เตรียมสอบเนติบัณฑิต อัยการ ผู้พิพากษา




ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ลักสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ภายในสายโทรศัพท์ / พรชัย ด่านวิวัฒน์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1880/2542           

ป.อ. มาตรา 56, 334

 
 
   คำว่า "โทรศัพท์" สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนอธิบายว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลย ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้ เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับการลักกระแสไฟฟ้า   จำเลยเป็นนักศึกษา อายุยังน้อย ประกอบกับได้ บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วและเพิ่ง กระทำความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรกจึงเห็นควรให้รอการลงโทษ จำเลยไว้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับด้วย

 
 
________________________________

 
 
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 8 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2539และระหว่างวันที่ 16 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะ หมายเลข 821119 และหมายเลข 821145 ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้เสียหายไปคิดเป็นเงิน 861 บาท และ 1,822 บาท ตามลำดับขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 91

 
จำเลยให้การรับสารภาพ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3235(1)(10) วรรคสาม, 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ18 ปี รู้ผิดชอบดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำคุกกระทงละ1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 91 เป็นความผิด 2 กระทงให้จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวมจำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ไม่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(10) วรรคสามจำเลยฎีกาฝ่ายเดียว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1หรือไม่ปัญหาข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะเป็นเพียงการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์โดยไม่มีสิทธิ ไม่ใช่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตนั้นศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้วว่าจำเลยเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้จริง คำว่า "โทรศัพท์"สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มที่ 7 หน้าที่ 250 อธิบายว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านั้นไปในสายลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทางที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งอยู่ในความครอบครองขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับการลักกระแสไฟฟ้าตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ 877/2501 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายฮั่วเชียงหรือฮวดเชียง แซ่เตียกับพวก จำเลย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 ระหว่างอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายแมน นุ่มละมุล จำเลย ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นเรื่องจำเลยปรับจูน และก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือแล้วใช้รับส่งวิทยุคมนาคม โดยอาศัยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกรณีจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ซึ่งเป็นเรื่องลักสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ภายในสายโทรศัพท์และอยู่ในความครอบครองขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

 
ปัญหาต่อไปมีว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่เห็นว่า จำเลยเป็นนักศึกษา อายุยังน้อย ประกอบกับได้บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วและเพิ่งกระทำความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นแต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับด้วย"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยกระทงละ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับกระทงละ 1,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 2,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษทุก 3 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

 
 
 
(ชาญชัย ลิขิตจิตถะ - กนก พรรณรักษา - ชวเลิศ โสภณวัต)

 
 
 
หมายเหตุ

 
 
 ข้อสังเกตจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีดังนี้

 
1. ศาลฎีกาให้วินิจฉัยคดีนี้โดยอ้างนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ที่ 877/2501 โดยถือว่าเป็น "เรื่องลักสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ภายในสายโทรศัพท์" จากคำพิพากษาศาลฎีกาในปี 2501 ก็ดีหรือในปี 2542 ที่กำลังศึกษาอยู่นี้ก็ดี เลยทำให้คิดว่าหากมีการลักคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ที่ส่งตามสายเคเบิ้ล ที่กำลังนิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้ก็คงจะถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 แต่ในขณะเดียวกันหากเป็นการลักคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ที่ส่งผ่านดาวเทียมสื่อสารมายังจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ติดอยู่ตามบ้านแล้ว ก็คงจะไม่ผิดตามมาตราดังกล่าวโดยอาศัยเทียบเคียงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 ผลของคดีที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมานี้เป็นเรื่องที่น่าพิเคราะห์โดยละเอียดอย่างยิ่งเพราะมีการลักขโมยคลื่นสัญญาณเช่นเดียวกันและจากแหล่งที่ส่งคลื่นแหล่งเดียวกันรวมทั้งรายการโทรทัศน์ที่ปรากฏในเคเบิ้ลทีวี ก็เป็นรายการเดียวกัน แต่ผลของคดีจะแตกต่างกันตรงที่ว่า การลักคลื่นสัญญาณนั้นเป็นการลักสัญญาณที่ส่งมาตามสายหรือไม่

 
2. จากข้อสังเกตตามข้อ 1 ข้างต้น จึงควรมีกฎหมายเฉพาะที่ใช้ในการวินิจฉัยคดีทำนองนี้ในอนาคต ไม่ใช่ยังคงอาศัยประมวลกฎหมายอาญาที่ร่างขึ้นมาภายใต้หลักกฎหมายและแนวความคิดที่แตกต่างจากวิวัฒนาการของโลกในปัจจุบัน

 
3. ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่กำลังศึกษาอยู่นี้ จำเลยกระทำผิดโดยลักสัญญาณโทรศัพท์จากผู้เสียหายคิดเป็นเงิน 861 บาท และ1,822 บาท ตามลำดับ แต่จำเลยต้องถูกปรับกระทงละ 2,000 บาทอีกสถานหนึ่ง โดยศาลฎีกามิได้อ้างเหตุผลไว้ในคำพิพากษาว่าศาลฎีกาเห็นอย่างไร คงมีเพียงว่า "เพื่อให้จำเลยหลาบจำ" ซึ่งคงเป็นเพราะคดีนี้กระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณชน หรือมิฉะนั้นก็คงเป็นเพราะศาลพยายามใช้โทษปรับให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ลงโทษจำคุกซึ่งรอไว้อยู่แล้ว มิฉะนั้น จำเลยจะรู้สึกเหมือนไม่ได้รับโทษเท่าใดนัก

 
  พรชัย  ด่านวิวัฒน์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 66 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ลักสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ภายในสายโทรศัพท์ / พรชัย ด่านวิวัฒน์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[สนใจ ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ คลิก!]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

      


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 22157 คน


ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์