ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม




ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ทรัพย์สินที่จะริบได้ / พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2543           

 
ป.อ. มาตรา 32, 33 (2)

 
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 102

 
 
 การที่โจทก์ขอให้ริบทรัพย์ของกลางที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้าคดีที่เสนอสู่ศาลนี้ เมื่อปรากฏว่าของกลางดังกล่าวไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33(2) จึงไม่อาจริบได้

 
 
________________________________

 
 
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน ธนบัตรและเหรียญต่าง ๆ 9,431 บาท สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำ ของกลาง

 
จำเลยให้การรับสารภาพ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิด 2 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และให้ริบเมทแอมเฟตามีนธนบัตรและเหรียญต่าง ๆ 9,431 บาท สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำของกลาง

 
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี6 เดือน รวมเป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน ไม่ริบธนบัตรและเหรียญต่าง ๆ 9,431บาท กับสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำ ของกลาง โดยให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจะพึงริบธนบัตรและเหรียญ 9,431 บาท สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำ ของกลาง ได้หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ขอให้ริบทรัพย์ดังกล่าวโดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องและคำฟ้องฎีกาว่า เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้ โดยโจทก์อ้างอิงบทกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33(2) ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าของกลางดังกล่าว ไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33(2) จึงยังไม่อาจริบได้ตามขอศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน

 
 
 
(ประดิษฐ์ สิงหทัศน์ - กมล เพียรพิทักษ์ - สมชาย พงษธา)

 
 
 
หมายเหตุ
 
 การริบทรัพย์สินเป็นโทษ ประการหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 โดยมีหลักทั่วไปว่าด้วยโทษริบทรัพย์สินอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 ถึง 36 ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น ต้องริบเด็ดขาด ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ตามมาตรา 32 และต้องริบตามมาตรา 34 เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และประการสุดท้ายให้อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าจะริบหรือไม่ก็ได้ตามมาตรา 33 เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด นอกจากนี้การริบทรัพย์สินอาจมีกฎหมายอื่นกำหนดไว้โดยเฉพาะก็ต้องเป็นไปตามนั้นทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 แต่ถ้าไม่มีบัญญัติไว้โดยตรงก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น การริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

 
 ปัญหาสำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องและคำฟ้องฎีกาว่าธนบัตรและเหรียญจำนวน 9,430 บาท สร้อยคอทองคำ และสร้อยข้อมือทองคำ เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้ แต่มิได้ฟ้องร้องกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดในการกระทำความผิดครั้งนั้น ส่วนการดำเนินคดีครั้งนี้ก็เป็นกรณีกระทำความผิดใหม่เป็นเอกเทศต่างหาก เพียงแต่ยึดได้ของกลางส่วนหนึ่งซึ่งจำเลยรับสารภาพว่าจำเลยได้มาจากการกระทำผิดครั้งก่อน ดังนี้ ศาลจะริบของกลางซึ่งมิได้ใช้ในการกระทำความผิดในครั้งนี้ได้หรือไม่

 
 คงทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่าเงินและเหรียญจำนวน 9,430บาท สร้อยคอทองคำ และสร้อยข้อมือทองคำ มิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 แน่ ถึงแม้ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดก็ตาม ดังนี้ ศาลไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 มาใช้บังคับได้ กล่าวคือไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลต้องริบโดยเด็ดขาด ต้องพิจารณาต่อไปว่าเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 102 หรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวระบุว่า บรรดายาเสพติดในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4หรือประเภท 5 เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งหมายถึงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษให้ริบเสียทั้งสิ้น แสดงว่า เป็นการริบโดยเด็ดขาดในลักษณะเดียวกันกับกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 แต่กรณีเงินและสร้อยดังกล่าวก็ไม่จัดอยู่ในลักษณะของทรัพย์สินหรือสิ่งของตามที่มาตรา 102ระบุไว้ หากแต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในครั้งก่อนดังนี้ ดังที่กล่าวแล้วว่าศาลจะริบในคดีนี้ได้หรือไม่ เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ทั้งให้ริบและไม่ให้ริบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยให้ริบ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1158/2542 วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ และยึดเงินสดจำนวน 5,470 บาท ซึ่งปะปนอยู่กับเงินจำนวน 800 บาท ที่สายลับนำไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจำเลยรับว่าเงินสดจำนวน 5,470 บาท ของกลาง จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับจำเลยดังนี้ เงินสดจำนวน 5,470 บาท ของกลางซึ่งจำเลยได้มาโดยการกระทำความผิดเพราะการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ศาลจะไม่มีอำนาจสั่งริบเงินสดจำนวน5,470 บาท ของกลาง ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ตาม แต่การริบทรัพย์สินเป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะริบทรัพย์สินตามที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบของกลางแล้ว และของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิด แม้โจทก์จะมิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาด้วย และเป็นเงินของกลางที่ไม่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้โดยตรงก็ตามศาลก็มีอำนาจริบเงินสดจำนวน 5,470 บาท ของกลางได้ตามมาตรา 33(2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ คดีดังกล่าวเงินจำนวน5,470 บาท เป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับจำเลย หรือกล่าวอีกนัยเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในครั้งก่อน ๆ และเงินดังกล่าวก็ไม่เข้ากรณีตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 จึงไม่อาจริบตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ แต่ศาลฎีกาก็เห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิดแม้ว่ามิได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคดีดังกล่าวก็ตาม ศาลก็มีอำนาจริบได้ตามหลักการทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2)มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยในแนวนี้หลายเรื่อง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2540,2070/2541 และ 1159/2542 และมีข้อสังเกตว่าการวินิจฉัยว่าศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33นี้ จึงเป็นดุลพินิจของศาลว่าศาลจะริบหรือไม่ก็ได้ข้อที่น่าคิดพิจารณาก็คือว่า กรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการริบทรัพย์สินกรณีตามมาตรา 33 นี้ ต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีที่มีการเสนอคดีสู่ศาลเท่านั้นหรือรวมทั้งกรณีการกระทำความผิดที่มิได้เสนอคดีสู่ศาลด้วยเจตนารมณ์หรือหลักการแห่งกฎหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไรเพราะคงต้องไม่ลืมว่าการริบทรัพย์สินหรือโทษริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 การลงโทษผู้กระทำความผิดต้องตีความโดยเคร่งครัด หลักการเรื่องบุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 32 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไม่ให้ริบ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2541 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 บัญญัติว่า "ในการริบทรัพย์สินให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ (2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยการกระทำความผิด" ฉะนั้นโดยนัยดังกล่าวทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบจะต้องเป็นทรัพย์สินทีได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องมีการฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว และได้มีการพิสูจน์ความผิดนั้น ต่อศาลแล้วและศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิด จึงจะริบทรัพย์สินนั้นได้อันถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18(5) เพราะธนบัตรดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ซึ่งจะเห็นได้ถึงข้อแตกต่างอย่างชัดเจนกับมาตรา 33(2) ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ฟ้องจำเลยถึงการกระทำดังกล่าวในครั้งก่อนโดยตรง กรณีเพียงแต่การกล่าวอ้างพาดพิงถึงว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งก่อนจึงยังไม่เป็นการเพียงพอตามเจตนารมณ์ของมาตรา 18(5) และ 33(2)แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงโทษจำเลยด้วยการริบทรัพย์สินตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และแม้ว่าจำเลยจะได้ให้การรับสารภาพในคดีนี้หรือให้ความยินยอมในชั้นฎีกาเพื่อให้คดีเสร็จไปจากศาลฎีกาโดยรวดเร็วก็ตาม ศาลก็ไม่อาจสั่งริบธนบัตรของกลางได้ และยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707/2531(ประชุมใหญ่) วินิจฉัยไว้ทำนองเดียวกัน

 
 สำหรับกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2543(ประชุมใหญ่)มีข้อเท็จจริงดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว กล่าวคือ เป็นเงินจำนวนหนึ่งและสร้อยทองคำที่ได้มาจากการกระทำความผิดในครั้งก่อน ซึ่งศาลฎีกาให้ความเห็นหรือวินิจฉัยไว้ดังนี้

 
(1) ไม่ใช่สิ่งของตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522

 
(2) ไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

 
(3) ไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าได้มาโดยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2)

 
 หลักการสำคัญที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยคือทรัพย์สินที่จะริบได้ต้องหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ กล่าวคือ เฉพาะแต่คดีที่มีการฟ้องร้องเท่านั้นเป็นสำคัญ

 
 เมื่อศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเป็นหลักไว้เช่นนี้แล้วย่อมถือว่าได้วินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2540,2070/2541,1158/2542 และ 1159/2542 ดังนั้น ปัญหาที่โต้แย้งกันมาก็คงต้องยุติและถือตามคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2543ซึ่งวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ต่อไป

 
 ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปคงมีว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดในการกระทำครั้งก่อนมิใช่ในคดีที่มีการเสนอคดีสู่ศาลนั้น อาจมีจำนวนมาก เช่น สิบล้านบาทหรือร้อยล้านบาท ดังนี้ จะทำอย่างไร เมื่อมีการยึดได้ในการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วไปค้นพบเงินดังกล่าวนั้น ซึ่งจำเลยรับว่าได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งมิใช่คราวที่จับกุมนี้ ดังนี้ ต้องพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือขอบข่าย ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 หรือไม่ และอาจต้องพิจารณาพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542ประกอบด้วย

 
พลประสิทธิ์  ฤทธิ์รักษา


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 36 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ทรัพย์สินที่จะริบได้ / พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง

<< แรกสุด < ย้อนกลับ ต่อไป > ท้ายสุด >>

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุน ข้อมูลเตรียมสอบ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21501 คน