คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2494
บุตรบุญธรรมตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรของบุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ตามสิทธิที่ ก.ม.ให้ไว้ตามประมวลแพ่ง ฯ มาตรา 1639
________________________________
- คดีได้ความว่า นางซิ้วอ้อย และนางซิ้วเจ็งจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวเซียม นางซิ้วอ้อยถึงแก่ความตายมาได้ราว ๕-๖ ปีแล้ว แต่มีบุตร ๑ คน คือเด็กหญิงอ๊าต โจทก์ นางสาวเซียมเพิ่งตายเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๙๒ บัดนี้เด็กหญิงอ๊าดโจทก์ ได้นำคดีมาฟ้องขอแบ่งมรดกของนางสาวเซียม จากจำเลย โดยอ้างสิทธิรับมรดกแทนที่นางซิ้วอ้อยผู้เป็นมารดาตาม ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา ๑๖๒๗,๑๖๒๙ อนุมาตรา (๑) , และ ๑๖๓๙
- จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เป็นแต่เพียงบุตรของบุตรบุญธรรมจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับมรดกแทนที่กันได้
- ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่า บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้โดยอาศัย ป.ม.แพ่ง ฯ มาตรา ๑๕๘๖,๑๖๒๗ จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๒๔
- จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
- จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า บุตรบุญธรรมนั้น แม้จะไม่ใช่ญาติทางสายโลหิตของผู้รับบุตรบุญธรรม หรือจะเรียกว่าญาติสมมุติดั่งที่จำเลยฎีกาขึ้นมานั้นก็ดี แต่เป็๋นเรื่องที่กฎหมายยอมรับรู้ และเชิดชูฐานะของบุตรบุญธรรมอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น ดังจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา ๑๕๘๖ วรรคต้น และ มาตรา ๑๕๘๖ วรรคท้าย ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๒ อันว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรมาบังคับโดยอนุโลม บุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิที่จะใช้นามสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรมและรับมรดกได้ตามมาตรา ๑๕๓๓ เป็นเช่นนี้บุตรของบุตรบุญธรรมก็ย่อมมีสิทธิที่จะใช้นามสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรมได้ด้วยโดยไม่มีปัญหา ดังนี้แล้วจะว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุตรบุญธรรมเท่านั้นดังที่ฎีกาขึ้นมานั้นกระไรได้ บทกฎหมายดังกล่าวนี้แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว แต่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่แสดงถึงสิทธิของบุตรของบุตรบุญธรรม จะว่าเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกันดังที่กล่าวมาในฎีกานั้นไม่ได้..
...นอกจากสิทธิในครอบครัวดังกล่าวแล้ว มาตรา ๑๖๒๗ ยังบัญญัติไว้ชัดเจนว่า "บุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้ บุตรบุญธรรมจึงเป็นทายาทโดยธรรมอันดับที่ ๑ ตามความในมาตรา ๑๖๒๙ โดยเป็นผู้สืบสันดานเช่นเดียวกับบุตรโดยตรงของผู้รับบุตรบุญธรรมนั่นเอง (ถ้าหากว่ามี) และยิ่งเห็นได้ชัดว่า กฎหมายลักษณะมรดกนี้ก็ไม่ได้กล่าวถึงบุตร คงใช้คำรวมเป็นผู้สืบสันดานทั้งสิ้น ซึ่งหมายความตลอดถึงบุตรบุญธรรมตามมาตรา ๑๖๒๗ นั้นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วถึงเรื่องการรับมรดกแทนที่กันตามมาตรา ๑๖๓๙ ซึึ่งบัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๑) ฯลฯ ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย" บุตรของบุตรบุญธรรมก็เป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของบุตรบุญธรรมโดยไม่มีปัญหา และบุตรบุญธรรมเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๑) อยู่แน่นอนแล้ว บุตรของบุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติให้ไว้ตามมาตรา ๑๖๓๙ นั้น จะโต้แย้งเป็นอื่นไปกระไรได้
...มาตรา ๑๖๔๒ และ ๑๖๔๓ เป็นแต่เพียงย้ำความในมาตรา ๑๖๓๙ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น หาใช่เรื่องจำกัดสิทธิของบุตรของบุตรบุญธรรมดังที่ฎีกาขึ้นมานั้นไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "ผู้สืบสันดานโดยตรง" ตามมาตรา ๑๖๔๓ ซึ่งจำเลยเน้นในฎีกาว่า หมายความถึงบุตรของบุตร ไม่ใช่บุตรของบุตรบุญธรรมที่เป็นญาติสมมุตินั้น ข้อนี้ก็น่าพิเคราะห์อยู่ เพราะถ้าดูแต่เพียงผิวเผินแล้วก็อาจคิดไปได้เช่นนั้น โดยคำว่า "ผู้สืบสันดาน" นั้นตรงกับ ทายาทโดยธรรมอันดับ (๑) ในมาตรา ๑๖๒๙ ซึ่งเข้าใจกันทั่วไปว่า เป็นบุตรหลาน-เหลน แต่ควรสังเกตให้ดีว่า การรับมรดกแทนที่กันนั้น มิใช่มีได้แต่เฉพาะทายาทที่เป็น "ผู้สืบสันดาน" ตามอันดับ (๑) นั้นเท่านั้น ทายาทโดยธรรมอันดับ(๓) (๔) หรือ (๖) ได้แก่ พี่น้องตลอดจนลุงป้าน้าอาของเจ้ามรดก ซึ่งทายาทในอันดับนั้น ๆ ก็รับมรดกแทนที่กันได้ด้วย ดังนี้จะเห็นได้ถนัดว่า พี่น้องหรือลุงป้าน้าอาหาใช่ "ผู้สืบสันดาน" ของเจ้ามรดกไม่ ฉะนั้นคำว่า "ผู้สืบสันดานโดยตรง" ตามมาตรา ๑๖๔๓ นี้ จึงหมายความเพียงเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของผู้มีสิทธิที่จะได้รับมรดกหรืออีกนัยหนึ่งเป็นบุตรหลาน-เหลน ของผู้มีสิทธิที่จะได้รับมรดกนั้นเท่านั้น หาจำเป็นต้องสืบสันดานกันโดยตรงจากเจ้ามรดกเองไม่ ก็เรื่องนี้โจทก์เป็นบุตรของบุตรบุญธรรมโดยแท้จริง จึงเป็นผู้สืบสันดานโดยตรงตามความหมายในมาตรานี้ และมีสิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น.......ฎีกาของจำเลยที่ยกกฎหมายต่างประเทศขึ้นอ้าง และฎีกาอีกข้อหนึ่งกล่าวว่า "ถ้ากฎหมายไม่เขียนให้บุตรของบุตรบุญธรรมรับมรดกแทนที่ไว้โดยเจาะจงแล้ว จะขยายความไปให้บุตรของบุตรบุญธรรม รับมรดกแทนที่ไม่ได้นั้น" ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อกฎหมายลักษณะมรดกบัญญัติข้อความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ตามมาตราต่าง ๆ ดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้แล้วข้างต้น และชัดเจนเพียงพอที่จะกระทำให้เห็นว่าบุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วเช่นนี้ ก็หาจำเป็นที่จะต้องหยิบยกกฎหมายอะไรอื่นขึ้นมาเทียบเคียงไม่ และจะไปยกเอาเหตุอื่นมาแปลในทางที่กลับกันดังที่ฎีกาขึ้นมานั้นก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน และศาลฎีกายังเห็นต่อไปว่าเมื่อกฎหมายประสงค์จะห้ามมิให้บุตรของบุตรบุญธรรมใช้สิทธิรับมรดกแทนที่กันได้ดังที่จำเลยฎีกาแล้ว ก็จำเป็นจะต้องมีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษโดยตรงเช่นนั้น แต่นี่หามีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามไว้ดังว่านั้นไม่ จึงไม่มีอะไรจะไปตัดสิทธิของเขาได้
จึงพิพากษายืน
ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ
ธรรมบัณฑิต
นนทปัญญา
________________________________
ปัญหาในคดีนี้มีเพียงว่าบุตรของบุตรบุญธรรมจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่หรือไม่?
- ในเรื่องบุตรบุญธรรมนี้มีคำพิพากษาว่า บุตรบุญธรรมก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งฯ บรรพ ๕ และมิได้จดทะเบียนตามมาตรา ๑๕๘๕ แม้จะเป็น "บุตรบุญธรรม" ก็ไม่ได้รับมรดก (ซึ่งผู้เขียนบันทึกนี้ไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาที่ ๑๑๘๒/๒๔๙๓) ฉะนั้นปัญหาเรื่องบุตรของบุตรบุญธรรมจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่ ถ้าเดินตามนัยคำพิพากษาฎีกาก็หมายถึงบุตรของบุตรบุญธรรมที่มีการจดทะเบียนตามมาตรา ๑๕๘๕ เท่านั้น
- ในเรื่องรับมรดกของบุตรบุญธรรมนี้มาตรา ๑๖๒๗ บัญญัติว่า "บุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้" และโดยที่มาตรา ๑๖๒๗ บัญญัติไว้ในบรรพ ๖ ลักษณะ ๒ ว่าด้วยสิทธิโดยธรรมในการรับมรดก ฉะนั้นสำหรับตัวบุตรบุญธรรมเองไม่มีปัญหา ปัญหามีเฉพาะบุตรของบุตรบุญธรรม ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีสิทธิรับมรดกไว้โดยตรง และจะมีสิทธิหรือไม่ก็แล้วแต่ว่ามีสิทธิรับมรดกแทนที่หรือไม่ ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลในการที่ให้บุตรของบุตรบุญธรรมรับมรดกแทนที่ข้อหนึ่งว่า "กฎหมายลักษณะมรดกไม่ได้กล่าวถึง "บุตร" คงใช้คำรวมเป็นผู้สืบสันดาน ซึ่งหมายความตลอดถึงบุตรของบุตรบุญธรรมด้วย แต่ความจริงประมวลกฎหมายแพ่งฯ ใช้คำว่า "ผู้สืบสันดาน" นั้น ก็เพราะจะให้หมายความรวมถึงบุตรหลานเหลนลื้อของเจ้ามรดก ดังจะเห็นได้จากมาตรา ๑๖๓๑ ที่ได้แสดงความหมายของคำว่า "ผู้สืบสันดาน" ไว้ชัดเจนแล้ว สิทธิรับมรดกแทนที่นั้นมีบัญญัติไว้
- มาตรา ๑๖๓๙ ที่กำหนดให้ผู้สืบสันดาน "รับมรดกแทนที่" ปัญหามีเพียงว่าคำว่าผู้สืบสันดานในมาตรา ๑๖๓๙ นี้จะนำความในมาตรา ๑๖๒๗ มาใช้ได้หรือไม่ ถ้าอ่านตามตัวอักษรก็เป็นอย่างที่ศาลฎีกาเข้าใจ เพราะใช้คำว่า "ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้" ซึ่งต้องเข้าใจว่าที่ใดใช้คำว่า "ผู้สืบสันดาน" ที่นั้นต้องหมายความถึงบุตรบุญธรรมด้วยเสมอไป แต่ถ้าพิจารณาตามเจตนารมณ์แล้ว ผู้เขียนสงสัยอยู่มาก เพราะการรับมรดกแทนที่นั้นประสงค์จะให้รับมรดกกันเพราะเป็นญาติสืบสายโลหิตกันมา แต่สำหรับบุตรบุญธรรมนี้ญาติของบุตรบุญธรรมหาเป็นญาติของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายต่างประเทศทั่ว ๆ ไปเพราะเป็นการเฉพาะตัว อนึ่งผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรม (ดูมาตรา ๑๕๘๗) แม้ทรัพย์สินที่ผู้รับบุตรบุญธรมให้ไปเด็ดขาดแล้ว ถ้าหากบุตรบุญธรรมตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมก็ให้กลับคืนมาเป็นของผู้รับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมไม่มีคู่สมรสหรือผู้สืบสันดาน และทรัพย์สินนั้นคงรูปอยู่ (ดูมาตรา ๑๕๘๗) ซึ่งในกรณีการให้แก่บุตรโดยกำเนิดหาจำต้องคืนไม่ เมื่อฐานะของบุตรบุญธรรมไม่เหมือนบุตรโดยกำเนิดดังกล่าวมาแล้ว ผู้เขียนจึงเห็นว่าการให้บุตรบุญธรรมได้รับมรดกนั้นเป็นกรณียกเว้นซึ่งต้องตีความให้แคบ และหมายความเฉพาะบุตรบุญธรรมรับมรดกโดยตรงเท่านั้น ไม่หมายความรวมถึงการรับมรดกแทนที่ด้วย
- นอกจากนี้การรับมรดกแทนที่กฎหมายก็จำกัดไว้มาก ดูมาตรา ๑๖๔๑ ซึ่งเป็นกรณีระหว่างวงศ์ญาติแท้ เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดายังมีชีวิตอยู่แม้แต่คนหนึ่ง บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาก็ไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ นอกจากนี้มาตรา ๑๖๔๓ ยังไม่ยอมให้บุพการีซึ่งอยู่ในวงศ์ญาติแท้ ๆ รับมรดกแทนที่ได้ อย่างไรก็ดีผู้เขียนยอมรับว่า ถ้าจะตีความตามตัวอักษรก็ต้องเป็นไปตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้และถือว่าบุตรของบุตรบุญธรรมรับมรดกแทนที่ได้ และในเรื่องนี้จึงแล้วแต่ว่าการตีความตามตัวอักษรกับตีความตามเจตนารมณ์อย่างไหนจะสำคัญกว่ากัน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา ๔ เป็นแต่ใช้คำว่า "อันกฎหมายนั้น ท่านว่าต้องใช้ในบรรดากรณี ซึ่งต้องด้วยบทบัญญํติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ " และตามกฎหมายต่างประเทศ เหตุผลที่มีการรับมรดกแทนที่เนื่องจากการสืบสายโลหิตเป็นทอด ๆ จนกว่าจะขาดสาย เลยไม่ได้คิดถึงบุตรบุญธรรม ถ้าจะถือว่าบุตรของบุตรบุญธรรมรับมรดกแทนที่ได้ บุตรบุญธรรมของบุตรบุญธรรมก็รับมรดกแทนที่ได้เช่นเดียวกัน การตีความเช่นนี้ทำให้ญาติสืบสายโลหิตเดียวกันเสียเปรียบ เพราะต้องเสียส่วนแบ่งให้แก่ผู้อื่นที่มิได้เกี่ยวดองเป็นญาติด้วย แม้กฎหมายไทยจะไม่ชัดเจน แต่ผู้เขียนยังคิดเสมอว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็นการเฉพาะตัว เมื่อบุตรบุญธรรมนี้ตายไปแล้วก็แล้วกันไป ส่วนการรับมรดกแทนที่เป็นเรื่องระหว่างวงศ์ญาติผู้ที่มีสายโลหิตของเจ้ามรดกอันแท้จริงเท่านี้.
ย.ส. (ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย)

อ้างอิงที่มา : Turkjung Law