เตรียมสอบเนติบัณฑิต อัยการ ผู้พิพากษา




ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ป้องกันเกินขอบเขตตามมาตรา 69 / ธานี สิงหนาท
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7940/2551

 
 
ป.พ.พ. มาตรา 1336

 
ป.อ. มาตรา 68, 69

  
          บ้านและบริเวณบ้านของจำเลยถือว่าเป็นเคหสถานที่ประชาชนทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นที่ปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตน เพราะจำเลยเป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน

 
          ผู้ตายขับรถเข้ามาในบริเวณบ้านของจำเลยเพื่อจะบังคับ ผ. ซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเลยและเคยเป็นภริยาของผู้ตายให้ไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดโต้เถียงกันจำเลยพูดจาห้ามปราม ผู้ตายไม่ฟังและได้ลงจากรถพร้อมกับถืออาวุธมีดยาว 12 นิ้ว เดินไปหาจำเลย จำเลยจึงวิ่งขึ้นไปบนบ้านหยิบเอาอาวุธปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาด .22 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ ทั้งเป็นอาวุธปืนที่ปกติใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็กและมีแรงปะทะน้อยลงจากบ้าน เพื่อปรามมิให้ผู้ตายทำร้ายจำเลยหรือทำลายทรัพย์สินของจำเลยหรือบังคับให้ ผ. ไปอยู่กับผู้ตาย โดยไม่มีกริยาอาการที่จะยิงทำร้ายผู้ตายซึ่งถูก ผ. โอบกอดไว้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยมีเจตนาสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตายหาได้ไม่ หลังจากนั้นสักครู่ผู้ตายสะบัดตัวหลุดและเดินเข้าหาจำเลยเพื่อทำร้ายจนห่างประมาณ 1 วา โดยมีอาวุธมีดยาวเช่นนี้นับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสที่จะใช้อาวุธปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงผู้ตายอีก 2 นัด ติดต่อกันผู้ตายจึงล้มลง นับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น แต่หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายจำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

  ________________________________

  
          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบของกลาง

 
          จำเลยให้การรับสารภาพ

 
          ระหว่างพิจารณานายโทและนางอำพันหรือรำพรรณบิดามารดาของนายเพทายผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

 
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน อาวุธปืนของกลางและปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

 
          จำเลยอุทธรณ์

 
          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

 
          โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

 
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยาวลูกกรดขนาด .22 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ยิงนายเพทายผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่กลางคิ้วซ้าย 1 นัด กรามซ้าย 2 นัด กลางลำคอด้านหน้า 1 นัด และหน้าอกด้านหน้า 1 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมกับมอบอาวุธปืนให้ยึดเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดปลอกกระสุนปืนขนาด .22 ได้จากที่เกิดเหตุจำนวน 2 ปลอก เป็นของกลาง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยาน 2 ปากคือ นางผ่องเพ็ญและนางแก้วมา โดยนางผ่องเพ็ญเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 วัน ผู้ตายพูดขู่เข็ญว่าจะฆ่าพยานและบุตรรวมทั้งจำเลยและนางแก้วมา หากพยานไม่กลับไปอยู่ด้วยวันเกิดเหตุผู้ตายมาที่บ้านจำเลยและทะเลาะโต้เถียงกับพยาน จำเลยพูดห้ามปรามผู้ตายไม่พอใจได้หยิบอาวุธมีดปลายแหลมยาวพร้อมด้ามประมาณ 12 นิ้ว เดินลงจากรถ จำเลยวิ่งขึ้นไปบนบ้านหยิบอาวุธปืนยาวลงมา พยานเข้าไปห้าม ส่วนบุตรของพยานก็เข้าไปห้ามจำเลยแยกออกจากกัน สักครู่ผู้ตายสะบัดตัวหลุดตรงเข้าหาจำเลย จำเลยจึงสะบัดตัวจากนางแก้วมาและบุตรของพยานที่กำลังแย่งอาวุธปืนของจำเลย ผู้ตายเดินถืออาวุธมีดเข้าหาจำเลย จำเลยจึงยิงปืน 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหา จำเลยยิงผู้ตายอีก พยานได้ยินเสียงปืน 2 ถึง 3 นัด ตกใจเป็นลมหมดสตินางแก้วมาเบิกความว่าประมาณวันที่ 27 หรือ 28 มีนาคม 2545 ผู้ตายมาที่บ้านจำเลยเพื่อให้นางผ่องเพ็ญกลับไปอยู่ด้วย แต่นางผ่องเพ็ญไม่ยอม ผู้ตายขู่จะฆ่านางผ่องเพ็ญและครอบครัว พยานเข้าไปพูดปลอบประโลมผู้ตายให้กลับบ้านวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้ตายมาที่บ้านจำเลยทะเลาะโต้เถียงกับนางผ่องเพ็ญ จำเลยได้ยินเสียงทะเลาะกันได้มาห้ามปราม จำเลยไม่เชื่อฟังได้ลงจากรถพร้อมอาวุธมีดปลายแหลม จำเลยวิ่งขึ้นบนบ้านหยิบอาวุธปืนยาวลงมา นางผ่องเพ็ญเข้าไปห้ามผู้ตาย พยานเห็นจำเลยยกปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อขู่ผู้ตายแล้วได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 นัด พยานเป็นลมหมดสติ เห็นว่า นางผ่องเพ็ญและนางแก้วมาเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนที่จำเลยจะยิงปืนนัดแรกว่า ผู้ตายมาตามนางผ่องเพ็ญให้กลับไปอยู่กินด้วยกัน แต่นางผ่องเพ็ญไม่ยอมจึงเกิดทะเลาะโต้เถียงกัน จำเลยได้ยินจึงออกมาห้าม แต่ผู้ตายไม่เชื่อฟังกลับถืออาวุธมีดยาว 12 นิ้วลงจากรถจะเข้าหาจำเลย จำเลยจึงวิ่งขึ้นบ้านหยิบอาวุธปืนยาวลงมาเช่นนี้จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้นนางผ่องเพ็ญเบิกความว่า พยานเข้าไปโอบกอดผู้ตาย ส่วนบุตรของพยานเข้าไปห้ามจำเลยแยกออกจากกัน สักครู่ผู้ตายสะบัดตัวจากพยานจนกระทั่งหลุดออกมาแล้วเดินตรงเข้าไปหาจำเลยขณะนั้นนางแก้วมาและบุตรของพยานกำลังแย่งอาวุธปืนจากจำเลย แต่จำเลยสะบัดหลุดผู้ตายยังคงเดินเข้าหาจำเลย จำเลยยิงปืน 1 นัด ผู้ตายยังคงเดินเข้าหา จำเลยจึงยิงผู้ตายโดยได้ยินเสียงปืนจำนวน 2 ถึง 3 นัด แล้วพยานหมดสติไป ซึ่งนางแก้วมาก็เบิกความทำนองเดียวกันแต่แตกต่างในเรื่องการยิงปืนนัดแรกของจำเลย โดยนางแก้วมาเบิกความว่ายิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าเป็นการขู่และศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยเชื่อว่า จำเลยยิงปืนนัดแรกขึ้นฟ้าเป็นการขู่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 5 น่าจะคลาดเคลื่อนเนื่องจากตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางแก้วมาซึ่งนางแก้วมาให้การว่า จำเลยยิงไปที่ผู้ตาย ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญ และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยก็ปรากฏว่า จำเลยยิงปืนนัดแรกไปยังผู้ตายไม่มีข้อความว่ายิงปืนขึ้นฟ้า นอกจากนี้ตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญ นางแก้วมา และจำเลยยังระบุว่าจำเลยยิงผู้ตาย 5 นัด ซึ่งสอดคล้องกับรายงานชันสูตรพลิกศพ ว่าผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงจากกระสุนปืน 5 แห่งคือระหว่างกลางคิ้วซ้าย 1 แห่ง กรามซ้าย 2 แห่ง กระดูกกรามแตก กลางลำคอด้านหน้า 1 แห่ง ไม่พบรอยกระสุนปืนทะบุออก หน้าอกด้านขวา 1 แห่ง มีรอยแฉลบทะลุออกในแนวกลางลำตัว ยิ่งกว่านั้นตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญและจำเลยยังระบุอีกว่า เมื่อจำเลยยิงนัดที่ 3 ผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยเข้าไปยิงผู้ตายซ้ำอีก 2 นัด ซึ่งตรงกับบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยและภาพถ่ายการนำชี้ประกอบคำรับสารภาพ ประกอบกับคำให้การชั้นสอบสวนของนางผ่องเพ็ญ นางแก้วมาและจำเลยได้ให้ถ้อยคำในระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ โอกาสที่จะแต่งเติมบิดเบือนย่อมจะมีน้อยเชื่อได้ว่าให้การไปตามจริงหรือใกล้เคียงกับความจริง เมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนางผ่องเพ็ญแล้ว ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์หลังจากที่จำเลยหยิบอาวุธปืนยาวลงมาจากบ้านจึงรับฟังได้ว่านางผ่องเพ็ญได้เข้าไปโอบกอดผู้ตาย ส่วนนางแก้วมาและบุตรของนางผ่องเพ็ญได้เข้าห้ามจำเลยแยกจากกัน สักครู่ผู้ตายสะบัดนางผ่องเพ็ญจนหลุดแล้วเดินถืออาวุธมีดเข้าหาจำเลย ซึ่งขณะนั้นนางแก้วมาและบุตรของนางผ่องเพ็ญกำลังแย่งอาวุธปืนจากจำเลย จำเลยสะบัดจนหลุดแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายยังคงเดินเข้าหาจำเลย จำเลยจึงยิงผู้ตายไปอีก 2 นัด ผู้ตายล้มลง จำเลยเดินเข้าไปยิงผู้ตายขณะล้มนอนหงายที่พื้นอีก 2 นัด พฤติการณ์ดังกล่าวดังที่วินิจฉัยมาทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้ตายมาที่บริเวณบ้านของจำเลยเพื่อมาขอร้องให้นางผ่องเพ็ญกลับไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดทะเลาะกัน และจำเลยห้ามปรามแต่ผู้ตายไม่เชื่อ ทั้งกลับหยิบอาวุธมีดยาวพร้อมด้าม 12 นิ้ว เดินลงจากรถเข้าหาจำเลยเช่นนี้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและอยู่ในบริเวณบ้านอันถือว่าเป็นเคหสถานของจำเลยที่ประชาชนทั่วไปย่อมถือว่าเป็นที่ปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนั้นจำเลยไม่จำเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตน เพราะจำเลยเป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจำต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน การที่จำเลยเพียงแต่ห้ามปรามผู้ตายมิให้โต้เถียงกับนางผ่องเพ็ญซึ่งเป็นบุตรสาวของจำเลยและเคยเป็นภริยาผู้ตายย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาของบุคคลทั่วไปในสังคมไทยที่ถือว่าจำเลยเป็นญาติผู้ใหญ่ของผู้ตายและนางผ่องเพ็ญย่อมห้ามปรามได้ เมื่อผู้ตายลงจากรถพร้อมกับถืออาวุธมีดซึ่งมีความยาวถึง 12 นิ้ว เดินเข้าหาจำเลย แล้วจำเลยวิ่งขึ้นบ้านหยิบอาวุธปืนลงจากบ้านมาเช่นนี้จะถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายหาได้ไม่ เพราะเมื่อจำเลยขึ้นบ้านหยิบอาวุธปืนแล้วสามารถที่จะยิงผู้ตายโดยไม่ต้องลงจากบ้านเลยก็ได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำการเช่นนั้นไม่ และเมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนยาวลงมาก็ไม่ได้ยิงผู้ตายทันทีทันใดในขณะนั้นแต่อย่างใด จำเลยอาจหยิบอาวุธปืนมาเพื่อปรามผู้ตายมิให้ทำร้ายจำเลยหรือทำลายทรัพย์สินของจำเลยหรือมิให้บังคับนางผ่องเพ็ญให้ไปอยู่กับผู้ตายก็ได้ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 3 วัน ผู้ตายเคยมาที่บ้านจำเลย ขณะที่จำเลยไม่อยู่บ้านและพูดขู่ว่าจะฆ่านางผ่องเพ็ญทั้งครอบครัว ทั้งได้ความจากคำของนายอินบาน ซึ่งเป็นกำนันปกครองท้องที่ที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาว่า ผู้ตายชอบทะเลาะกับชาวบ้านและเคยทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ซึ่งเจือสมกับบันทึกการชดใช้ค่าเสียหาย ประกอบกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ก็ระบุว่าจำเลยหยิบอาวุธปืนลงมาเพื่อไม่ให้ผู้ตายทำร้าย สำหรับเหตุการณ์ต่อมาเมื่อนางผ่องเพ็ญเข้าโอบกอดผู้ตายแยกออกมา สักครู่ผู้ตายสะบัดหลุดและเดินเข้าหาจำเลยจนกระทั่งห่างจากจำเลยประมาณเพียง 1 วา โดยผู้ตายมีอาวุธมีดเช่นนี้นับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้วจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น การที่จะใช้อาวุธปืนยาวยิงย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยาวขนาด .22 ซึ่งปกติเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็กและมีแรงปะทะน้อยยิงไปที่ใบหน้าผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงไปอีก 2 นัดติดกัน ผู้ตายจึงล้มลงนับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอีก 2 นัด หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้วเช่นนี้จึงเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งในชั้นที่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ต่อภาค 5 จำเลยก็อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุขอให้ลงโทษสถานเบา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน”

 
          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี อาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ

    
( กีรติ กาญจนรินทร์ - มล.ฤทธิเทพ เทวกุล - ศิริชัย วัฒนโยธิน )

   
หมายเหตุ 

 
          หนังสือคำอธิบายประมวลกฎหมายอาญาของ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ พิมพ์ครั้งที่ 9 เดือนพฤษภาคม 2549 หน้า 830 - 831 ระบุว่า ศาลอเมริกันเสียงข้างมากเคยวินิจฉัยว่า หากประชาชนผู้สุจริตจำต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากสถานที่ซึ่งเขามีสิทธิจะอยู่แล้ว เสรีภาพก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างมากทีเดียว (LIBERTY ITSELF IS THREATENED IF A LAW-ABIDING CITIZEN CAN BE FORCED A PLACE WHERE HE HAS A RIGHT TO BE)

 
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2504 ผู้ตายเมาสุราร้องท้าทายจำเลยให้มาต่อสู้กัน จำเลยไม่สู้ ผู้ตายก็ถือมีดดาบปลายแหลมลุยน้ำข้ามคลองจะเข้าไปฟันจำเลยถึงในบ้าน แม้จำเลยจะเห็นผู้ตายอยู่ก่อนและอาจหลบหนีไปได้ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ผู้มีสิทธิครอบครองเคหสถานของตนโดยชอบจะต้องหนีผู้กระทำผิดกฎหมาย ดังนี้การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตาย 1 นัด ขณะผู้ตายอยู่ห่างจากจำเลย 6 ศอก ถึง 2 วา นั้น ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันชีวิตพอสมควรแก่เหตุ

 
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2530 จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในเวลาฉุกละหุกกะทันหัน 4 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยจำเลยกระทำไปเพื่อช่วยเหลือบุตรของตนให้พ้นภยันตรายที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าและภยันตรายนั้นยังเกิดขึ้นต่อเนื่องกันอยู่ ไม่มีทางเลือกที่จะป้องกันด้วยวิธีการอื่นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68

 
           คำพิพากษาฎีกาที่บันทึกนี้ในตอนต้นวินิจฉัยเรื่องของสิทธิเจ้าของบ้านทำนองเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลอเมริกัน และวินิจฉัยต่อมาว่าการยิงในครั้งแรก 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหาจำเลยแสดงว่าภยันตรายที่ใกล้จะถึงจึงมีอีก เมื่อจำเลยยิงไปอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุพอเทียบได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2530 ข้างต้น

 
           แต่คำวินิจฉัยในตอนหลังที่ว่า เมื่อผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้ว จำเลยกลับเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 นั้น วินิจฉัยทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2526

 
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1895/2526 ผู้ตายเมาสุราถือปืนจ้องตรงมายัง น. บิดาจำเลยพูดในทำนองจะฆ่าจำเลยจึงสกัดกั้นโดยยิงผู้ตายก่อนด้วยปืนลูกซองยาวแล้วกระโดดเข้าแย่งปืนสั้นจากผู้ตาย แต่เมื่อได้ปืนมาแล้วจำเลยกลับใช้ปืนของผู้ตายยิงซ้ำอีก 3 นัด จึงเป็นการกระทำไปเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตามมาตรา 69

 
           ในเรื่องป้องกันเกินขอบเขตตามมาตรา 69 ได้แยกออกเป็น 2 กรณี คือ "เกินสมควรแก่เหตุ" กรณีหนึ่ง และ "เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน" อีกกรณีหนึ่ง แสดงว่าจะต้องมิใช่เรื่องเดียวกัน ซึ่งศาสตราจารย์จิตติได้บันทึกในหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2520 และที่ 620/2532 ว่าเป็นคนละเรื่องกัน โดยกล่าวว่า "ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ" หมายความว่า กระทำการเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้หรือเกินสัดส่วน ส่วน "เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน" หมายความว่าภัยที่ไม่ใกล้จะถึงหรือกระทำต่อภัยที่ผ่านพ้นไปแล้ว

 
           ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่บันทึกนี้ เมื่อผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ตายแน่นิ่งไปหรือยังเคลื่อนไหวร่างกายพอที่จะลุกขึ้นมาได้อีก แสดงว่าภัยที่ใกล้จะถึงได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีกจึงน่าจะเป็น "เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน" มิใช่กรณีเกินสมควรแก่เหตุ แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายไม่นอนแน่นิ่ง และยังเคลื่อนไหวร่างกายพอที่จะลุกขึ้นมาได้อีก จำเลยจึงยิงอีก 2 นัด ก็ถือว่าเป็นกรณี "พอสมควรแก่เหตุ" ได้

           
           ธานี  สิงหนาท


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 101 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ป้องกันเกินขอบเขตตามมาตรา 69 / ธานี สิงหนาท |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22157 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์