ฟ้อง คดีหมิ่นประมาท
หลักการบรรยาย
1 ต้องบรรยายข้อความที่จำเลยกล่าวหรือไขข่าวทุกอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ (ลอกถ้อยคำตาม ข้อสอบ )
2 อธิบายว่าบุคคลที่จำเลยกล่าวถึง หรือไขข่าวนั้นหมายถึงตัวโจทก์
3 อธิบายความหมายของข้อความที่จำเลยกล่าว หรือไขข่าวนั้นหมายความว่าอย่างไร
4 อธิบายว่าข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง แต่ความจริงนั้นโจทก์ไม่ได้เป็นไปดังที่จำเลยกล่าวอย่างไร
5 ข้อความที่จำเลยกล่าวหรือไขข่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง หรือเกียรติคุณ หรือเสียหายแก่ทางทำมาหาได้ ทางเจริญของโจทก์อย่างไร
แบบทดสอบฟ้องหมิ่นประมาท
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 นางสาวสวย สมส่วน ได้มาพบท่านซึ่งเป็นทนายความเล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 เวลาประมาณ 13.00 นขณะที่นางสาวสวยสมส่วน กำลังร้องเพลงแสดงคอนเสิร์ตอยู่บนเวที ที่ศูนย์ แสดงสินค้า เมืองทองธานีอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้มีนายดำ สำลี และนายแดง ธรรมดา ซึ่งไม่เคยรู้จักกับนางสาวสวย สมส่วน มาก่อน เข้ามาชมคอนเสิร์ตในวันดังกล่าวด้วย และนายดำ สำลีได้ร้องตะโกนขึ้น ด้วยเสียงอันดังได้ยินกันทั่วในห้องว่า "เฮ้ยเฮ้ย ใครเอาโสเภณีมาร้องเพลงวะ" จากนั้นนายแดง ธรรมดา ร้องตะโกนสนับสนุนว่า " เออจริงด้วยว่ะ อีนี่เป็นโสเภณี อยู่ที่โรงแรมเลิฟลี่นี่หว่า"
นางสาวสวย สมส่วน เล่าว่าตนเองเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักและนิยมของคนทั่วไป และเป็นผู้มีความประพฤติดีอยู่ในศีลธรรม ประเพณีและวัฒนธรรมของหญิงไทย จนได้รับรางวัลศิลปินหญิงดีเด่น ด้านประเพณีและวัฒนธรรมของปี 2545
วันที่ 28 ธันวาคม 2548 นางสาวสวย สมส่วน ได้แต่งตั้งท่านให้เป็นทนายความดำเนินคดีกับผู้ที่ต้องรับผิด ท่านจึงได้ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามส่งไปยังผู้ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่ไม่มีผู้ใดชดใช้ค่าเสียหายให้
ในวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ท่านจึงได้ยื่นฟ้องผู้ที่ต้องรับผิดเป็นคดีแพ่ง ให้ชดใช้ค่าเสียชื่อเสียงเกียรติคุณ และทางทำมาหาได้ อันเนื่องมาจากคำพูดหมิ่นประมาทเป็นเงิน 1000000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ จนกว่าจะชำระครบถ้วน ( ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 75000 บาท )
แนวธงคำตอบ
นางสาวสวย สมส่วน โจทก์
นายดำ สำลี ที่1,นายแดง ธรรมดา ที่2 จำเลย
ข้อ 1 โจทก์เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมของคนทั่วไป เป็นผู้มีความประพฤติดีอยู่ในกรอบประเพณีและวัฒนธรรมของหญิงไทย จะได้รางวัลเป็นศิลปินหญิงตัวอย่างดีเด่น ด้านประเพณีและวัฒนธรรมประจำปี 2545 รายละเอียดปรากฏตาม ภาพถ่ายโล่ห์รางวัล เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1
ข้อ 2 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 เวลา 13:00 น ขณะที่โจทก์กำลังร้องเพลงแสดงคอนเสิร์ตอยู่บนเวที ที่ศูนย์ แสดงสินค้าเมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เข้ามาชมคอนเสิร์ตอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 ได้ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า " เฮ้ยเฮ้ยใครเอาโสเภณีมาร้องเพลงวะ" จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ร้องตะโกนสนับสนุนว่า " เออจริงด้วยวะ อีนี่เป็นโสเภณีอยู่ที่โรงแรมเลิฟลี่นี่หว่า " จำเลยทั้งสองตะโกน ขึ้นด้วยเสียงอันดัง ผู้ที่มาชมคอนเสิร์ตอยู่จำนวนมาก ได้ยินกันทั่วไป
ในขณะนั้นมีโจทก์เพียงคนเดียวที่ยืนร้องเพลงอยู่บนเวที ดังนั้นข้อความที่จำเลยทั้งสองกล่าวขึ้นนั้น คำว่า "อีนี่ " คนทั่วไปที่ได้ยินย่อมต้องเข้าใจว่าหมายถึงตัวโจทก์
และคำว่า"โสเภณี"นั้น คนทั่วไปที่ได้ยินย่อมต้องเข้าใจว่าโจทก์เป็นหญิงขายตัว เลี้ยงชีพโดยการให้ผู้ชาย เข้ามาปลดเปลื้องทางเพศ โดยร่วมเพศกับโจทก์ แลกกับการได้ให้เงินโจทก์ เป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งเป็นหญิงไม่ดี ประพฤติชั่วสำส่อนทางเพศ
ซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดีว่า ข้อความที่ตนกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง ความจริงโจทก์ไม่เคยเป็นโสเภณีขายตัว ประพฤติตนเสื่อมเสียดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวหา
ข้อ 3 การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง เป็นการร่วมกันจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และทางทำมาหาได้ของโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
ข้อ 4 จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกัน รับผิดชดใช้ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติคุณ และทางทำมาหาได้ จากคำพูดหมิ่นประมาทให้แก่โจทก์ คิดเป็นเงิน 1000000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง เป็นเงิน 75,000 บาท แล้วดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 1000000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
ก่อนฟ้องโจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองหลายครั้งแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือแล้ว เพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถาม และใบตอบรับของบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ถึง 5
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลยทั้งสองได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้อง เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง บังคับจำเลยทั้งสองต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
คำขอท้ายฟ้อง
ข้อ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกัน ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 1075000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1000000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกัน ชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความแทนโจทก์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ แบ่งปันสมาชิก เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำบรรยาย ฝึกอบรมตั๋วทนาย ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
เยี่ยมชม/ดาวน์โหลด : 11761 ครั้ง
|