ลอว์สยาม ดอทคอม เตรียมสอบ 3 สนาม




ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา

ชื่อไฟล์ : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พยานคู่กัน / ประพันธ์ ทรัพย์แสง
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาฎีกาที่ 703/2539      

     
 
ป.วิ.อ. มาตรา 227

 
ป.อ. มาตรา 352 วรรคสอง

 
 
  คำเบิกความของพยานคนใดจะรับฟังได้หรือไม่ต้องแล้วแต่เหตุผลในคำพยานนั้นเองแม้เป็น พยานคู่กันก็ไม่จำต้องรู้เห็นเหตุการณ์หรือเบิกความได้ตรงกันหมดทุกคนจึงจะรับฟังได้พยานอาจเบิกความสนับสนุนบางตอนเท่าที่ตนรู้เห็นจริงเท่านั้นก็ได้  เอกสารที่พยานโจทก์เป็นผู้จัดทำตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามลำดับขั้นตอนตามหน้าที่ซึ่งพยานรับผิดชอบทั้งจำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความจริงจึงมีน้ำหนักและการเบิกความของพยานโจทก์เป็นการเบิกความประกอบเอกสารและเอกสารก็มีรายละเอียดชัดเจนอยู่แล้วเมื่อฟังประกอบกับพยานบุคคลจึงเชื่อได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นดัง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา   พนักงานของโจทก์ร่วมส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่นำเช็คมาเบิกเงินเกินจำนวนไปเนื่องจากมิได้ดูจำนวนเงินในเช็คให้รอบคอบถือว่าเป็นการส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปเมื่อจำเลยเบียดบังเอาเป็นของตนจึงเป็นความผิดฐานยักยอก

 
________________________________

 
 
โจทก์ ฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 เวลา กลางวันจำเลย ได้ นำ เช็ค ธนาคาร  ไทยพาณิชย์   จำกัด (มหาชน ) สาขา ลพบุรี เลขที่ 3724639 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 สั่งจ่าย เงิน จำนวน63,263 บาท ซึ่ง ชุมนุม สหกรณ์ จังหวัด ลพบุรี จำกัด เป็น ผู้สั่งจ่ายให้ แก่ จำเลย เพื่อ ชำระหนี้ ค่า ข้าวเปลือก ไป ขึ้น เงิน ที่ ธนาคารหลังจาก นั้น นางสาว  ธ. พนักงาน เท ลเลอร์รับมอบ อำนาจ ของ ธนาคาร ได้ เขียน ใบเบิก เงิน เพื่อ เบิกเงิน จาก พนักงาน การเงิน จำนวน103,263 บาท โดย เมื่อ ผ่าน ขั้นตอน การ อนุมัติ การ จ่ายเงิน แล้วนางสาว  ธนิตา ได้ มอบ เงิน จำนวน 103,263 บาท ให้ แก่ จำเลย ไป ซึ่ง เงิน จำนวน ดังกล่าว นั้น ส่วน หนึ่ง เป็น ของ ธนาคาร  ไทยพาณิชย์   จำกัด (มหาชน )ผู้เสียหาย ที่ ตก มา อยู่ ใน ความ ครอบครอง ของ จำเลย เพราะ พนักงาน ของผู้เสียหาย ส่งมอบ ให้ โดย สำคัญผิด เป็น เงิน จำนวน 40,000 บาท และ ต่อมาวันเดียว กัน จำเลย ได้ เบียดบัง ยักยอก เอา เงิน จำนวน 40,000 บาทของ ผู้เสียหาย ไป เป็น ประโยชน์ ของ ตน โดยทุจริต เหตุ เกิด ที่ ตำบล  ท่าหิน อำเภอ เมือง ลพบุรี จังหวัด ลพบุรี ขอให้ ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 และ ให้ จำเลย คืน หรือ ใช้ เงิน จำนวน 40,000 บาท ที่ ยัง ไม่ได้คืน แก่ ผู้เสียหาย

 
ระหว่าง พิจารณา ธนาคาร  ไทยพาณิชย์   จำกัด (มหาชน ) ผู้เสียหาย ยื่น คำร้องขอ เข้าร่วม เป็น โจทก์ ศาลชั้นต้น อนุญาต

 
จำเลย ให้การ ปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้น พิพากษา ว่า จำเลย มี ความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ลงโทษ จำคุก 2 เดือน กับ ให้ จำเลย คืน หรือ ใช้ เงิน จำนวน40,000 บาท แก่ โจทก์ร่วม

 
จำเลย อุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษายืน

 
จำเลย ฎีกา โดย ผู้พิพากษา ซึ่ง พิจารณา และ ลงชื่อ ใน คำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาต ให้ ฎีกา ใน ปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "ทางพิจารณา โจทก์ และ โจทก์ร่วม นำสืบ ว่าเมื่อ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 เวลา 10.30 นาฬิกา จำเลย ได้ นำ เช็คของ ชุมนุม สหกรณ์ จังหวัด ลพบุรี จำกัด ตาม เอกสาร หมาย จ. 1 ไป ขึ้น เงินต่อ นางสาว  ธ.   พนักงาน เท ลเลอร์ของ โจทก์ร่วม นางสาว  ธ. ดู ตัวเลข จำนวนเงิน ใน เช็ค เห็น เป็น จำนวน 103,263 บาท จึง ได้ ทำการ ตัด บัญชี ลูกค้า ตาม ใบ ตัด บัญชี เอกสาร หมาย จ. 6 และนางสาว  ธ. ได้ เขียน ใบเบิก เงิน เพื่อ ไป เบิกเงิน จาก นางสาว น.  ซึ่ง ทำ หน้าที่ เป็น แคชเชียร์ โดย ระบุ เบิกเงิน จำนวน 103,263 บาท ตาม ใบเบิก เงิน เอกสาร หมาย จ. 7 นางสาว  ธ. รับมอบ เงิน จำนวน ดังกล่าว จาก นางสาว  น. แล้ว ได้ นำ ไป มอบ ให้ จำเลย ทั้งหมด โดย บอก ยอดเงิน จำนวนเงิน และ ให้ จำเลย นับ เงิน ต่อหน้า ด้วย หลังจาก นั้นจำเลย รับ เงิน แล้ว ก็ กลับ ไป ต่อมา วันที่ 2 มีนาคม 2536นาง  สายพิน ธรรมภักดี   ซึ่ง เป็น สมุห์บัญชี ของ ชุมนุม สหกรณ์ จังหวัด ลพบุรี จำกัด ได้ มา แจ้ง ว่า เงิน ของ ชุมนุม สหกรณ์ จังหวัด ลพบุรีจำกัด หาย ไป 40,000 บาท จึง ขอ ตรวจสอบ บัญชี ใน ที่สุด พบ ว่า เงินขาด หาย ไป จำนวน 40,000 บาท เนื่องจาก โจทก์ร่วม ตัด บัญชี เกิน ไป จากจำนวนเงิน ที่ ระบุ ใน เช็ค เอกสาร หมาย จ. 1 ความจริง แล้ว นาง  สายพิน ระบุ สั่งจ่าย เงิน จำนวน 63,263 บาท ให้ แก่ จำเลย เพื่อ ชำระหนี้ค่า ข้าวเปลือก แต่ นางสาว  ธ. ดู ตัวเลข ใน เช็ค เป็น จำนวน 103,263 บาท โดย ไม่ได้ ดู ตัว หนังสือ ระบุ จำนวนเงิน เนื่องจาก ใน แต่ละ วัน มี งาน มากเพื่อ ความสะดวก และ รวดเร็ว จึง ดู เฉพาะ จำนวนเงิน ที่ ระบุ เป็น ตัวเลขจึง จ่ายเงิน เกิน ไป แก่ จำเลย ไป จำนวน 40,000 บาท ต่อมา จำเลย ยอมรับ ว่าจะ จ่ายเงิน จำนวน 20,000 บาท แก่ โจทก์ร่วม แต่ นางสาว  ธ. ไม่ยอม จึง ตกลง กัน ไม่ได้

 
จำเลย นำสืบ ว่า ตาม วัน เวลา เกิดเหตุ จำเลย ได้ นำ เช็ค ตามเอกสาร หมาย จ. 1 ระบุ จำนวนเงิน 63,263 บาท ไป ขึ้น เงิน ที่ ธนาคารโจทก์ร่วม และ จำเลย ได้รับ เงิน จาก พนักงาน ของ โจทก์ร่วม ตาม จำนวนเท่าที่ ระบุ ใน เช็ค ไม่ได้ รับ เงิน เกิน มา จำเลย ไม่เคย รับ ต่อ พนักงานโจทก์ร่วม ชุมนุม สหกรณ์ จังหวัด ลพบุรี จำกัด และ ต่อ พนักงานสอบสวนว่า จะ ยอม คืนเงิน จำนวน 20,000 บาท แต่อย่างใด

 
พิเคราะห์ แล้ว มี ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ จำเลย ว่าจำเลย กระทำผิด ตาม ฟ้อง หรือไม่ ที่ จำเลย ฎีกา ว่า ทั้ง นางสาว  ธ.   และ นางสาว  น.   ต่าง เป็น พนักงาน ของ โจทก์ร่วม โดย พยาน ทั้ง สอง ทำงาน ใน ธนาคาร ของ โจทก์ร่วม สาขา เดียว กันหาก กรณี เงิน ของ โจทก์ร่วม สูญหาย ไป โดย ไม่สามารถ หา ตัว ผู้รับผิดชอบ ได้ทั้ง นางสาว ธ. และนางสาว น. ย่อม จะ ต้อง ร่วมกัน รับผิด ต่อ โจทก์ร่วม เมื่อ กรณี เป็น เช่นนี้ จำเลย จึง เชื่อ ว่า นางสาว  น. จะ ต้อง เบิกความ ช่วยเหลือ นางสาว  ธ. อย่าง แน่นอน นั้น เห็นว่า การ ที่นา งสาว  น. ทำงาน ที่ เดียว กัน และ ใน สาย งาน เดียว กัน กับ นางสาว  ธ.   มิใช่ เหตุผล ที่ ต้อง ฟัง ว่า นางสาว  น. จะ เบิกความ ช่วยเหลือ นางสาว  ธ.   คำเบิกความ ของ พยาน คนใด จะ รับฟัง ได้ หรือไม่ ต้อง แล้วแต่ เหตุผล ใน คำพยาน นั้นเอง แม้ จะ เป็น พยาน คู่ กันก็ ไม่จำเป็น ต้อง รู้เห็น เหตุการณ์ หรือ เบิกความ ได้ ตรง กัน หมด ทุกคนจึง จะ รับฟัง ได้ พยาน อาจ เบิกความ สนับสนุน บางตอน เท่าที่ ตน รู้เห็น จริงเท่านั้น ก็ ได้ ใน เมื่อ นางสาว  น. เบิกความ ว่า นางสาว  ธ. ได้ นำ ใบเบิก เงิน จำนวน 103,263 บาท ตาม เอกสาร หมาย จ. 7 มา เบิกเงิน สดจาก พยาน สืบเนื่อง มาจาก ได้ มี ลูกค้า นำ เช็ค มา ขึ้น เงิน พยาน ได้ หยิบเงินสด จำนวน ตาม ใบเบิก เมื่อ พยาน มอบ เงินสด ให้ นางสาว  ธ. นางสาว  ธ. ได้ นับ เงิน ต่อหน้า พยาน เมื่อ ครบ ตาม จำนวน นางสาว  ธ. ได้ ส่ง ให้ กับ ลูกค้า ที่ เคาน์เตอร์ เป็น ลูกค้า ผู้ชาย คนหนึ่งพยาน ไม่ได้ สังเกต และ จด จำ ว่า เป็น ใคร โดย นางสาว  ธ. ไม่ได้ แวะ ไป ที่ โต๊ะ หรือ ที่อื่น แต่อย่างใด เมื่อ นางสาว  ธ. ได้ พบ กับ ลูกค้า ที่ หน้า เคาน์เตอร์ พร้อม เงิน ที่ ถือ ไป แล้ว พยาน ไม่ได้ สังเกต ต่อไปส่วน นางสาว  ธ. เบิกความ ว่า ขณะ ปฏิบัติ หน้าที่ รับ จ่ายเงิน อยู่ ที่ หน้า เคาน์เตอร์ ได้ มี จำเลย นำ เช็ค เอกสาร หมาย จ. 1 มา เบิกเงินพยาน ได้ ดู ตัวเลข จำนวนเงิน ใน เช็ค แล้ว เห็น เป็น 103,263 บาท จึง ได้ ทำการ ตัด บัญชี ลูกค้า ตาม เอกสาร หมาย จ. 6 แล้ว เขียน ใบเบิก เงิน และไป เบิกเงิน จาก นางสาว  น. แคชเชียร์ ตาม เอกสาร หมาย จ. 7นางสาว  นงลักษณ์ ได้ หยิบ เงิน จำนวน ดังกล่าว ให้ พยาน ได้ นับ ต่อหน้า นางสาว  นงลักษณ์   แล้ว นำ เงิน จำนวน ดังกล่าว ไป มอบ ให้ จำเลย ที่ หน้า เคาน์เตอร์ ตอน มอบ เงิน ให้ จำเลย พยาน ได้ พูด บอก จำเลย ว่า เป็น เงิน103,263 บาท ให้ จำเลย นับ ด้วย จำเลย นับ เงิน ต่อหน้า พยาน ตอนแรก ที่พยาน บอก จำนวนเงิน จำเลย มี อาการ ตกใจ แล้ว ขอ ดู เช็ค จาก พยาน อีก ครั้งพยาน ให้ ดู เช็ค และ บอก ย้ำ ว่า เป็น เงิน จำนวน 103,263 บาท หลังจาก นั้นจำเลย รับ เงิน เสร็จ ก็ กลับ ไป ที่ พยาน ดู ตัวเลข จาก เลข 6 เป็น เลข 10ก็ เพราะ วิธี ปฏิบัติ จะ ดู เฉพาะตัว เลขที่ ระบุ ใน เช็ค ทั้งนี้ เนื่องจากใน แต่ละ วัน จะ มี งาน มาก เพื่อ ความสะดวก และ รวดเร็ว จึง ดู จาก จำนวนเงินที่ ระบุ เป็น ตัวเลข ไม่ ค่อย ได้ ดู ตัว หนังสือ ปกติ เมื่อ ลูกค้า นำ เช็คมา ขึ้น เงิน นั้น จะ ให้ ลูกค้า เซ็น ชื่อ และ ระบุ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ไว้ กรณี จำเลย ก็ เช่นกัน ได้ ให้ เซ็น ชื่อ และระบุ หมายเลข บัตรประจำตัวประชาชน ไว้ ด้านหลัง เช็ค เอกสาร หมาย จ. 1และ เบิกความ ตอบ คำถามค้าน ทนายจำเลย ว่า พยาน เพียง ผู้เดียว ที่ สามารถยืนยัน ได้ว่า ส่ง เงิน จำนวน 103,263 บาท ให้ แก่ จำเลย ดังนั้นคำเบิกความ ของ นางสาว  น. จึง เป็น การ สนับสนุน เหตุการณ์ บางตอน เท่าที่ รู้เห็น ส่วน เหตุการณ์ ตอน ที่ มี การ ส่ง เงิน ให้ จำเลย ครบ หรือไม่นางสาว  น. ไม่เห็น ก็ มิได้ เบิกความ เกิน เลย ไป ว่า รู้เห็น ใน เมื่อ ไม่ใช่ คำเบิกความ ที่ แตกต่าง กับ นางสาว  ธ. ก็ ย่อม มี น้ำหนัก รับฟัง มา สนับสนุน คำเบิกความ ของ นางสาว  ธ. ได้ ที่ จำเลย ฎีกา ต่อไป ว่า เอกสาร หมาย จ. 3 จ. 6 และ จ. 7 เป็น เอกสาร ที่ พยานโจทก์เป็น ผู้ จัดทำ เอง ทั้งสิ้น จำเลย ไม่รู้ เห็นด้วย นั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าว ได้ ทำ ตาม ข้อเท็จจริง ที่ เกิดขึ้น และ เป็น ไป ตามลำดับ ขั้นตอนตาม หน้าที่ ซึ่ง พยาน รับผิดชอบ ทั้ง จำเลย ก็ มิได้ โต้แย้ง ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่ ตรง กับ ความจริง แต่อย่างใด จึง มี น้ำหนัก น่าเชื่อ โดยเฉพาะการ เบิกความ ของ พยาน เป็น การ เบิกความ ประกอบ เอกสาร และ เอกสาร ก็ มีรายละเอียด ชัดเจน อยู่ แล้ว เมื่อ ฟัง ประกอบ กับ พยานบุคคล จึง เชื่อ ได้ว่าจำเลย ได้รับ เงิน ไป 103,263 บาท จริง ดัง ที่ โจทก์ นำสืบ มา การ ที่นางสาว  ธ. ไม่ รอบคอบ โดย มิได้ ดู จำนวน ตัว หนังสือ ใน เอกสาร หมาย จ. 1ประกอบ แต่เมื่อ มอบ เงิน ให้ จำเลย เกิน ไป 40,000 บาท ก็ ถือได้ว่าเป็น การ ส่งมอบ ให้ โดย สำคัญผิด ไป แม้ จะ ด้วย ประการใด ก็ ตาม เมื่อ เงินจำนวน ดังกล่าว มา ตกอยู่ใน ความ ครอบครอง ของ จำเลย แล้ว จำเลย เบียดบังเอา เป็น ของ ตน การกระทำ ของ จำเลย จึง เป็น ความผิด ตาม ฟ้อง แต่เมื่อพิเคราะห์ ถึง ข้อเท็จจริง ว่า จำเลย มี อายุ มาก ถึง 62 ปี อีก ทั้งพฤติการณ์ ใน การกระทำ ผิด ก็ ไม่ ร้ายแรง นัก ประกอบ กับ ความประมาท เลินเล่อของ พนักงาน ของ โจทก์ร่วม ก็ มี ส่วน ล่อใจ ให้ จำเลย กระทำผิด ด้วยกรณี จึง มีเหตุ อันควร ปรานี โดย การ รอการลงโทษ จำคุก ให้ จำเลย แต่ เพื่อให้ จำเลย หลา บจำ สมควร กำหนด โทษ ปรับ จำเลย อีก สถาน หนึ่ง ด้วย

 
อนึ่ง ที่ ศาลล่าง ทั้ง สอง ปรับ บทลงโทษ จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 โดย ไม่ได้ ระบุ วรรค นั้น เห็นสมควร ระบุ วรรค เสียให้ ถูกต้อง เสีย ด้วย "

 
พิพากษาแก้ เป็น ว่า จำเลย มี ความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคสอง ให้ ลงโทษ ปรับ จำเลย 2,000 บาท อีก สถาน หนึ่งสำหรับ โทษ จำคุก ให้ รอการลงโทษ ไว้ มี กำหนด 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระ ค่าปรับ ให้ จัดการ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจาก ที่ แก้ ให้ เป็น ไป ตาม คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 2

 
 
 
(ปรีชา บูรณะไทย - บุญธรรม อยู่พุก - ณรงค์ ตันติเตมิท)

 
 
 
หมายเหตุ

 
 
ในข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งอาจมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งเรียกว่าเป็นพยานคู่กัน

 
ลักษณะของพยานคู่

 
1.ไม่จำต้องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดทุกตอนพร้อมกันอาจเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหรือบางตอนก็ได้เช่นเจ้าพนักงานตำรวจ2คนตรวจค้นจับกุมผู้มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองย่อมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพร้อมกันแต่ถ้าคนร้ายกำลังปล้นทรัพย์บังเอิญพยานผ่านมาเห็นก็เป็นพยานคู่ในช่วงที่ผ่านมาเห็นเท่านั้น

 
2.พยานคู่ไม่จำต้องอยู่ในที่เดียวกัน

 
3.ไม่จำต้องรู้จักกัน

 4.ระหว่างพยานด้วยกันไม่จำต้องเห็นซึ่งกันและกันเช่นคนร้ายกำลังปล้นทรัพย์ขณะนั้นพยานแอบดูอยู่

การนำสืบพยานคู่ปกติเป็นหน้าที่ของคู่ความที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบหรือศาลอาจสอบถามเองถ้าเป็นพยานคู่กันโจทก์จะต้องสืบติดต่อกันให้เสร็จเพราะหากสืบไม่เสร็จจำเลยอาจเสียเปรียบเพราะพยานที่เบิกความแล้วอาจจะพูดคุยเรื่องที่ถูกซักถามหรือถามค้านให้พยานที่จะเบิกความในภายหลังฟังถ้าสืบพยานไม่เสร็จถึงตอนจำเลยจะถามค้านจำเลยอาจขอเลื่อนไปถามค้านพยานที่เบิกความแล้วในนัดหน้าพร้อมกับพยานอีกคนหนึ่งที่จะสืบภายหลัง

ถ้าพยานคู่แต่เบิกความไม่พร้อมกันเป็นเรื่องดุลพินิจศาลในการชั่งน้ำหนักพยานเท่านั้นมิใช่ว่าพยานคนที่เบิกความที่หลังรับฟังไม่ได้เสียเลยกรณีจะรับฟังไม่ได้ต้องเป็นเรื่องพยานคนหนึ่งเบิกความต่อหน้าพยานคนอื่นที่จะเบิกความภายหลังและพยานคนหลังมาเบิกความโดยได้ฟังพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนและคู่ความอีกฝ่ายคัดค้านศาลอาจไม่รับฟังพยานคนหลังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา114

ในการซักถามพยานคู่การที่ทนายจำเลยถามค้านพยานเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดโดยทนายจำเลยมักจะทดสอบด้วยการสอบถามถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาพฤติการณ์ระยะทางจำนวนสีฯลฯเพราะถ้าเป็นพยานคู่ที่ไม่เห็นเหตุการณ์แต่ซักซ้อมกันมาจะเบิกความแต่เฉพาะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ถ้าพยานที่มิใช่พยานคู่แต่พนักงานสอบสวนมาเป็นพยานคู่ถ้าพยานไม่รู้เห็นจริงก็ตอบเลี่ยงๆไปเช่นไม่ทราบไม่ทันสังเกตหรือจำไม่ได้ทำให้เห็นเป็นพิรุธได้ง่ายทั้งๆที่เรื่องเช่นนั้นไม่ควรลืม

การชั่งน้ำหนักพยานคู่ถ้าพยานคู่เบิกความได้สอดคล้องต้องกันสมเหตุผลย่อมเป็นที่เชื่อได้ว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดทั้งนี้เป็นไปตามกฎแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(LawofIdentity)

แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าถ้าพยานคู่เบิกความได้ตรงกันแล้วจะต้องรับฟังลงโทษได้ทุกคดีเพราะพยานอาจแนะนำเสี้ยมสอนกันมาจึงเบิกความได้ตรงกันเช่นพยานทุกคนเบิกความว่าไม้ที่จำเลยใช้ตีผู้เสียหายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ1นิ้วทุกคนอาจทำให้น่าสงสัยได้เพราะในการกะประมาณของคนไม่น่าจะเท่ากันคือ1นิ้วหมด

กรณีที่พยานคู่เบิกความได้ตรงกันแต่มีพฤติการณ์อื่นๆที่ทำให้ไม่น่าเชื่อศาลอาจไม่เชื่อว่าพยานได้รู้เห็นเหตุการณ์ก็ได้เช่นพยานเบิกความต่างกับชั้นสอบสวนหรือไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนเลยว่าพยานอีกคนหนึ่งมาที่เกิดเหตุได้อย่างไรหรือพยานคู่เห็นจำเลยแล้วไม่บอกทันทีโดยไม่มีเหตุอันควรด้วย(คำพิพากษาศาลฎีกาที่2025/2535)

หากพยานคู่เบิกความแตกต่างกันมากในข้อสาระสำคัญศาลมักจะหยิบยกข้อแตกต่างเหล่านี้ขึ้นมาเป็นเหตุสงสัยและยกฟ้องทั้งนี้โดยอาศัยกฎแห่งความขัดกัน(LawofContrudition)เช่นพยานคนที่1เบิกความว่าเห็นค้นเฮโรอีนจากจำเลยได้ที่กระเป๋าเสื้อเฮโรอีนห่อไว้ในกระดาษสีน้ำตาลแต่พยานคนที่2เบิกความว่าค้นเฮโรอีนได้ที่กระเป๋ากางเกงไม่ได้ห่อกระดาษหรือพยานคนที่1เบิกความว่าจำเลยเมาสุราแต่พยานที่2ไม่เห็นมีอาการเมาสุรา(คำพิพากษาศาลฎีกาที่449/2539)

แต่ถ้าข้อแตกต่างปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆไม่ถือเป็นข้อแตกต่างที่สาระสำคัญเช่นพยานคนที่1เบิกความว่าจำเลยใส่กางเกงสีดำพยานคนที่2เบิกความว่าจำเลยใส่กางเกงสีน้ำเงินเข้ม

 
ปกติถ้าคน 2 คน เห็นเหตุการณ์เดียวกันจะเบิกความหลักใหญ่ใจความได้ตรงกันเป็นแต่พยานแต่ละคนอาจมีการรับรู้การจดจำและการถ่ายทอดไม่เหมือนกันทั้งนี้เพราะคนแต่ละคนมีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกันอาจทำให้การกะประมาณอาจผิดไปได้หรือพยานอาจเข้าใจผิดฯลฯ

 
แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

 
กรณีที่ศาลวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานคู่และลงโทษจำเลย เช่น

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 612/2539 บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าที่หน้าร้านค้าและเสาไฟฟ้าสาธารณะซึ่งปักอยู่เป็นระยะๆน่าเชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างมากพอที่ผู้เสียหายที่1กับ ส. จะสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆได้ชัดเจนประกอบกับ ส. รู้จักจำเลยมาก่อนทั้งก่อนเกิดเหตุประมาณ1ชั่วโมงจำเลยขับรถจักรยานยนต์มี ธ. นั่งซ้อนท้ายไปพบผู้เสียหายที่1กับ ส. และ ส. ได้พูดคุยกับจำเลยด้วยก่อนที่จะเกิดเหตุ ธ.ใช้ปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองโดยจำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้ธ. นั่งซ้อนท้ายไปจึงเชื่อว่าผู้เสียหายที่1กับ ส. มีโอกาสเห็นและจำคนร้ายได้

นอกจากนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกมากเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่194/2539 ,559/2539,612/2539, 52/2536,426/2536 ,1011/2536,49/2535ฯลฯ

กรณีที่ศาลวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานคู่และยกฟ้องเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2539

โจทก์ร่วมถูกยิงอย่างกระทันหันโดยกระสุนปืนนัดแรกถากลำคอเป็นเหตุให้มีเลือดไหลย่อมจะตกใจกลัวและมุ่งแต่จะหลบหนีไม่น่าจะหันไปดูหน้าคนร้ายส่วนณพยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยหันไปดูหลังจากเสียงปืนดัง2นัดช่วงนั้นคนร้ายยิงปืนเสร็จคงจะหลบหนีไปแล้วอีกทั้งพยานสองปากนี้เบิกความถึงจุดที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขัดกับการนำชี้ที่ปรากฏในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุชั้นสอบสวนของ ท.ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์ร่วมที่อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยประกอบกับขณะที่ ณ. และ ท. ส่งโจทก์ร่วมไปรักษาตัวไม่มีผู้ใดพูดถึงชื่อคนร้ายและเมื่อ ท. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนก็ไม่ยอมระบุชื่อคนร้ายโดยอ้างว่าจะไปปรึกษากับโจทก์ร่วมและบุตรก่อนแล้วจะไประบุชื่อคนร้ายภายหลังจึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วม,ณ. และ ท.จะเห็นหน้าคนร้ายส่วน ค. ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ร่วมอีกคนหนึ่งที่เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุเห็นจำเลยถืออาวุธปืนอยู่กับพวกที่ข้างรั้วบ้านแต่พยานกลับมานอนต่อที่บ้านโดยไม่ยอมบอกผู้ใดทราบก็ไม่น่าเชื่อถือเพราะขณะนั้นมีข่าวการว่าจ้างให้ไปยิงโจทก์ร่วมอยู่ในช่วงที่ต้องระมัดระวังตัวแล้วพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่สืบมายังเป็นที่สงสัยว่าประจักษ์พยานจะเห็นหน้าจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่กระทำผิดหรือไม่จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

นอกจากนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกมากเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่449/2539,31/2535,2025/2535

สำหรับคดีนี้พยานคู่เห็นเหตุการณ์บางตอนจึงเบิกความตอนที่รู้เห็นคือนางสาว นงลักษณ์เบิกความว่านางสาว ชนิตานำใบเบิกเงินสด103,263บาทมาเบิกเงินสดพยานจึงหยิบเงินสดจำนวนตามใบเบิกมอบให้นางสาว ชนิตา นางสาว ชนิตานับเงินแล้วเอาไปส่งให้ลูกค้าที่เคาน์เตอร์แต่ตอนที่นางสาว ชนิตามอบเงินให้จำเลยนางสาว นงลักษณ์ไม่เห็นจึงมิได้เบิกความถึงนางสาว นงลักษณ์กับนางสาว ชนิตาจึงไม่ได้เบิกความแตกต่างกัน

กรณีเจ้าหน้าที่ของธนาคารจ่ายเงินเกินจำนวนแก่ลูกค้าที่มาเบิกเงินส่วนใหญ่มักจะเป็นเพราะความประมาทไม่ตรวจตราดูให้ดีเคยมีคดีว่าจำเลยเอาเช็คมาเบิกเงินแต่ตัวอักษรกับตัวเลขไม่ตรงกันโดยตัวอักษรเขียน10,000บาทแต่ตัวเลขเขียน100,000บาทจุด,ผิดที่และรับเงิน100,000บาทไปจากธนาคารโดยธนาคารสำคัญผิดจำเลยไม่ยอมคืนเงิน90,000บาทเป็นความผิดฐานยักยอกเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกานี้(คำพิพากษาศาลฎีกาที่2544/2529)

 ประพันธ์  ทรัพย์แสง


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนเข้าชม/ดาวน์โหลด : 50 ครั้ง

 
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง พยานคู่กัน / ประพันธ์ ทรัพย์แสง |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com






 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ support@lawsiam.com


ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ





เลือกประเภท:





[ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ เตรียมสอบ??]

ลืม Username/Password?

กรุณาเข้าระบบก่อนใช้งานทุกครั้ง


ค้นหากฎหมาย ทั่วโลก

เตรียมสอบเนติ วิแพ่ง อัพเดท

เตรียมสอบเนติ วิอาญา อัพเดท

ค้นหา ฎีกาเด่น 3 สนาม*

คำค้น :
ระบุ เช่น ละเมิด, หนี้, ทรัพย์ ,288

กลุ่มสังคมออนไลน์

       


ผู้ใช้งานในระบบ/สนับสนุน 21124 คน

Donations



ท่านสามารถร่วมสนับสนุนพัฒนาเว็บไซต์ LawSiamโดย Donate ผ่าน PayPal ได้ไม่จำกัด.
(Anyone can join or donate)