พระราชบัญญัติ สำหรับรักษาช้างป่า พ.ศ.๒๔๖๔ ฉบับปรับปรุง ปัจจุบัน

พระราชบัญญัติ

สำหรับรักษาช้างป่า

พระพุทธศักราช ๒๔๖๔

                  

 

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตามพระราชประเพณีและพระราชกำหนดกฎหมายที่มีสืบมาแต่โบราณ ย่อมถือว่าบรรดาช้างป่าทั้งสิ้น คือ ที่เรียกว่าช้างโขลงก็ดี หรือช้างเถื่อนก็ดี ซึ่งมีอยู่ในพระราชอาณาจักร นับว่าเป็นของหลวงสำหรับแผ่นดิน ผู้ใดจะจับไปใช้สอยต้องขออนุญาตต่อรัฐบาล และต้องแบ่งช้างที่จับได้ให้เป็นช้างหัวป่าสำหรับใช้ราชการแผ่นดิน จึงจะจับช้างป่าไปใช้สอยได้ และถ้าผู้ใดทำอันตรายช้างป่าด้วยประการใด ๆ ย่อมมีโทษตามกฎหมายเป็นธรรมเนียมสืบมา

 

และบัดนี้ ได้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า มีผู้ขออนุญาตจับช้างป่ามากขึ้นกว่าแต่ก่อน และผู้ที่จับบางทีไม่มีกำลังพอที่จะเลี้ยงรักษาไว้ได้ทำให้ช้างล้มตายเสียก็มี ทั้งมีคนร้ายลอบทำอันตรายแก่ช้างพลายที่มีงาเพื่อนำงาไปขายเป็นประโยชน์เสียก็มาก เป็นเหตุให้ช้างป่าลดจำนวนน้อยลงกว่าแต่ก่อน จึงทรงพระราชดำริว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ใช้เป็นกำลังพาหนะได้หลายอย่าง สมควรจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติเดิม ตราพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นไว้เพื่อให้เหมาะแก่กาลสมัยสำหรับการจับ และการป้องกันอันตรายแก่ช้างป่า ทั้งบำรุงพันธุ์ช้างป่าในพระราชอาณาจักรให้เจริญขึ้นด้วย จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไป ดังนี้

 

ว่าด้วยนามและกำหนดใช้พระราชบัญญัติ

                  

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พระพุทธศักราช ๒๔๖๔

 

มาตรา ๒[๑]  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ตั้งแต่วันที่ได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ข้อความใด ๆ ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาช้างป่า ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) กับในกฎเสนาบดีซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ตราขึ้นเนื่องแต่พระราชบัญญัตินั้น หากขัดกับข้อความในพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้ยกเลิกเสียสิ้นตั้งแต่วันที่ใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป

 

ภาค ๑

อธิบายศัพท์

                  

 

มาตรา ๔  คำบางคำที่ใช้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้พึงเข้าใจตามคำอธิบาย ดังนี้

คำว่า ช้างป่า ให้พึงเข้าใจว่า ช้างโขลงก็ดี ช้างเถื่อนก็ดี รวมนับว่าเป็นช้างป่าทั้งสิ้น

คำว่า จับช้าง ให้พึงเข้าใจว่า การที่จะจับช้างด้วยประการใด ๆ เช่น โพนช้าง หรือตั้งคอกดักช้าง นับว่าเป็นการจับช้างทั้งสิ้น

คำว่า ช้างสำคัญ ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ ๗ ประการ

(๑) ตาขาว

(๒) เพดานขาว

(๓) เล็บขาว

(๔) ขนขาว

(๕) พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

(๖) ขนหางขาว

(๗) อัณฑโคตร์ขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

คำว่า ช้างสีปลาด ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๗ อย่าง คือ

(๑) ตาขาว

(๒) เพดานขาว

(๓) เล็บขาว

(๔) ขนขาว

(๕) พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

(๖) ขนหางขาว

(๗) อัณฑโคตร์ขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

คำว่า ช้างเนียม ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีลักษณะ ๓ ประการ คือ

(๑) พื้นหนังดำ

(๒) งามีลักษณะดังรูปปลีกล้วย

(๓) เล็บดำ

 

ภาค ๒

การรักษาช้างป่า

                  

 

มาตรา ๕  การดูแลช้างป่า ให้เป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทย และสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองในท้องถิ่น*

 

ภาค ๓

การจับช้างป่า

                   

 

มาตรา ๖  ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดจับช้างป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๗  ถ้าผู้ใดจะจับช้างป่าในท้องถิ่นมณฑลใด ให้ยื่นเรื่องราวตามแบบหลวงต่อสมุหเทศาภิบาลมณฑลนั้น ถ้าหากว่าผู้ว่าราชการจังหวัดใดได้รับอำนาจพิเศษที่จะอนุญาตให้จับช้างป่าในจังหวัดนั้นได้ จะยื่นเรื่องราวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้

 

มาตรา ๘  ให้สมุหเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจดูจำนวนช้างป่าที่มีอยู่ในมณฑล และจังหวัดที่ตนปกครอง ประมาณมากน้อยเท่าใด การที่จะอนุญาตให้จับช้างป่า ให้อนุญาตให้จับแต่พอเท่าจำนวนที่ช้างจะเกิดเพิ่มเติมขึ้นทัน อย่าให้จับมากจนเป็นเหตุให้พืชพันธุ์ช้างป่าในมณฑล และจังหวัดนั้นลดน้อยไป แต่การที่จะอนุญาตให้จับช้างต้องหารือกระทรวงมหาดไทย*เสียก่อนทุกคราวไป ถ้ากระทรวงมหาดไทย*เห็นว่า ไม่เป็นการขัดข้องอย่างใดแล้ว จึงจะอนุญาตให้จับได้

 

มาตรา ๙  ถ้าสมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่า ช้างป่าในมณฑลและจังหวัดนั้นมีน้อยนัก จะไม่อนุญาตให้จับเพื่อบำรุงพันธุ์ช้างป่าไว้ครั้ง ๑ คราว ๑ ก็ได้ หรือถ้าเห็นจำเป็นจะต้องให้จับบ้าง เพราะเหตุที่การค้าขายในมณฑลนั้นจำเป็นต้องใช้ช้างเป็นพาหนะ สมุหเทศาภิบาลจะให้จับช้างป่าในมณฑลนั้นเป็นช้างหลวง และอนุญาตราษฎรรับเช่าไปใช้สอยประกอบกับการค้าขายก็ได้ แต่การจับต้องได้รับความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย*ดังกล่าวมาแล้วในมาตรา ๘ นั้นเสียก่อนเสมอ

 

มาตรา ๑๐  ถ้ามีผู้ยื่นเรื่องราวขออนุญาตจับช้างป่า ให้สมุหเทศาภิบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีอำนาจจะออกใบอนุญาต จัดการไต่สวนข้อความเหล่านี้ให้เป็นที่พอใจก่อน คือ

ข้อ ๑  ผู้ขออนุญาตต้องมีช้างต่อและกำลังพาหนะ ทั้งเครื่องมือที่จะจับช้างให้พอสมควรแก่การที่จะจับช้างให้ได้โดยเรียบร้อย

ข้อ ๒  ผู้ขออนุญาตต้องทำสัญญาทัณฑ์บนให้ว่า ในการที่จะไปจับช้างป่านั้น เมื่อจับช้างได้แล้วจะแจ้งให้เจ้าพนักงานซึ่งสมุหเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตั้งไว้ให้เป็นผู้ตรวจตราทราบภายใน ๓ วันนับแต่วันที่จับได้ และจะส่งช้างหัวป่าหรือเสียหัวป่าแทนตัวช้างตามพระราชบัญญัตินี้ ก่อนที่จะพาช้างที่จับได้ไปที่อื่น ในการทำสัญญาทัณฑ์บนนี้ ถ้าสมุหเทศาภิบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรจะบังคับให้ผู้ขออนุญาตวางเงินประกัน หรือให้มีผู้รับประกันเป็นจำนวนเงินตามสมควรแก่จำนวนช้างที่จะจับเบ็ดเสร็จไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ก็เรียกได้ ถ้าผู้ขออนุญาตจับช้างกระทำผิดทัณฑ์บน เงินประกันและช้างที่จับได้ให้ริบเป็นของหลวงทั้งสิ้น

ข้อ ๓  ต้องให้ผู้ขออนุญาตเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราในพระราชบัญญัตินี้ก่อน

 

มาตรา ๑๑  เมื่อได้จัดการไต่สวนตามความที่ว่ามาในมาตราก่อนจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้ออกใบอนุญาตให้ ใบอนุญาตใบ ๑ ให้มีกำหนดใช้ได้ ๑๒ เดือน แต่ผู้ได้รับอนุญาตจะเอาใบอนุญาตไปโอนต่อให้ผู้อื่นอีกไม่ได้เป็นอันขาด

 

มาตรา ๑๒  ผู้ใดมีช้างสำคัญ หรือช้างสีปลาด หรือช้างเนียม โดยเหตุที่ตนจับได้ หรือโดยแม่ช้างของตนตกออกมา หรือโดยเหตุอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ต้องนำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จให้ตามสมควร

บรรดาช้างชนิดที่กล่าวมาแล้วนี้ ต้องเป็นและคงเป็นสมบัติของแผ่นดินเสมอ การที่จะโอนกรรมสิทธิ์แก่กันโดยวิธีซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ปัน หรือโดยวิธีอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี นับว่าใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น ผู้ที่ยึดถือช้างเช่นนั้นไว้ต้องมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้นำส่ง และเจ้าหน้าที่มีอำนาจจะเข้ายึดเอาตัวช้างได้แม้โดยใช้อำนาจ หากผู้ที่รักษาช้างอยู่นั้นบิดพลิ้วไม่ยอมมอบตัวให้

 

ภาค ๔

ว่าด้วยภาคหลวง

                  

 

มาตรา ๑๓  กำหนดภาคหลวงที่จะเรียกในการจับช้างป่านี้ ให้เรียกโดยจำนวน ๕ ชัก ๑ จะเรียกโดยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่างนี้ก็ได้ แล้วแต่ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตให้จับช้างนั้นจะเห็นสมควร คือ

ข้อ ๑  ชักตัวช้างที่จับได้เป็นช้างหัวป่า ถ้าจับได้ ๕ ตัวชักตัว ๑ วิธีจะชักนั้นให้เขียนฉลากตัวช้างที่จับได้คละกัน และให้เจ้าพนักงานจับฉลากต่อหน้าผู้ขออนุญาต จับฉลากได้ตัวใดให้ชักช้างตัวนั้นไว้เป็นช้างหัวป่า ผู้ขออนุญาตต้องโยงช้างหัวป่าส่งยังที่ว่าการอำเภอ หรือที่แห่งหนึ่งแห่งใดซึ่งสมุหเทศาภิบาล และผู้ว่าราชการจังหวัดจะได้สั่งให้ส่งภายในกำหนด ๓ เดือนนับแต่วันที่จับได้

ข้อ ๒  ให้เจ้าพนักงานผู้ตรวจกับเจ้าของช้างตีราคาช้างป่าที่จับได้เทียบราคาที่จะขายได้ในเวลานั้นเป็นราคาเท่าใด ให้เรียกเงินตามจำนวน ๑ ใน ๕ แทนช้างหัวป่าจากผู้ขออนุญาต ถ้าหากว่าการตีราคาไม่เป็นที่ตกลงกัน ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายเลือกคนกลางคน ๑ เป็นผู้ชี้ขาด

 

มาตรา ๑๔  เมื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จับช้างป่า จับได้ช้างได้แล้ว ๑ หรือหลายเชือก ท่านว่าช้างนั้นยังคงเป็นสมบัติของแผ่นดิน และจะโอนไปเป็นสิทธิแก่ผู้รับอนุญาตจับช้างมิได้ นอกจากและจนกว่าจะได้ชำระเงินค่าภาคหลวงตามที่กล่าวในภาคนี้นั้นครบถ้วนแล้ว

 

มาตรา ๑๕[๒]  ค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตจับช้างป่าให้เรียกเก็บดังนี้ คือ

(๑)  ถ้าใช้ช้างต่อหมอควาญไปเที่ยวไล่โพนจับช้างป่า ให้ออกใบอนุญาตเป็นรายตัวช้างต่อตัวละ ๕๐ บาท

(๒)  ถ้าตั้งคอกดักช้างป่า ครั้งละหลาย ๆ ตัว ให้ออกใบอนุญาตคอกละ ๔๐๐ บาท

ผู้ที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว แม้ไม่ไปจับช้างป่าก็ดี หรือไปจับช้างป่าไม่ได้ก็ดี ไม่ต้องคืนค่าธรรมเนียมให้

 

มาตรา ๑๖  ผู้รับอนุญาตให้จับช้างป่าในเขตแขวงจังหวัดใด จับได้แต่ในเขตแขวงจังหวัดนั้น จะเอาใบอนุญาตไปจับช้างในเขตแขวงอื่นไม่ได้ เว้นไว้แต่ ถ้าไล่โพนช้างในเขตแขวงจังหวัดที่ได้รับอนุญาต แต่ไปจับได้ในเขตแขวงจังหวัดอื่น ไม่มีโทษ

 

ภาค ๕

การฟ้องและกำหนดโทษ

                  

 

มาตรา ๑๗  ผู้ใดจับช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม โดยมิได้รับอนุญาตตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๘๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วยทั้ง ๒ สถาน

ส่วนช้างซึ่งผู้กระทำผิดจับได้นั้น ให้ริบเป็นของหลวง

 

มาตรา ๑๘  ผู้ใดฆ่าช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม ผู้นั้นมีความผิด ต้องระวางโทษสำหรับช้าง ๑ ตัวที่ได้ฆ่าตาย คือ จำคุกไม่เกินกว่า ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วยทั้ง ๒ สถาน

 

มาตรา ๑๙  ผู้ใดทำร้ายช้างป่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑๘ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วยทั้ง ๒ สถาน

 

มาตรา ๒๐  แต่การลงโทษตามความใน ๒ มาตราข้างบนนั้น ท่านให้งดเว้น ในเมื่อ

(๑) ผู้ซึ่งฆ่าหรือทำร้ายช้างป่านั้น ได้กระทำลงโดยเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันชีวิต หรือทรัพย์สมบัติของตนหรือของผู้อื่น

(๒) ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตจับช้างป่า ทำการจับช้างเป็นผลให้ช้างต้องตาย หรือบาดเจ็บลงในระหว่างนั้น โดยพฤติการณ์อันพ้นวิสัยจะป้องกันหลีกเลี่ยงได้

 

มาตรา ๒๑  ผู้ใดมีช้างสำคัญ หรือช้างสีปลาด หรือช้างเนียมแล้ว และปล่อยเสีย หรือปิดบังซ่อนเร้นช้างนั้นไว้ หรือจะอย่างไรก็ตาม หากขัดขืนไม่นำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามความในมาตรา ๑๒ มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท และโทษนี้ไม่ลบล้างการที่ช้างนั้นจักพึงต้องริบเป็นของหลวง

 

มาตรา ๒๒  ผู้ใดได้รับอนุญาตให้จับช้างป่าในจังหวัด ๑ แล้ว และนำใบอนุญาตนั้นไปใช้สำหรับจับช้างป่าในจังหวัดอื่น โดยเป็นการฝ่าฝืนความในมาตรา ๑๖ นั้นไซร้ ท่านว่ามีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท

 

มาตรา ๒๓  ให้กรมอัยการเป็นเจ้าหน้าที่สำหรับฟ้องร้องคดีซึ่งมีผู้ทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้

 

ภาค ๖

บงการ

                  

 

มาตรา ๒๔  ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย*เป็นผู้รักษาพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๒๕  ให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย*มีอำนาจที่จะตั้งกฎข้อบังคับสำหรับจัด และรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อกฎข้อบังคับนั้นได้ลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้ได้เป็นส่วน ๑ ของพระราชบัญญัตินี้

 

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๐ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลปัจจุบันนี้


พระราชบัญญัติสำหรับรักษาช้างป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓[๓]

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติสำหรับรักษาช้างป่า พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้ตามสภาพที่เป็นอยู่ในสมัยเมื่อประกาศใช้ ต่อมาสถานการณ์ทางการเงินเปลี่ยนแปลงไป จึงสมควรกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไล่โพนจับช้างป่า และใบอนุญาตตั้งคอกจับช้างป่าเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

*ประกาศ เรื่องโอนหน้าที่การรักษาช้างป่าจากกระทรวงกลาโหมมาอยู่ในกระทรวงมหาดไทย และให้แก้คำบางคำในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พ.ศ. ๒๔๖๔[๔]

                    มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า การรักษาช้างป่า ซึ่งกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่าพุทธศักราช ๒๔๖๔ นั้น สมควรจะรวมอยู่ในหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงการปกครองท้องที่ตามเดิม

                    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนหน้าที่การรักษาช้างป่าตามความในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช ๒๔๖๔ ไปอยู่ในหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่บัดนี้ไป

                    และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขข้อความบางแห่งในพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช ๒๔๖๔ นั้นใหม่ ดังต่อไปนี้

                   ๑. มาตรา ๕ คำว่า “การดูแลช้างป่าให้เป็นหน้าที่กรมจเรสัตว์พาหนะทหารบก (แผนกพระคชบาล) กระทรวงกลาโหม และสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองในท้องถิ่น” นั้น ให้แก้เป็นว่า “การดูแลช้างป่า ให้เป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทย และสมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองในท้องถิ่น” นั้น

                    ๒. คำว่า “กระทรวงกลาโหม หรือเสนาบดีกระทรวงกลาโหม” นั้น ให้แก้เป็น “กระทรวงมหาดไทย หรือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย” ทุกแห่ง

 

 

พัชรินทร์/เนติมา/ฐาปนี  จัดทำ

๑๑ มีนาคม ๒๕๔๖

 

วิภา/ปรับปรุง

๑๕ มกราคม ๒๕๕๖

พจนา/ตรวจ

๘ มีนาคม ๒๕๕๖

 



[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๘/-/หน้า ๗๕/๒๖ มิถุนายน ๒๔๖๔

[๒] มาตรา ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสำหรับรักษาช้างป่า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓

[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๗/ตอนที่ ๗๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๗/๑๔ กันยายน ๒๕๐๓

[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๑/-/น่า ๑๗๕/๒๖ ตุลาคม ๒๔๖๗