|
พระราชบัญญัติ สำหรับรักษาช้างป่า พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตามพระราชประเพณีและพระราชกำหนดกฎหมายที่มีสืบมาแต่โบราณ
ย่อมถือว่าบรรดาช้างป่าทั้งสิ้น คือ ที่เรียกว่าช้างโขลงก็ดี หรือช้างเถื่อนก็ดี ซึ่งมีอยู่ในพระราชอาณาจักร
นับว่าเป็นของหลวงสำหรับแผ่นดิน ผู้ใดจะจับไปใช้สอยต้องขออนุญาตต่อรัฐบาล และต้องแบ่งช้างที่จับได้ให้เป็นช้างหัวป่าสำหรับใช้ราชการแผ่นดิน
จึงจะจับช้างป่าไปใช้สอยได้ และถ้าผู้ใดทำอันตรายช้างป่าด้วยประการใด ๆ ย่อมมีโทษตามกฎหมายเป็นธรรมเนียมสืบมา และบัดนี้
ได้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า มีผู้ขออนุญาตจับช้างป่ามากขึ้นกว่าแต่ก่อน และผู้ที่จับบางทีไม่มีกำลังพอที่จะเลี้ยงรักษาไว้ได้ทำให้ช้างล้มตายเสียก็มี
ทั้งมีคนร้ายลอบทำอันตรายแก่ช้างพลายที่มีงาเพื่อนำงาไปขายเป็นประโยชน์เสียก็มาก เป็นเหตุให้ช้างป่าลดจำนวนน้อยลงกว่าแต่ก่อน
จึงทรงพระราชดำริว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ใช้เป็นกำลังพาหนะได้หลายอย่าง สมควรจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติเดิม
ตราพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นไว้เพื่อให้เหมาะแก่กาลสมัยสำหรับการจับ และการป้องกันอันตรายแก่ช้างป่า
ทั้งบำรุงพันธุ์ช้างป่าในพระราชอาณาจักรให้เจริญขึ้นด้วย จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไป ดังนี้ ว่าด้วยนามและกำหนดใช้พระราชบัญญัติ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า
“พระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พระพุทธศักราช ๒๔๖๔” มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ตั้งแต่วันที่ได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ข้อความใด
ๆ ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาช้างป่า ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) กับในกฎเสนาบดีซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ตราขึ้นเนื่องแต่พระราชบัญญัตินั้น
หากขัดกับข้อความในพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้ยกเลิกเสียสิ้นตั้งแต่วันที่ใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป ภาค ๑ อธิบายศัพท์ มาตรา ๔ คำบางคำที่ใช้ในพระราชบัญญัตินี้
ให้พึงเข้าใจตามคำอธิบาย ดังนี้ คำว่า
“ช้างป่า” ให้พึงเข้าใจว่า ช้างโขลงก็ดี ช้างเถื่อนก็ดี
รวมนับว่าเป็นช้างป่าทั้งสิ้น คำว่า
“จับช้าง” ให้พึงเข้าใจว่า การที่จะจับช้างด้วยประการใด
ๆ เช่น โพนช้าง หรือตั้งคอกดักช้าง นับว่าเป็นการจับช้างทั้งสิ้น คำว่า
“ช้างสำคัญ” ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ ๗ ประการ (๑)
ตาขาว (๒)
เพดานขาว (๓)
เล็บขาว (๔)
ขนขาว (๕)
พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่ (๖)
ขนหางขาว (๗)
อัณฑโคตร์ขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่ คำว่า
“ช้างสีปลาด” ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน
๗ อย่าง คือ (๑)
ตาขาว (๒)
เพดานขาว (๓)
เล็บขาว (๔)
ขนขาว (๕)
พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่ (๖)
ขนหางขาว (๗)
อัณฑโคตร์ขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่ คำว่า
“ช้างเนียม” ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีลักษณะ ๓ ประการ
คือ (๑)
พื้นหนังดำ (๒)
งามีลักษณะดังรูปปลีกล้วย (๓)
เล็บดำ ภาค ๒ การรักษาช้างป่า มาตรา ๕ การดูแลช้างป่า
ให้เป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทย และสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองในท้องถิ่น* ภาค ๓ การจับช้างป่า มาตรา ๖ ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดจับช้างป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๗ ถ้าผู้ใดจะจับช้างป่าในท้องถิ่นมณฑลใด
ให้ยื่นเรื่องราวตามแบบหลวงต่อสมุหเทศาภิบาลมณฑลนั้น ถ้าหากว่าผู้ว่าราชการจังหวัดใดได้รับอำนาจพิเศษที่จะอนุญาตให้จับช้างป่าในจังหวัดนั้นได้
จะยื่นเรื่องราวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ มาตรา ๘ ให้สมุหเทศาภิบาล
และผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจดูจำนวนช้างป่าที่มีอยู่ในมณฑล และจังหวัดที่ตนปกครอง ประมาณมากน้อยเท่าใด
การที่จะอนุญาตให้จับช้างป่า ให้อนุญาตให้จับแต่พอเท่าจำนวนที่ช้างจะเกิดเพิ่มเติมขึ้นทัน
อย่าให้จับมากจนเป็นเหตุให้พืชพันธุ์ช้างป่าในมณฑล และจังหวัดนั้นลดน้อยไป แต่การที่จะอนุญาตให้จับช้างต้องหารือกระทรวงมหาดไทย*เสียก่อนทุกคราวไป
ถ้ากระทรวงมหาดไทย*เห็นว่า ไม่เป็นการขัดข้องอย่างใดแล้ว จึงจะอนุญาตให้จับได้ มาตรา ๙ ถ้าสมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่า
ช้างป่าในมณฑลและจังหวัดนั้นมีน้อยนัก จะไม่อนุญาตให้จับเพื่อบำรุงพันธุ์ช้างป่าไว้ครั้ง
๑ คราว ๑ ก็ได้ หรือถ้าเห็นจำเป็นจะต้องให้จับบ้าง เพราะเหตุที่การค้าขายในมณฑลนั้นจำเป็นต้องใช้ช้างเป็นพาหนะ
สมุหเทศาภิบาลจะให้จับช้างป่าในมณฑลนั้นเป็นช้างหลวง และอนุญาตราษฎรรับเช่าไปใช้สอยประกอบกับการค้าขายก็ได้
แต่การจับต้องได้รับความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย*ดังกล่าวมาแล้วในมาตรา ๘ นั้นเสียก่อนเสมอ มาตรา ๑๐
ถ้ามีผู้ยื่นเรื่องราวขออนุญาตจับช้างป่า ให้สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีอำนาจจะออกใบอนุญาต
จัดการไต่สวนข้อความเหล่านี้ให้เป็นที่พอใจก่อน คือ ข้อ ๑
ผู้ขออนุญาตต้องมีช้างต่อและกำลังพาหนะ ทั้งเครื่องมือที่จะจับช้างให้พอสมควรแก่การที่จะจับช้างให้ได้โดยเรียบร้อย ข้อ ๒
ผู้ขออนุญาตต้องทำสัญญาทัณฑ์บนให้ว่า ในการที่จะไปจับช้างป่านั้น เมื่อจับช้างได้แล้วจะแจ้งให้เจ้าพนักงานซึ่งสมุหเทศาภิบาล
และผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตั้งไว้ให้เป็นผู้ตรวจตราทราบภายใน ๓ วันนับแต่วันที่จับได้
และจะส่งช้างหัวป่าหรือเสียหัวป่าแทนตัวช้างตามพระราชบัญญัตินี้ ก่อนที่จะพาช้างที่จับได้ไปที่อื่น
ในการทำสัญญาทัณฑ์บนนี้ ถ้าสมุหเทศาภิบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรจะบังคับให้ผู้ขออนุญาตวางเงินประกัน
หรือให้มีผู้รับประกันเป็นจำนวนเงินตามสมควรแก่จำนวนช้างที่จะจับเบ็ดเสร็จไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ก็เรียกได้
ถ้าผู้ขออนุญาตจับช้างกระทำผิดทัณฑ์บน เงินประกันและช้างที่จับได้ให้ริบเป็นของหลวงทั้งสิ้น ข้อ ๓
ต้องให้ผู้ขออนุญาตเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราในพระราชบัญญัตินี้ก่อน มาตรา ๑๑
เมื่อได้จัดการไต่สวนตามความที่ว่ามาในมาตราก่อนจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้ออกใบอนุญาตให้
ใบอนุญาตใบ ๑ ให้มีกำหนดใช้ได้ ๑๒ เดือน แต่ผู้ได้รับอนุญาตจะเอาใบอนุญาตไปโอนต่อให้ผู้อื่นอีกไม่ได้เป็นอันขาด มาตรา ๑๒
ผู้ใดมีช้างสำคัญ หรือช้างสีปลาด หรือช้างเนียม โดยเหตุที่ตนจับได้ หรือโดยแม่ช้างของตนตกออกมา
หรือโดยเหตุอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ต้องนำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จให้ตามสมควร บรรดาช้างชนิดที่กล่าวมาแล้วนี้
ต้องเป็นและคงเป็นสมบัติของแผ่นดินเสมอ การที่จะโอนกรรมสิทธิ์แก่กันโดยวิธีซื้อขาย
แลกเปลี่ยน ให้ปัน หรือโดยวิธีอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี นับว่าใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น ผู้ที่ยึดถือช้างเช่นนั้นไว้ต้องมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้นำส่ง
และเจ้าหน้าที่มีอำนาจจะเข้ายึดเอาตัวช้างได้แม้โดยใช้อำนาจ หากผู้ที่รักษาช้างอยู่นั้นบิดพลิ้วไม่ยอมมอบตัวให้ ภาค ๔ ว่าด้วยภาคหลวง มาตรา ๑๓
กำหนดภาคหลวงที่จะเรียกในการจับช้างป่านี้ ให้เรียกโดยจำนวน ๕ ชัก ๑ จะเรียกโดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งใน
๒ อย่างนี้ก็ได้ แล้วแต่ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตให้จับช้างนั้นจะเห็นสมควร คือ ข้อ
๑ ชักตัวช้างที่จับได้เป็นช้างหัวป่า
ถ้าจับได้ ๕ ตัวชักตัว ๑ วิธีจะชักนั้นให้เขียนฉลากตัวช้างที่จับได้คละกัน และให้เจ้าพนักงานจับฉลากต่อหน้าผู้ขออนุญาต
จับฉลากได้ตัวใดให้ชักช้างตัวนั้นไว้เป็นช้างหัวป่า ผู้ขออนุญาตต้องโยงช้างหัวป่าส่งยังที่ว่าการอำเภอ
หรือที่แห่งหนึ่งแห่งใดซึ่งสมุหเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการจังหวัดจะได้สั่งให้ส่งภายในกำหนด
๓ เดือนนับแต่วันที่จับได้ ข้อ
๒ ให้เจ้าพนักงานผู้ตรวจกับเจ้าของช้างตีราคาช้างป่าที่จับได้เทียบราคาที่จะขายได้ในเวลานั้นเป็นราคาเท่าใด
ให้เรียกเงินตามจำนวน ๑ ใน ๕ แทนช้างหัวป่าจากผู้ขออนุญาต ถ้าหากว่าการตีราคาไม่เป็นที่ตกลงกัน
ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายเลือกคนกลางคน ๑ เป็นผู้ชี้ขาด มาตรา ๑๔
เมื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จับช้างป่า จับได้ช้างได้แล้ว ๑ หรือหลายเชือก ท่านว่าช้างนั้นยังคงเป็นสมบัติของแผ่นดิน
และจะโอนไปเป็นสิทธิแก่ผู้รับอนุญาตจับช้างมิได้ นอกจากและจนกว่าจะได้ชำระเงินค่าภาคหลวงตามที่กล่าวในภาคนี้นั้นครบถ้วนแล้ว มาตรา ๑๕[๒] ค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตจับช้างป่าให้เรียกเก็บดังนี้
คือ (๑) ถ้าใช้ช้างต่อหมอควาญไปเที่ยวไล่โพนจับช้างป่า
ให้ออกใบอนุญาตเป็นรายตัวช้างต่อตัวละ ๕๐ บาท (๒) ถ้าตั้งคอกดักช้างป่า ครั้งละหลาย ๆ ตัว ให้ออกใบอนุญาตคอกละ
๔๐๐ บาท ผู้ที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว
แม้ไม่ไปจับช้างป่าก็ดี หรือไปจับช้างป่าไม่ได้ก็ดี ไม่ต้องคืนค่าธรรมเนียมให้ มาตรา ๑๖
ผู้รับอนุญาตให้จับช้างป่าในเขตแขวงจังหวัดใด จับได้แต่ในเขตแขวงจังหวัดนั้น
จะเอาใบอนุญาตไปจับช้างในเขตแขวงอื่นไม่ได้ เว้นไว้แต่ ถ้าไล่โพนช้างในเขตแขวงจังหวัดที่ได้รับอนุญาต
แต่ไปจับได้ในเขตแขวงจังหวัดอื่น ไม่มีโทษ ภาค ๕ การฟ้องและกำหนดโทษ มาตรา ๑๗
ผู้ใดจับช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม โดยมิได้รับอนุญาตตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้
ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๘๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วยทั้ง
๒ สถาน ส่วนช้างซึ่งผู้กระทำผิดจับได้นั้น
ให้ริบเป็นของหลวง มาตรา ๑๘
ผู้ใดฆ่าช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษสำหรับช้าง
๑ ตัวที่ได้ฆ่าตาย คือ จำคุกไม่เกินกว่า ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วยทั้ง
๒ สถาน มาตรา ๑๙
ผู้ใดทำร้ายช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑๘
เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วยทั้ง ๒ สถาน มาตรา ๒๐
แต่การลงโทษตามความใน ๒ มาตราข้างบนนั้น ท่านให้งดเว้น ในเมื่อ (๑)
ผู้ซึ่งฆ่าหรือทำร้ายช้างป่านั้น ได้กระทำลงโดยเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันชีวิต หรือทรัพย์สมบัติของตนหรือของผู้อื่น (๒)
ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตจับช้างป่า ทำการจับช้างเป็นผลให้ช้างต้องตาย หรือบาดเจ็บลงในระหว่างนั้น
โดยพฤติการณ์อันพ้นวิสัยจะป้องกันหลีกเลี่ยงได้ มาตรา ๒๑
ผู้ใดมีช้างสำคัญ หรือช้างสีปลาด หรือช้างเนียมแล้ว และปล่อยเสีย หรือปิดบังซ่อนเร้นช้างนั้นไว้
หรือจะอย่างไรก็ตาม หากขัดขืนไม่นำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามความในมาตรา
๑๒ มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท และโทษนี้ไม่ลบล้างการที่ช้างนั้นจักพึงต้องริบเป็นของหลวง มาตรา ๒๒
ผู้ใดได้รับอนุญาตให้จับช้างป่าในจังหวัด ๑ แล้ว และนำใบอนุญาตนั้นไปใช้สำหรับจับช้างป่าในจังหวัดอื่น
โดยเป็นการฝ่าฝืนความในมาตรา ๑๖ นั้นไซร้ ท่านว่ามีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
๕๐๐ บาท มาตรา ๒๓
ให้กรมอัยการเป็นเจ้าหน้าที่สำหรับฟ้องร้องคดีซึ่งมีผู้ทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ ภาค ๖ บงการ มาตรา ๒๔
ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย*เป็นผู้รักษาพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๒๕
ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย*มีอำนาจที่จะตั้งกฎข้อบังคับสำหรับจัด และรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
เมื่อกฎข้อบังคับนั้นได้ลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้ได้เป็นส่วน ๑ ของพระราชบัญญัตินี้ ประกาศมา
ณ วันที่ ๒๐ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติสำหรับรักษาช้างป่า
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓[๓] หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติสำหรับรักษาช้างป่า พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้ตามสภาพที่เป็นอยู่ในสมัยเมื่อประกาศใช้
ต่อมาสถานการณ์ทางการเงินเปลี่ยนแปลงไป จึงสมควรกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไล่โพนจับช้างป่า
และใบอนุญาตตั้งคอกจับช้างป่าเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน *ประกาศ
เรื่องโอนหน้าที่การรักษาช้างป่าจากกระทรวงกลาโหมมาอยู่ในกระทรวงมหาดไทย
และให้แก้คำบางคำในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พ.ศ. ๒๔๖๔[๔] มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ
สั่งว่า การรักษาช้างป่า
ซึ่งกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่าพุทธศักราช ๒๔๖๔
นั้น สมควรจะรวมอยู่ในหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงการปกครองท้องที่ตามเดิม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้โอนหน้าที่การรักษาช้างป่าตามความในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช ๒๔๖๔
ไปอยู่ในหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่บัดนี้ไป และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้แก้ไขข้อความบางแห่งในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช ๒๔๖๔ นั้นใหม่
ดังต่อไปนี้ ๑.
มาตรา ๕ คำว่า “การดูแลช้างป่าให้เป็นหน้าที่กรมจเรสัตว์พาหนะทหารบก
(แผนกพระคชบาล) กระทรวงกลาโหม และสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด
ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองในท้องถิ่น” นั้น ให้แก้เป็นว่า “การดูแลช้างป่า ให้เป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทย
และสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองในท้องถิ่น” นั้น ๒.
คำว่า “กระทรวงกลาโหม หรือเสนาบดีกระทรวงกลาโหม” นั้น ให้แก้เป็น “กระทรวงมหาดไทย
หรือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย” ทุกแห่ง พัชรินทร์/เนติมา/ฐาปนี จัดทำ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๖ วิภา/ปรับปรุง ๑๕ มกราคม ๒๕๕๖ พจนา/ตรวจ ๘ มีนาคม ๒๕๕๖ |