|
พระราชบัญญัติ สวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ มีนาคม
พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นปีที่ ๔๗
ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕” มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓
ในพระราชบัญญัตินี้ “สวนป่า”[๒]
หมายความว่า ที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา ๕ เพื่อทำการปลูก
และบำรุงรักษาต้นไม้ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ การปรับปรุงหรือแก้ไขชนิดของต้นไม้ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ให้กระทำเป็นพระราชกฤษฎีกา “ต้นไม้”
หมายความว่า
ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แล้วหรือปลูกขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้และหมายความรวมถึงต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แล้วหรือปลูกขึ้นเพื่อประโยชน์อย่างอื่นแต่อาจใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ได้ด้วย “ไม้”
หมายความว่า ต้นไม้ และหมายความรวมถึง (๑)
ส่วนใด ๆ ของต้นไม้ ไม่ว่าจะถูกตัด ทอน เลื่อย ใส ผ่า ถาก ขุด อัด
หรือกระทำด้วยประการอื่นใดหรือไม่ และ (๒)
ไม้แปรรูป สิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยต้นไม้หรือส่วนใด
ๆ ของต้นไม้ “ของป่า”[๓]
หมายความว่า ของป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ” “ตรา”
หมายความรวมถึงเครื่องหมายหรือวัตถุใด ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อตี ตอก
หรือประทับที่ไม้ “หนังสือรับรองการแจ้ง”
หมายความรวมถึงสำเนาหรือภาพถ่ายของหนังสือรับรองการแจ้งที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองถูกต้อง “ผู้ทำสวนป่า”
หมายความว่า ผู้ได้รับหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
และหมายความรวมถึงผู้ยื่นคำขอรับโอนทะเบียนสวนป่าด้วย “พนักงานเจ้าหน้าที่”
หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “นายทะเบียน”
หมายความว่า อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสำหรับ กรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายสำหรับจังหวัดอื่น “อธิบดี”
หมายความว่า อธิบดีกรมป่าไม้ “รัฐมนตรี”
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔[๔]
ที่ดินที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องเป็นที่ดินประเภทหนึ่งประเภทใด ดังต่อไปนี้ (๑) ที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน
หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน (๒)
ที่ดินที่มีหนังสือของทางราชการรับรองว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในระยะเวลาที่อาจขอรับโฉนดที่ดิน
หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ เนื่องจากได้มีการครอบครอง
และเข้าทำกินในที่ดินดังกล่าวตามกฎหมายว่าด้วยการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
หรือตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพไว้แล้ว (๓)
ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีหลักฐานการอนุญาต
การเช่า เช่าซื้อ การโอน หรือการตกทอดทางมรดก (๔)
ที่ดินที่มีหนังสืออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติให้บุคคลทำประโยชน์และอยู่อาศัย
หรือปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นภายในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ
หรือทำการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าหรือไม้ยืนต้นในเขตป่าเสื่อมโทรม (๕) ที่ดินที่มีใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ให้ทำสวนป่า (๖) ที่ดินที่ได้ดำเนินการเพื่อการปลูกป่าโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ มาตรา ๕[๕] ผู้มีกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง
หรือผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินตามมาตรา ๔
ประสงค์จะใช้ที่ดินนั้นทำสวนป่าเพื่อการค้า ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียน การยื่นคำขอขึ้นทะเบียน
และการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง การออกกฎกระทรวงตามวรรคสองต้องกำหนดชนิดของพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการทำสวนป่าในแต่ละพื้นที่ด้วย ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่งเป็นผู้เช่าหรือผู้เช่าซื้อที่ดินที่ขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
และที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตามมาตรา ๔ (๑)
ผู้ยื่นคำขอต้องมีหลักฐานการเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินดังกล่าว
พร้อมทั้งหนังสือยินยอมของผู้มีกรรมสิทธิ์
หรือสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นที่แสดงว่าอนุญาตให้ทำสวนป่าได้ มาตรา ๖
ให้นายทะเบียนพิจารณาและแจ้งการสั่งรับหรือไม่รับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
ให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอตามมาตรา ๕
หรือได้รับรายงานผลการตรวจสอบตามมาตรา ๗ แล้วแต่กรณี ในกรณีที่นายทะเบียนสั่งรับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
ให้ผู้ทำสวนป่าจัดทำบัญชีแสดงชนิดและจำนวนไม้ที่ทำการปลูกและบำรุงรักษาตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด[๖] ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าตามวรรคหนึ่ง
ให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าว
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด มาตรา ๗ ก่อนรับขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าตามมาตรา ๖
หากที่ดินที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินตามมาตรา ๔ (๔) หรือ (๕)
ให้นายทะเบียนสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ
และทำรายงานเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง สภาพที่ดิน ชนิด ขนาด
และจำนวนของไม้ที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ
ตลอดจนรายละเอียดของที่ดินที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่า
และในกรณีที่เป็นไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
หรือไม้ที่การทำไม้ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดแจ้งในรายงานดังกล่าวให้แจ้งชัดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ทั้งนี้
ให้รายงานผลการตรวจสอบต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง[๗] เมื่อได้รับรายงานผลการตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง
ให้นายทะเบียนสั่งให้ผู้ยื่นคำขอเก็บหาของป่า แผ้วถางป่า ตัด โค่น เก็บริบ สุมเผา
ทำลาย หรือสงวนไว้ซึ่งไม้หรือของป่าดังกล่าว
โดยผู้ยื่นคำขอเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ไม้และของป่าที่ได้มาตามวรรคสอง
ให้ตกเป็นของแผ่นดิน มาตรา ๘
เพื่อประโยชน์ในการเก็บหาข้อมูลทางวิชาการป่าไม้
การเก็บสถิติของการเจริญเติบโตของไม้ การประเมินผลการทำสวนป่า
ตลอดจนเพื่อติดตามผลการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสวนป่าเพื่อตรวจสอบหรือให้คำแนะนำได้ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้องและให้ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๘/๑[๘] ในกรณีที่การส่งออกไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าจะต้องมีใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจากกรมป่าไม้ตามความต้องการของประเทศปลายทาง
หรือผู้ทำสวนป่าผู้ใดประสงค์จะขอให้กรมป่าไม้ออกใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน
ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน และชำระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ
หรือดำเนินการอื่นใดตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด การยื่นคำขอ การออกใบสำคัญ และการเพิกถอนใบสำคัญตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
โดยต้องกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศที่เป็นการรับรองโดยทั่วไป ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้สถาบันหรือองค์กรอื่นออกใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนแทนได้ มาตรา ๙
ผู้ทำสวนป่าต้องจัดให้มีตราเพื่อแสดงการเป็นเจ้าของไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า
และจะนำตราออกใช้ได้เมื่อได้นำขึ้นทะเบียนแล้ว ตราที่ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับตี
ตอก หรือประทับที่ไม้ซึ่งผู้ทำสวนป่าจะตัดหรือโค่นต้องเป็นตราที่มีการรับรองจากนายทะเบียนโดยมีเครื่องหมายที่นายทะเบียนทำกำกับไว้ด้วย การยื่นคำขอขึ้นทะเบียน
การสั่งรับขึ้นทะเบียน การออกหนังสือรับรอง การขึ้นทะเบียนและการรับรองตรา
ตลอดจนวิธีตี ตอก หรือประทับหรือแสดงตรา ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มาตรา ๙/๑[๙]
ไม้และของป่าที่ได้มาจากการทำสวนป่าตามพระราชบัญญัตินี้ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ทำสวนป่า
และผู้ทำสวนป่ามีสิทธิในการทำไม้ แปรรูปไม้ และเก็บของป่าภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๙/๒[๑๐]
สัตว์ที่เกิดและดำรงอยู่โดยสภาพธรรมชาติในสวนป่าโดยไม่มีเจ้าของ
ถือเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา ๑๐[๑๑] ในการทำไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า
ผู้ทำสวนป่าอาจตัดหรือโค่นไม้ แปรรูปไม้ ค้าไม้ มีไว้ในครอบครอง
และนำไม้เคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มาตรา ๑๐/๑[๑๒]
ผู้ทำสวนป่าผู้ใดประสงค์จะใช้สถานที่ใดเพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า
ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียน การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
โดยต้องกำหนดขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไม้ที่มิได้มาจากการทำสวนป่าเข้าไปแปรรูปในสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตด้วย การใช้สถานที่ใดเพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าตามวรรคหนึ่ง
ไม่ถือเป็นการตั้งโรงงานแปรรูปไม้ตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มาตรา ๑๑
ก่อนการตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า
ให้ผู้ทำสวนป่าแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อออกหนังสือรับรองการแจ้ง
และเมื่อแจ้งแล้วให้ผู้ทำสวนป่าดำเนินการตัดหรือโค่นไม้ดังกล่าวได้ การแจ้งและการออกหนังสือรับรองการแจ้งตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ในการนี้
นายทะเบียนอาจกำหนดเงื่อนไขอื่นใดที่ผู้ทำสวนป่าต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการตัดหรือโค่นไม้
การตี ตอก หรือประทับตราที่ไม้ไว้ด้วยก็ได้ มาตรา ๑๒
ในการตัดหรือโค่นไม้
ผู้ทำสวนป่าต้องเก็บรักษาหนังสือรับรองการแจ้งไว้ที่สวนป่าเพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตลอดเวลาที่ทำการตัดหรือโค่นไม้ มาตรา ๑๓
ไม้ที่จะนำเคลื่อนที่ออกจากสวนป่า ต้องมีรอยตราตี ตอก
หรือประทับหรือแสดงการเป็นเจ้าของ และในการนำเคลื่อนที่
ผู้ทำสวนป่าต้องมีหนังสือรับรองการแจ้งตลอดจนบัญชีแสดงรายการไม้กำกับไปด้วยตลอดเวลาที่นำเคลื่อนที่ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มาตรา ๑๔[๑๓]
บรรดาไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าไม่ต้องเสียค่าภาคหลวง ค่าบำรุงป่า
และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา ๑๔/๑[๑๔] การเก็บหา ค้า มีไว้ในครอบครอง
หรือนำเคลื่อนที่ซึ่งของป่าจากสวนป่า ดังต่อไปนี้ ไม่ต้องขออนุญาต
และไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ (๑) ไม้ รวมทั้งส่วนต่าง ๆ ของไม้ ถ่านไม้ น้ำมันไม้ ยางไม้
ตลอดจนสิ่งอื่น ๆ ที่เกิดจากไม้ (๒) พืชต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งอื่น ๆ ที่เกิดจากพืชนั้น (๓) ครั่ง รวงผึ้ง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว (๔) ของป่าอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อประโยชน์ในการรักษาระบบนิเวศหรือเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ระบบความสมดุลของป่าไม้
อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีอาจออกประกาศกำหนดให้การเก็บหา ค้า
มีไว้ในครอบครอง หรือนำเคลื่อนที่ซึ่งของป่าตามวรรคหนึ่ง ต้องขอรับใบอนุญาต
และกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับวิธีการเก็บหาของป่า
และปริมาณการเก็บของป่าตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ แต่จะกำหนดค่าภาคหลวงไม่ได้ การค้า มีไว้ในครอบครอง หรือนำเคลื่อนที่ซึ่งของป่าตามวรรคหนึ่ง
ต้องมีหนังสือรับรองและบัญชีแสดงรายการกำกับของป่าเพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การยื่นคำขอ และการออกหนังสือรับรองและบัญชีแสดงรายการกำกับของป่าตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มาตรา ๑๕
เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการตัดหรือโค่นไม้ในสวนป่า
ตลอดจนการนำเคลื่อนที่ไม้ออกจากสวนป่า ผู้ทำสวนป่าต้องเก็บรักษาหนังสือรับรองการแจ้งบัญชีแสดงรายการไม้และเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการดังกล่าวไว้ที่สวนป่าเพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด มาตรา ๑๖[๑๕]
ในกรณีที่หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
ใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือหนังสือรับรองการแจ้ง สูญหาย ชำรุด
หรือถูกทำลาย
ให้ผู้ทำสวนป่ายื่นคำขอใบแทนหนังสือรับรองหรือใบสำคัญดังกล่าวต่อนายทะเบียน การขอและการออกใบแทนหนังสือรับรองหรือใบสำคัญตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด มาตรา ๑๗
ในกรณีที่ผู้ทำสวนป่าประสงค์จะยกเลิกตรา
ให้แจ้งเป็นหนังสือพร้อมกับนำตราดังกล่าวไปทำลายต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ตราของผู้ทำสวนป่าบุบสลายในสาระสำคัญหรือสูญหาย
ให้ผู้ทำสวนป่าแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบการบุบสลายหรือสูญหายและในกรณีที่ตราบุบสลาย
ให้นำตราดังกล่าวไปทำลายต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับการแจ้งด้วย การแจ้งการยกเลิกตรา
การสั่งยกเลิกตรา และการแก้ไขทะเบียนตรา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มาตรา ๑๘
ในกรณีที่ผู้ทำสวนป่าไม่ประสงค์จะทำสวนป่าต่อไป
ให้แจ้งเป็นหนังสือพร้อมกับนำตราไปทำลายต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่
และให้ถือว่าหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าของผู้ทำสวนป่าดังกล่าวสิ้นสุดลง มาตรา ๑๙
ในกรณีที่ผู้ทำสวนป่าตายหรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่ทำสวนป่าให้แก่บุคคลอื่น
หรือผู้ทำสวนป่าซึ่งมีสิทธิตามสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อในที่ดินที่ทำสวนป่าถูกเลิกสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อ
หากทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ทำสวนป่า
ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน
หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่มีการเลิกสัญญาเช่า หรือเช่าซื้อ
แล้วแต่กรณี ประสงค์จะทำสวนป่าในที่ดินดังกล่าวต่อไป
ให้แจ้งการขอรับโอนทะเบียนสวนป่าต่อนายทะเบียน
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ทำสวนป่าตาย
หรือมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง หรือมีการเลิกสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อ
แล้วแต่กรณี หากไม่แจ้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้ถือว่าหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่านั้นสิ้นสุดลง ให้ผู้รับโอนทะเบียนสวนป่าตามวรรคหนึ่ง
รับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้ทำสวนป่าเดิม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด มาตรา ๒๐
การทำลายตราตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มาตรา ๒๑
บรรดาไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า
หากบุคคลใดรับโอนต้องมีหลักฐานแสดงการได้มาโดยชอบตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ไม้ที่มีการโอนตามวรรคหนึ่ง
ผู้รับโอนอาจค้า มีไว้ในครอบครอง หรือนำเคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ได้
แต่การแปรรูปไม้ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ให้ถือว่าไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าเป็นไม้ที่ผู้รับอนุญาตตามหมวด
๔ การควบคุมการแปรรูปไม้ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔
อาจมีไว้ในครอบครองได้ มาตรา ๒๒
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
ให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒/๑[๑๖]
เมื่อปรากฏว่าผู้ทำสวนป่าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการทำสวนป่า
หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้ผู้ทำสวนป่านั้นปฏิบัติให้ถูกต้อง
หรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ผู้ทำสวนป่าไม่ปฏิบัติหรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง
หรือในกรณีที่ผู้ทำสวนป่าได้กระทำการใดที่ไม่อาจปฏิบัติหรือจัดการแก้ไขให้ถูกต้องได้
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าได้ ผู้ทำสวนป่าผู้ใดถูกเพิกถอนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
ไม่มีสิทธินำที่ดินแปลงนั้นมายื่นคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า
เว้นแต่ระยะเวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า มาตรา ๒๒/๒[๑๗]
ผู้ทำสวนป่าซึ่งถูกสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่ามีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด การอุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง
ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่า มาตรา ๒๒/๓[๑๘] ผู้ทำสวนป่าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖
วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ผู้ทำสวนป่าผู้ใดจัดทำบัญชีแสดงชนิดและจำนวนไม้ตามมาตรา ๖ วรรคสอง
อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท มาตรา ๒๓
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา
๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๔
ผู้ใดใช้ตราตี ตอก
หรือประทับหรือแสดงการเป็นเจ้าของไม้ที่มิได้มาจากการทำสวนป่า
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๕
ผู้ใดใช้ตราตี ตอก หรือประทับหรือแสดงการเป็นเจ้าของไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา
๙ วรรคสาม หรือเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง
หรือนำไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าเคลื่อนที่โดยไม่มีรอยตราตี ตอก
หรือประทับหรือแสดงการเป็นเจ้าของ หรือไม่มีบัญชีแสดงรายการไม้กำกับไม้ที่นำเคลื่อนที่ตามมาตรา
๑๓ หรือฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา ๑๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๕/๑[๑๙] ผู้ทำสวนป่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐/๑
วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๕/๒[๒๐]
ผู้ทำสวนป่าผู้ใดนำไม้ที่มิได้มาจากการทำสวนป่าเข้าไปแปรรูปในสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา
๑๐/๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๕/๓[๒๑] ผู้ทำสวนป่าผู้ใดฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของอธิบดีที่ออกตามความในมาตรา ๑๔/๑ วรรคสอง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๕/๔[๒๒] ผู้ทำสวนป่าผู้ใดฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔/๑ วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๖
ผู้ทำสวนป่าผู้ใดไม่เก็บรักษาหนังสือรับรองการแจ้งไว้ที่สวนป่าตามมาตรา ๑๒
หรือไม่เก็บรักษาหนังสือรับรองการแจ้ง บัญชีแสดงรายการไม้
หรือเอกสารสำคัญตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๑๕
หรือไม่แจ้งการบุบสลายในสาระสำคัญ หรือการสูญหายของตรา
หรือไม่นำตราที่บุบสลายไปทำลายตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๒๗[๒๓]
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล
ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการ หรือการกระทำของบุคคลใด
หรือไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำของกรรมการผู้จัดการ
ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น
ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย มาตรา ๒๘
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม*
รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี บัญชีต้นไม้[๒๔]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมให้มีการปลูกสร้างสวนป่าเพื่อการค้าในที่ดินของรัฐและของเอกชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนี้
มิได้มีบทบัญญัติรองรับและคุ้มครองสิทธิการทำไม้หวงห้ามที่ได้จากการปลูกสร้างสวนป่า
สมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยสวนป่า
เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการปลูกสร้างสวนป่าดังกล่าว
อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนมีงานทำและผลิตไม้เพื่อเป็นสินค้า
ตลอดจนเพิ่มพื้นที่ทำไม้ให้มีปริมาณมากขึ้น
และเพื่อให้ผู้ที่จะทำการปลูกสร้างสวนป่ามีความมั่นใจในสิทธิและประโยชน์ที่จะได้รับจากการปลูกสร้างสวนป่า
เช่น การได้รับยกเว้นค่าภาคหลวงและการไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎเกณฑ์บางประการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้
พุทธศักราช ๒๔๘๔
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ *พระราชกฤษฎีกาโอนกรมป่าไม้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้
และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. ๒๕๔๖[๒๕] มาตรา ๑๐
โดยผลของบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๓๐ วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พระราชกฤษฎีกานี้มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติในกฎหมาย ดังนี้ (๘)
ในพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้แก้ไขคำว่า
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เป็น
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” มาตรา ๑๒
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕
และพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕
ได้กำหนดให้กรมป่าไม้เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า
และพันธุ์พืชเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทำให้เกิดปัญหาการบริหาร ทั้งในด้านนโยบาย วิชาการ บุคลากร และการบังคับใช้กฎหมาย
รวมทั้งเป็นเหตุให้ระบบการบริหารงานและการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น
เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการบูรณาการตามกลุ่มภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและนโยบายของรัฐบาล
สมควรโอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่
ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง ตำแหน่งและอัตรากำลัง
ไปเป็นกรมป่าไม้ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และสมควรที่จะได้ปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
รวมทั้งโอนอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ในส่วนที่เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ไปเป็นของกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้
สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีขอบเขตที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน
นอกจากนี้
สมควรแก้ไขการใช้อำนาจของรัฐมนตรีและการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ให้สอดคล้องกับการดำเนินการดังกล่าวด้วย
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ พระราชบัญญัติสวนป่า
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘[๒๖] มาตรา ๒
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๑๙
บรรดาที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าเป็นที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
และให้ผู้ทำสวนป่าจัดทำบัญชีแสดงชนิดและจำนวนไม้ตามมาตรา ๖ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๒๐
ผู้ทำสวนป่าซึ่งได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าผู้ทำสวนป่านั้นเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติสวนป่า
พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
และให้ใบอนุญาตนั้นคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ มาตรา ๒๑
ผู้ทำสวนป่าผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งของป่าจากที่ดินที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า
พ.ศ. ๒๕๓๕ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยื่นคำขอหนังสือรับรองและบัญชีแสดงรายการกำกับของป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่า
พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๒๒
บรรดากฎกระทรวง ระเบียบ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบ หรือคำสั่งตามพระราชบัญญัติสวนป่า
พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๒๓
คำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.
๒๕๓๕ และยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ให้ถือว่าเป็นคำขอตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.
๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม
และให้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๒๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.
๒๕๓๕ มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสม และเป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุน
และส่งเสริมให้มีการปลูกสร้างสวนป่า
โดยเฉพาะการที่กฎหมายจำกัดประเภทของที่ดินที่จะขึ้นทะเบียนสวนป่าไว้เฉพาะกรณีการปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ที่เป็นไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
และมิได้กำหนดให้ที่ดินที่มีใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ให้ทำสวนป่าสามารถนำมาขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าได้
ประกอบกับปัญหาอุปสรรคในการแปรรูปไม้ และการออกใบรับรองไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า
และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของสัตว์ป่าหรือของป่าในสวนป่า
สมควรแก้ไขหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสวนป่า การแปรรูปไม้ในสวนป่า ตลอดจนการเก็บหา
ค้า มีไว้ในครอบครอง หรือนำเคลื่อนที่ซึ่งของป่าในสวนป่า
การออกใบสำคัญรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และปรับปรุงมาตรการในการกำกับดูแล
และแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
เพื่อเป็นมาตรการในการส่งเสริมและจูงใจให้มีการปลูกสร้างสวนป่าควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ของประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จุฑามาศ/ปรับปรุง ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ปริญสินีย์ /ปรับปรุง ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ พจนา /ตรวจ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙/ตอนที่ ๒๐/หน้า ๑/๑๓ มีนาคม ๒๕๓๕ [๒] มาตรา ๓ นิยาม คำว่า “สวนป่า” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๓] มาตรา ๓ นิยาม คำว่า “ของป่า” เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๔] มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๕] มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๖] มาตรา ๖ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๗] มาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๘] มาตรา ๘/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๙] มาตรา ๙/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๐] มาตรา ๙/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๑] มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๒] มาตรา ๑๐/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๓] มาตรา ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๔] มาตรา ๑๔/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๕] มาตรา ๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๖] มาตรา ๒๒/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๗] มาตรา ๒๒/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๘] มาตรา ๒๒/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๑๙] มาตรา ๒๕/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๒๐] มาตรา ๒๕/๒ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๒๑] มาตรา ๒๕/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๒๒] มาตรา ๒๕/๔ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๒๓] มาตรา ๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๒๔] บัญชีต้นไม้ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติสวนป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ [๒๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนที่ ๙๓ ก/หน้า ๖/๓๐ กันยายน ๒๕๔๖ [๒๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒/ตอนที่ ๔๔ ก/หน้า ๑/๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ |