หลัก นิติธรรม (The Rule of Law) เปรียบเทียบ หลัก DUE PROCESS OF LAW
หลักนิติธรรม (The Rule of Law) ที่มีพัฒนาการในประเทศอังกฤษ หรือแนวคิดที่ใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็น หลัก DUE PROCESS OF LAW ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับอิทธิพลมาจากพัฒนาการของประเทศอังกฤษ หรือ หลักนิติรัฐ (Legal State หรือ Rechtsstaatsprinzip) ที่มีพัฒนาการในภาคพื้นยุโรป โดยโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเยอรมัน หรือหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ที่ปรากฏอยู่ในรายงานของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development : IBRD) หรือ ธนาคารโลก (The World Bank) แล้วก็ตาม หลักการดังนี้ไม่ว่าจะให้คําจํากัดความหรือความหมายที่ตายตัวไว้อย่างไรก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นหลักการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อมีจุดประสงค์ในการจํากัดอํานาจของผู้ปกครองมิให้ลุแก่อํานาจทั้งสิ้น ทั้งการประพฤติปฏิบัติอย่างใดต้องยึดมั่นในความถูกต้องและชอบธรรมในกฎหมายเสมอจนมีนักกฎหมายชั้นนําของประเทศไทย ท่านศาสตราจารย์ (พิเศษ) สิทธิโชค ศรีเจริญ เป็นศาสตราจารย์ (พิเศษ) ในสาขาวิชานิติศาสตร์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่านได้ให้ความหมายของหลักนิติธรรม ไว้ว่า “หลักนิติธรรม คือ หลักความเป็นธรรมของกฎหมาย”
ในส่วนของประเทศไทยเรานั้น การประยุกต์การนํา “หลักทศพิธราชธรรม” คือ ธรรมะ ๑๐ ประการ ของพระมหากษัตริย์ในการปกครองพสกนิกรในพระองค์โดยธรรม มาปรับใช้กับการปกครองของผู้มีอํานาจปกครอง หรือของฝ่ายบริหารเองก็น่าจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมหลักนิติธรรมได้เป็นอย่างทีเดียวโดยหลักในข้อที่ว่า “อวิโรธน์” คือความไม่คลาดธรรม อันมีความหมายว่า พึงปกครองโดยยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมอันเป็นอมตะแห่งการปกครองโดยแท้ 16 เป็นการนําหลักธรรมประการที่ ๑๐ ในหลักทศพิธราชธรรมมาปรับใช้กับการปกครองประเทศได้ดีทีเดียว ซึ่งหลักธรรมอันนี้เป็นหลักธรรมที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการปกครองพสกนิกรมาแต่ครั้งโบราณกาล ทั้งยังสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของนานาประเทศในปัจจุบันโดยมิเคยล้าสมัยเลยแต่อย่างใด อีกทั้งใช้เป็นหลักการที่อธิบายถึงหลักนิติธรรมในมิติของประเทศไทยให้ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งยังทําให้เข้าใจในหลักนิติธรรมของเราได้ง่ายขึ้นซึ่ง ท่านศาสตราจารย์พิเศษ ธานินทร์กรัยวิเชียร ได้นําเสนอแนวทางที่เป็นหลักนิติธรรมสายกลางใน
เบื้องต้นที่ว่า
“หลักนิติธรรม ก็คือ หลักการพื้นฐานแห่งกฎหมายที่สําคัญในระบอบประชาธิปไตยที่เทิดทูน
ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และยอมรับนับถือสิทธิแห่งมนุษยชนทุกแง่ทุกมุม รัฐต้องให้ความอารักขา
คุ้มครองมนุษยชนให้พ้นจากลัทธิทรราชย์หากมีข้อพิพาทใดๆ เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างรัฐกับเอกชน หรือ
ระหว่างเอกชนกับเอกชน ศาลย่อมมีอํานาจอิสระในการตัดสินข้อพิพาทนั้นโดยเด็ดขาดและโดยยุติธรรม
ตามกฎหมายของบ้านเมืองที่ถูกต้องและเป็นธรรม”
ซึ่งท่านได้พิจารณาจากหลักนิติธรรมของอังกฤษที่นํามาเป็นต้นแบบและวิวัฒนาการในเรื่องนี้จาก
นานาประเทศจึงได้เสนอแนวความคิดไว้ดังกล่าวเพื่อให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักนิตธรรมนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวบทกฎหมาย บทบาทของศาล กระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอน หรือการ
บริหารราชการแผ่นดินในทุกระดับ ล้วนมีหลักการที่เป็นเรื่องอันเดียวกันทั้งสิ้นคือ ต้องอยู่ในความถูก
ต้องและชอบธรรม อันสอดคล้องกับ “หลักอวิโรธน์หรือ ความไม่คลาดธรรม” ของไทยดังกล่าวข้างต้น
นั่นเอง