เตรียมสอบเนติบัณฑิต อัยการ ผู้พิพากษา




ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การร้องขอคืนทรัพย์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 / พฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685/2541    
  

     
 
ป.อ. มาตรา 36

 
 
   ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงห้ามจำเลยขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องให้สิทธิแก่บุคคลภายนอก ซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้นที่จะมีสิทธิขอคืนทรัพย์สิน ของกลางที่ศาลสั่งริบโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดมิใช่ให้สิทธิ แก่จำเลยในคดีที่จะใช้สิทธิเช่นนั้นได้ด้วย เพราะหากจำเลย เป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินของกลางและมิได้ รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จำเลยก็ย่อมมีสิทธิ นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้น เพื่อแสดงว่าจำเลย เป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดและมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลที่สั่งริบทรัพย์สินของกลางได้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีที่ศาลมีคำสั่งริบอาวุธปืนของกลางและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนอาวุธปืนของกลางได้

 
 
________________________________

 
 
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 91, 83, 33 และริบของกลาง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่อาวุธปืนของกลางให้ริบ คดีถึงที่สุดโดยคู่ความมิให้อุทธรณ์

 
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวและเป็นเจ้าของอาวุธปืนสั้นนออโตเมติก ขนาด 9 มม.ทะเบียน กท.2807636 หมายเลขประจำปืน 52163 ของกลางซึ่งศาลมีคำสั่งริบ ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดและไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้อง

 
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีที่ศาลมีคำสั่งริบอาวุธปืนของกลางจึงไม่มีอำนาจร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางเพราะอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดขอให้ยกคำร้อง

 
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

 
ผู้ร้องอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

 
ผู้ร้องฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า คดีเดิมพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องกับพวกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่าโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นว่าผู้ร้องกับพวกฆ่าผู้ตาย มีเหตุสงสัยว่าผู้ร้องได้กระทำผิดจริงหรือไม่ ให้ยกฟ้องแต่อาวุธปืนของกลางให้ริบ คดีถึงที่สุดและอาวุธปืนของกลางที่ศาลมีคำสั่งริบดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางที่ศาลมีคำสั่งริบดังกล่าวได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36มิได้บัญญัติว่าบุคคลภายนอกเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบและมิได้ห้ามผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยไม่ให้ใช้สิทธิเช่นนั้นแต่อย่างใด จึงไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ ทั้งข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของอาวุธปืนของกลางที่แท้จริงและไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดต้องคืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้อง พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด" ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ดังกล่าว แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงห้ามจำเลยขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้นที่จะมีสิทธิขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลสั่งริบโดยอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด มิใช่ให้สิทธิแก่จำเลยในคดีนั้นจะใช้สิทธิเช่นนั้นได้ด้วยเพราะหากจำเลยเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจำเลยก็ย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้น เพื่อแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดและมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลที่สั่งริบทรัพย์สินของกลางได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีที่ศาลมีคำสั่งริบอาวุธปืนของกลางและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนอาวุธปืนของกลางได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน

 
 
 
(สมชัย สายเชื้อ - วิรักษ์ เอื้ออังกูร - ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์)

 
 
 
หมายเหตุ

 
 
 การร้องขอคืนทรัพย์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 เป็นการใช้สิทธิทางศาลอย่างหนึ่ง ผู้ร้องต้องกระทำการโดยสุจริต (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2534) ก่อนหน้าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินว่าการร้องขอคืนทรัพย์ของกลางตามมาตรา 36 จำเลยในคดีนั้นจะใช้สิทธิไม่ได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มาก่อนคือ

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2690/2518 วินิจฉัยว่า จำเลยรับสารภาพตลอดข้อหา ศาลลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้และริบไม้ของกลาง จำเลยมิได้อุทธรณ์คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยมายื่นคำร้องขอคืนไม้ของกลาง อ้างว่าไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด ดังนี้ร้องขอคืนไม่ได้เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 เป็นเรื่องที่คนอื่นมาขอคืนไม่ใช่จำเลยมาใช้สิทธิได้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2523 วินิจฉัยว่า การที่ศาลจะสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น จะต้องปรากฏว่าผู้ขอเป็นเจ้าของที่แท้จริง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ศาลก็สั่งคืนของกลางให้ไม่ได้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2531 ในชั้นขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีเพียงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพของผู้ร้องที่ 2 ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดซึ่งต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(1) ผู้ร้องที่ 2 มิได้อุทธรณ์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องจะยกขึ้นโต้เถียงในชั้นขอคืนของกลางอีกไม่ได้

 
 นอกจากนี้แม้ได้ความเพียงว่า การร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดก็ร้องขอคืนไม่ได้เช่นกัน ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 546/2529 ผู้ร้องได้ให้จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไป แล้วจำเลยใช้รถนั้นเป็นพาหนะทำการวิ่งราวทรัพย์ศาลลงโทษจำเลยและริบรถเมื่อจำเลยยังค้างชำระค่าเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้เลิกกัน ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอรับรถของกลางคืนก็เพราะญาติของจำเลยขอร้องและผู้ร้องมีเจตนาเพียงที่จะได้รับชำระเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาเท่านั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องได้(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2586/2530,4031/2532,182/2537,1343/2537,269/2537,4085/2539,6408/2540)

 
 ข้อที่น่าคิดคือ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ได้วินิจฉัยชี้ชัดยิ่งขึ้นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 นี้ แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงห้ามจำเลยขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเรื่องให้สิทธิเฉพาะแก่บุคคลภายนอกเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนี้ที่จะมีสิทธิขอคืนทรัพย์ของกลางที่ศาลสั่งริบข้อวินิจฉัยดังกล่าวของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ดูแล้วคล้ายกับวางหลักไว้เลยว่า การร้องขอคืนทรัพย์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จำเลยในคดีจะไม่มีสิทธิร้องขอเลย

 
 นอกจากนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ยังได้วินิจฉัยต่อไปด้วยว่า เหตุผลที่วินิจฉัยว่าจำเลยใช้สิทธิร้องขอคืนของกลางไม่ได้ก็เพราะหากจำเลยเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินของกลางมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จำเลยก็ย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาคดีนั้น เพื่อแสดงว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด และมีสิทธิร้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลที่สั่งริบทรัพย์สินของกลางได้อยู่แล้ว ปัญหาที่น่าคิดคือ หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่า ตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดได้จริงเช่นนี้ ถ้าโจทก์มิได้มีคำขอให้คืนทรัพย์ของกลางแก่เจ้าของเข้ามาในคดีด้วย ศาลคงไม่สั่งคืนทรัพย์ของกลางให้แก่จำเลย เว้นแต่ศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้คืนทรัพย์ของกลางแก่เจ้าของเสียเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49แล้วจำเลยจะร้องขอคืนทรัพย์ของกลางได้อย่างไร

 
 ในเรื่องนี้ หากพิเคราะห์ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2690/2518,2446/2531 ข้างต้นที่ยกมา จะเห็นว่าจำเลยในคดีนั้นได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้ว และตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2523 นั้นข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นหากจำเลยจะมาอ้างขอคืนทรัพย์ของกลางโดยอ้างว่าตนเองไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดจึงฟังไม่ได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิร้องขอคืนทรัพย์ของกลาง คำพิพากษาทั้งสามฉบับนี้จะเห็นว่าได้วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นที่ยุติแล้วซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้แตกต่างกัน ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยฟังว่าโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าผู้ร้องกับพวกฆ่าผู้ตาย มีเหตุสงสัยว่าผู้ร้องได้กระทำผิดจริงหรือไม่

 
 จึงเป็นปัญหาว่า เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องแล้วจะปิดกั้นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ให้วินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาที่แล้วมาไม่ได้เลยเชียวหรือ ในเรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่าถึงแม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง แต่หากจะต้องวินิจฉัยในประเด็นว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์ของกลางหรือไม่ ศาลอาจฟังข้อเท็จจริงในส่วนอื่นของคดี ถ้ามีข้อเท็จจริงที่พอฟังเป็นที่ยุติว่าผู้ร้องไม่สามารถอ้างได้เลยว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดเช่นนี้ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลางได้เช่นกัน แทนที่จะต้องวินิจฉัยวางหลักว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 เป็นเรื่องให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีนั้นเท่านั้น ที่จะมีสิทธิขอคืนทรัพย์ของกลาง

 
  พฤตินัย  ทัศนัยพิทักษ์กุล


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 53 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การร้องขอคืนทรัพย์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 / พฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22157 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์