม้ว่าเหตุจะเกิดในเวลากลางคืน ถ้าสถานที่แต่ละแห่งมืดจนไม่สามารถมองเห็นกันได้ พวกจำเลยทั้งเจ็ดย่อมไม่สามารถกระทำการต่าง ๆ ได้ อีกทั้งเมื่อมีการใช้รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะย่อมมีแสงสว่างจากรถดังกล่าวด้วย การที่ผู้เสียหายที่ 1 สามารถพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 3 ขณะอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ขนำได้ทันทีย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 เห็นและจำขนำนั้นได้ ถึงแม้ว่าคืนเกิดเหตุจะมีฝนแต่ฝนก็ตกในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 หลบหนี มิใช่ในขณะที่พวกจำเลยกระทำความผิด นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกคุณากร พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า จากการสอบถามผู้เสียหายทั้งสองและจำเลยที่ 3 ถึงเหตุการณ์และคนร้ายที่เหลือจึงออกจับกุมคนร้ายอีกครั้งโดยให้ดาบตำรวจไมตรี กับพวก ไปจับกุมโดยมีผู้เสียหายที่ 1 ไปด้วย การรู้ตัวคนร้ายที่เหลือในคืนนั้นต้องทราบจากผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 3 ด้วย สำหรับดาบตำรวจไมตรีผู้จับกุมพวกจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นาน 32 ปี รู้จักบุคคลและกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ วัยรุ่นบางคนยังจำชื่อบิดาได้ด้วย ย่อมทราบดีว่าพวกจำเลยแต่ละคนมีบ้านอยู่ที่ใด จึงสามารถติดตามจับจำเลยที่ 4 ได้ในคืนเกิดเหตุและในคืนนั้นยังไปที่บ้านของจำเลยที่ 7 แต่ไม่พบจำเลยที่ 7 ที่จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 นำสืบอ้างฐานที่อยู่ในคืนเกิดเหตุ พยานก็มีเพียงจำเลยดังกล่าวและบุคคลที่เป็นญาติหรือบุคคลที่ใกล้ชิดเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจำเลยที่ 7 ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะออกจากขนำที่เกิดเหตุไปโดยบอกว่าจะไปรับพวกอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะกลับมายังขนำที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 7 เมื่อมาถึงขนำที่เกิดเหตุ ในขณะที่จำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะอยู่ จำเลยที่ 4 และที่ 6 ซึ่งกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้วได้ออกมาจากขนำ โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 7 จับมือผู้เสียหายที่ 1 พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าขอไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก ผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกติดตามไม่พบ เนื่องจากผู้เสียหายซ่อนตัวอยู่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 7 มีส่วนร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับจำเลยอื่นในการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารมาแต่ต้น การที่จำเลยที่ 7 มายังขนำที่เกิดเหตุและกระทำการดังกล่าวหลังจากที่จำเลยอื่นได้พาผู้เสียหายที่ 1 มากระทำชำเราแล้ว ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 7 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยอื่นพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 7 ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

    
( วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ - วีระชาติ เอี่ยมประไพ - อาวุธ ปั้นปรีชา )

   
หมายเหตุ 

 
          สำหรับการกระทำผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันองค์ประกอบความผิดที่ว่า "ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน" ตาม ป.อ. มาตรา 83 หมายถึง ร่วมขณะกระทำความผิด อันได้แก่ ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ลงมือกระทำความผิด ซึ่งเข้าขั้นพยายามแระทำความผิดตามมาตรา 80 ไปจนกระทั่งถึงระยะเวลาก่อนที่การกระทำจะเป็นความผิดสำเร็จ การร่วมกันก่อนระยะเวลาดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นตัวการตามมาตรา 83 แต่อาจเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ได้ การร่วมกันหลังระยะเวลาดังกล่าวที่เป็นความผิดสำเร็จขาดตอนแล้วก็ไม่เป็นความผิดฐานตัวการเช่นกัน โดยศาลฎีกาวางหลักว่าการเข้ากระทำความผิดด้วยกันที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นตัวการ จะต้องเป็นการเข้าร่วมในระหว่างที่มีการกระทำความผิด แต่เมื่อไม่ปรากฏระหว่างที่ อ. กับ น. ไปรับผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ออกมาจากบ้านจนถึงเวลาที่นำผู้เสียหายไปยังบ้านที่เกิดเหตุนั้น จำเลยทั้งสองได้มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกระทำการด้วย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้มีส่วนรู้เห็นนัดแนะกับ อ. และ น. อยู่ก่อนแล้ว ในการที่ อ. กับ น. จะพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร แม้จำเลยทั้งสองได้ตามไปยังบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวและได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกับ อ. และ น. พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร (ฎ. 505-506/2538) สำหรับคดีตามที่หมายเหตุ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 7 เฉพาะความคิดฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารเพียงข้อหาเดียว ซึ่งจำเลยที่ 7 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ ทั้งนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 7 อยู่ร่วมกับจำเลยอื่นในที่เกิดเหตุด้วย เพียงแต่ในส่วนของจำเลยที่ 7 เข้าไปที่เกิดเหตุหลังจากจำเลยอื่นบังคับพาผู้เสียหายทั้งสองออกจากบ้านของผู้เสียหายทั้งสองไปที่ขนำที่เกิดเหตุและมีการกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองไปก่อนแล้ว ถึงเกิดเหตุการณ์ตอนหลังเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ตั้งใจจะหลบหนีแล้ว จำเลยที่ 7 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ไว้ไม่ให้หลบหนีและเมื่อผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 ยังช่วยติดตาม ซึ่งศาลฎีการับฟังว่าเหตุการณ์ตอนหลังเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นหลังการกระทำผิดของจำเลยอื่นฐานพรากเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงสำเร็จขาดตอนแล้วจึงไม่ผิดฐานตัวการ ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 7 ในเหตุการณ์ตอนหลัง อาจเป็นความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา 310 แต่ก็มีปัญหาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่ 7 ในส่วนนี้ไว้ด้วย เป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องซึ่งศาลมิอาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยได้เนื่องจากต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

                      
          อาคม รุ่งแจ้ง


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 391 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ฐานเป็นตัวการร่วมกัน / อาคม รุ่งแจ้ง |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

ระบุ คำค้น เช่น law, ฎีกา, ศาล, อาญา..

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง 2/72

เตรียมสอบเนติ วิอาญา 2/72

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22990 คน