ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ค่าไถ่
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2529   

    
ป.อ. มาตรา 86, 313, 315

  
  จำเลยที่1กับจำเลยคนอื่นร่วมกันจับตัวผู้เสียหายไปเพื่อเรียกค่าไถ่ขณะที่บุตรชายของผู้เสียหายนำเงินค่าไถ่ไปให้จำเลยที่1มีจำเลยที่2และจำเลยที่4ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่1กับพวกอีก3คนอยู่ในที่นั้นด้วยจำเลยที่4พูดกับบุตรชายของผู้เสียหายว่า"เขาเอาเท่าไหร่ก็ให้เขาไปเสียจะได้หมดเวรหมดกรรมกัน"พฤติการณ์ของจำเลยที่4เป็นการช่วยพูดให้บุตรชายผู้เสียหายหาเงินค่าไถ่มาให้ตามที่พวกจำเลยเรียกร้องเข้าลักษณะความผิดฐานกระทำการเป็นคนกลางเรียกทรัพย์สินจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวเท่านั้น.

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกกับพวกฐานปล้นทรัพย์ กับฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนจี้บังคับขู่เข็ญและยิงปืนขู่ ข่มขืนใจ นายสมัครนวลชม กับ นายสมควร นวลชม ผู้เสียหายให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตแล้ว ร่วมกันจับตัวผู้เสียหายไปหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อประสงค์จะได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยสำหรับจำเลยที่ 4 ขอให้ลงโทษฐานกระทำการเป็นคนกลาง โดยเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใดที่มิควรได้จากผู้อื่นที่จะให้ค่าไถ่ โดยเรียกค่าไถ่ตัวนายสมัครผู้เสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท จากนายนิคมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 313, 315, 340, 340 ตรี, 91, 83, 33ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2,11, 14, 15 และขอให้ริบของกลาง

 
จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง เว้นแต่ข้อหาปล้นทรัพย์คงปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1318/2524ของศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยให้เรียกนายคนองหรือกลม เพชรบูรณินจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 7 นายสมัคร นวลชม ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาตและพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5ที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 313 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวว่าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 ซึ่งเป็นบทหนัก ประกอบมาตรา 316วางโทษจำคุกคนละ 18 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 6 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 คงจำคุกคนละ 15 ปี จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 315 ประกอบมาตรา 316 วางโทษจำคุก 10 ปี

 
จำเลยที่ 4, ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 ประกอบมาตรา 316 และมาตรา 86 จำคุก6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์และจำเลยที่ 5 ที่ 6 ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่22 มีนาคม 2524 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา โจทก์ร่วมถูกคนร้ายหลายคนใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญบังคับจับตัวไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ จนกกระทั่งวันที่ 11 เมษายน 2524 บุตรของโจทก์ร่วมนำเงินค่าไถ่จำนวน 200,000 บาท ไปมอบให้แก่คนร้าย คนร้ายจึงปล่อยโจทก์ร่วม ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่4 กระทำการเป็นคนกลางเรียกหรือรับค่าไถ่ดังโจทก์ฟ้อง หรือเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าว และตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ร่วมเป็นคนร้ายจับโจทก์ร่วมไปเรียกค่าไถ่และหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้หรือไม่

 
สำหรับจำเลยที่ 4 ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความนายนิคมนวลชม พยานโจทก์ ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ร่วมว่า ในวันที่ 11 เมษายน 2524เวลา 11 นาฬิกา นายนิคมกับนายสนับได้เดินทางไปที่บริษัทขนส่งลำนารายณ์ ตามที่จำเลยที่ 5 นัดให้นำเงินค่าไถ่ไปให้ ได้พบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 กับคนร้ายอีก 3 คน นายนิคมบอกว่ามีเงินไม่ถึง500,000 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ไม่ตกลง จำเลยที่ 5 ให้นายนิคมนั่งรถจักรยานยนต์ ซึ่งจำเลยที่ 7 เป็นคนขับไปที่ร้านอาหารข้างธนาคารกสิกรไทย นายนิคมบอกว่ามีเงินเพียง 200,000 บาท จำเลยที่ 5 ตกลงเอาตามนั้น นายนิคมจึงให้นายสนับกลับไปเอาเงินที่บ้านจากนั้นจำเลยที่ 5 ให้นายนิคมกับจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยที่ 5 ขับ โดยว่าจะพาไปหาโจทก์ร่วมในป่า แต่ไปได้ประมาณ 5 กิโลเมตรยางรถรั่ว จำเลยที่ 5 จึงขับรถย้อนกลับไปทางลำนารายณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 กับนายนิคมนั่งรถไปที่พุเตย ได้พบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 กับพวกอีก 3 คน จำเลยที่ 4 ถามนายนิคมว่า เป็นลูกชายคนที่ถูกจับไปใช่ไหม นายนิคมตอบว่า ใช่ จำเลยที่ 4 ก็ว่า เขาเอาเท่าไหร่ ก็ให้เขาไปเสียจะได้หมดเวรหมดกรรมกันต่อมานายสนับขับรถยนต์ไปถึง หลังจากนั้นนายนิคมก็มอบเงิน 200,000บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 4 ต้องรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 4 กับพวกคนร้ายได้ร่วมกันจับตัวโจทก์ร่วมไปเรียกค่าไถ่ ที่จำเลยที่ 4 พูดกับนายนิคมบุตรโจทก์ร่วมดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการช่วยพูดสนับสนุนให้นายนิคมหาเงินค่าไถ่มาให้ตามที่คนร้ายเรียกร้องการกระทำของจำเลยที่ 4 เข้าลักษณะกระทำการเป็นคนกลางเรียกทรัพย์สินอันมิควรได้จากผู้ที่จะให้ค่าไถ่ดังโจทก์ฟ้อง มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัย...

 
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์."

    
(อุทิศ บุญชู - จุนท์ จันทรวงศ์ - ประพันธ์ ผลฉาย)

 
 

 
หมายเหตุ

  
ความผิดฐานกระทำตนเป็นคนกลางระหว่างผู้เรียกค่าไถ่กับผู้ที่จะให้ค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 นั้น (1) จะต้องมีการ "กระทำการเป็นคนกลาง" คือเป็นผู้ติดต่อระหว่างผู้กระทำความผิดฐานเรียกค่าไถ่กับผู้ที่จะให้ค่าไถ่ (2) โดยจะต้องมีการ "เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใดจากผู้กระทำความผิดตามมาตรา 313 หรือจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่" และ (3) ทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นจะต้องเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ "มิควรได้" ด้วย นอกจากนี้ยังจะต้องมีองค์ประกอบความผิดในส่วนจิตใจ คือมีเจตนาที่จะเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มิควรได้นั้นด้วย

 
ตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ปรากฏเพียงว่า ในวันที่นำค่าไถ่ไปมอบให้คนร้ายนั้น จำเลยที่ 4 อยู่ในสถานที่ส่งมอบเงินค่าไถ่ด้วย โดยจำเลยที่ 4 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายคนหนึ่ง และจำเลยที่ 4 ได้พูดกับผู้นำค่าไถ่ไปให้คนร้ายว่า "เขาเอาเท่าไหร่ก็ให้เขาไปเสียจะได้หมดเวรหมดกรรมกัน" เช่นนี้จะได้ว่าครบองค์ประกอบเป็นความผิดฐานกระทำตนเป็นคนกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 แล้วหรือ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏแต่อย่างใดว่าจำเลยที่ 4 ได้เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชย์ใดเพื่อตัวจำเลยที่ 4 เอง ทั้งลักษณะถ้อยคำที่จำเลยที่ 4 พูดก็ยังไม่ชัดว่าพูดเพื่อให้ผู้ถูกกักขังได้รับอิสรภาพ หรือเพื่อให้คนร้ายได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้ที่จะให้ค่าไถ่

 
ในจุดแรกที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดเพื่อตัวของจำเลยที่ เองนั้น ท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้เคยบันทึกหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2523 ไว้ว่า ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มิควรได้ที่คนกลางเรียก รับ หรือยอมจะรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 นี้เป็นคนละสิ่งคนละจำนวนกับค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 มิใช่คนกลางรับค่าไถ่จากผู้ไถ่เอาไปให้ผู้ร้ายโดยไม่ได้รับประโยชน์อะไรเป็นส่วนตัวเลย อย่างไรก็ตาม กรณียังอาจตีความไปอีกทางหนึ่งได้ว่าข้อโต้แย้งนี้น่าจะไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315มิได้บัญญัติว่าผู้กระทำเป็นคนกลางจะต้องเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มิควรได้มาให้แก่ตนเอง การเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มิควรได้จากผู้ที่จะให้ค่าไถ่ไปให้แก่ผู้กระทำผิดตามมาตรา 313 หรือแก่ผู้อื่นก็น่าจะถือเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 ได้แล้ว การที่จำเลยที่ 4 ในคดีนี้พูดว่า "เขาเอาเท่าไหร่ก็ให้เขาไปเสีย..." จึงถือได้ว่าเป็นการเรียกทรัพย์สินจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่ อันเป็นองค์ประกอบความผิดในส่วนการกระทำของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 แล้ว (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2523 และ 465/2527)

 
ปัญหาคงเหลือเพียงว่าการที่จำเลยที่ 4 พูดในพฤติการณ์เช่นนั้นเป็นการพูดเรื่องให้ผู้ถูกกักขังได้รับอิสรภาพ หรือเพื่อให้คนร้ายได้ทรัพย์สินไปจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่ เพราะหากเป็นการพูดเพื่อช่วยผู้ถูกกักขังเพื่อให้ผู้ถูกกักขังได้รับอิสรภาพ การกระทำนั้นก็จะไม่เป็นความผิดเพราะขาดเจตนา และยังเป็นเหตุให้ทรัพย์สินที่เรียกไม่เป็น "ทรัพย์สินที่มิควรได้" ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 315 อีกด้วย (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2527) ในทางตรงกันข้ามหากเป็นการพูดเพื่อให้คนร้ายได้ค่าไถ่สำเร็จย่อมต้องถือว่าทรัพย์สินดังกล่าว "เป็นสิ่งที่มิควรได้ คือ ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมาย การติดต่อให้การได้ค่าไถ่สำเร็จย่อมเป็นการที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีอยู่ในตัว" (ดูคำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอนที่ 2 และ ภาค 3 ของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 2128-2129)ลักษณะการพูดของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ แม้โดยเนื้อความอาจจะฟังเข้าใจไปในทางที่จะให้ผู้ถูกกักขังได้รับอิสรภาพได้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 4 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายคนหนึ่งในคดีนี้ ทั้งยังร่วมอยู่กับคนร้ายอื่น ๆ ในเวลาและสถานที่ที่มีการส่งมอบเงินค่าไถ่ให้แก่คนร้าย โดยที่สถานที่ดังกล่าวมิใช่บ้านหรือสถานที่อื่นซึ่งจำเลยที่ 4 มีเหตุผลจะต้องไปปรากฏตัวอยู่ด้วยจึงพอฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 4 พูดเช่นนั้นเป็นการพูดเรียกทรัพย์สินจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่เพื่อให้คนร้ายได้ค่าไถ่สำเร็จ อันเป็นการเรียกทรัพย์สินที่มิควรได้ เป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงน่าจะชอบแล้ว ถึงแม้ว่าพยานหลักฐานจะไม่ชัดเจนเหมือนดัุงกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2523 และ 465/2527 ก็ตาม.


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1202 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ค่าไถ่ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]