คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2529
พ.ร.บ.จดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ.2514
ป.พ.พ. มาตรา 458, 1078
ป.อ. มาตรา 137, 267, 341
จำเลยที่ 2 ขายเครื่องจักรผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งมีหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องจักรให้โจทก์ โจทก์ชำระราคาครบถ้วนและรับมอบเครื่องจักรแล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์ต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 ด้วย ดังนั้นกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์คือเครื่องจักรจึงยังไม่เปลี่ยนมือไปยังโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปพูดหลอกลวงโจทก์เพื่อขอรับหนังสือสำคัญการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรและโจทก์หลงเชื่อมอบหนังสือดังกล่าวให้ไป การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงเพราะหนังสือนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรให้จำเลยที่ 1ต่อเจ้าพนักงานจึงมิใช่เป็นการแจ้งความเท็จหรือกล่าวเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่จดแจ้งข้อความลงในเอกสารอันจะเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267 จำเลยที่ 2 โอนหุ้นให้โจทก์หมดแล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดแทน จำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ การที่จำเลยที่ 2 ไปทำนิติกรรมโอนขายเครื่องจักรในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137
________________________________
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน และมาตรา 341 รวมสองกระทง จำคุกคนละ 1 ปีปรับคนละ 4,000 บาท รอการลงโทษไว้ 2 ปี โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกล่าวหาเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คงมีคำสั่งประทับฟ้องเฉพาะข้อหาตามมาตรา 341, 137, 267, 83, 90 และ 91ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบพอสรุปได้ว่า จำเลยที่ 2ได้ตกลงขายเครื่องจักรผลิตปุ๋ยเคมีให้โจทก์จำนวน 9 เครื่องโจทก์ได้ชำระราคาครบถ้วนและรับมอบเครื่องจักรจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 แล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อมาจำเลยทั้งสองได้สมคบกันด้วยเจตนาทุจริต โดยจำเลยที่ 1ได้กล่าวเท็จหลอกลวงโจทก์ขอรับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องจักร อ้างว่าจะนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลางเพื่อให้มีการตรวจสอบเครื่องหมายและหมายเลขเครื่องจักรทั้ง 9 เครื่องดังกล่าว ซึ่งความจริงมิได้มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบแต่ประการใด โจทก์หลงเชื่อจึงมอบหนังสือสำคัญการจดทะเบียนเครื่องจักรให้จำเลยที่ 1 ไป แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงาน จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรทั้ง 9 เครื่องให้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ผู้โอนกระทำในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานปุ๋ยผลดีอุตสาหกรรมในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นความเท็จเพราะจำเลยที่ 2ได้โอนหุ้นให้โจทก์หมดแล้ว แต่ยังมิได้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นผู้จัดการ
จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ได้มาติดต่อขอซื้อเครื่องจักร9 เครื่องจากจำเลยที่ 2 โดยเอารถยนต์โตโยต้าหนึ่งคันตีราคาหนึ่งแสนบาทมาวางเป็นค่ามัดจำ ต่อมาโจทก์ผิดสัญญาโดยเช็คที่โจทก์ออกให้ชำระค่าเครื่องจักรที่เหลือขึ้นเงินไม่ได้ โจทก์ยอมให้จำเลยริบรถยนต์ที่วางมัดจำไว้นายกวีสามีจำเลยที่ 1 มาซื้อเครื่องจักรจากจำเลยที่ 2 เมื่อได้มีการเจรจาตกลงกันแล้ว จำเลยที่ 2จึงได้โอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรทั้ง 9 เครื่องให้กับจำเลยที่ 1พร้อมทั้งมอบหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้กับจำเลยที่ 1 ไปการกระทำของจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยสุจริตมิได้ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์แต่ประการใด
ในเบื้องต้นเห็นสมควรพิจารณาก่อนว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับเครื่องจักรอันเป็นมูลให้เกิดข้อกล่าวหากันในทางอาญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้นั้นได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์ชนิดนี้ไว้อย่างไร
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักรพ.ศ. 2514 มาตรา 3 ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "จดทะเบียนเครื่องจักร"หมายถึงการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ หรือการจดทะเบียนนิติกรรมอย่างอื่นในภายหลัง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าเครื่องจักรใดเมื่อได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์แล้วย่อมสามารถนำไปจดทะเบียนนิติกรรมประเภทอื่นได้ด้วยเช่นการจดทะเบียนจำนองหรือขายฝากตามมาตรา 5 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนอกจากนี้มาตรา 12 ก็บัญญัติว่า ในกรณีที่เครื่องจักรที่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้แล้วได้มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญไปจากรายการที่ได้จดทะเบียนไว้ให้ผู้ถือหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเกี่ยวกับเครื่องจักรนำหนังสือสำคัญการจดทะเบียนมาขอจดทะเบียนใหม่ต่อนายทะเบียนที่ได้ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนนั้น ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น หากมีการจดทะเบียนนิติกรรมในลักษณะใดก็ย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนั้น ๆและถือว่าเครื่องจักรที่ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์แล้วย่อมเปลี่ยนสถานะจากสังหาริมทรัพย์ธรรมดากลายมาเป็นสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ การโอนกรรมสิทธิ์จึงต้องทำการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 ด้วยมิฉะนั้นถือว่าไม่สมบูรณ์ ฉะนั้น โดยผลของกฎหมายดังกล่าวตราบใดที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ยังมิได้ทำการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์คือเครื่องจักรจึงยังไม่เปลี่ยนมือไปยังโจทก์และจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ก็ยอมรับว่าการซื้อขายนี้ยังไม่ได้จดทะเบียน ดังนั้น ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2ใช้ให้จำเลยที่ 1 ไปพูดหลอกลวงโจทก์เพื่อขอรับหนังสือสำคัญการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร และโจทก์หลงเชื่อจึงมอบหนังสือสำคัญดังกล่าวให้ไปอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้นหากความจริงจะเป็นดังโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ยังไม่เข้าองค์ประกอบเป็นความผิด เพราะหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนนั้นเป็นของจำเลยที่ 2 ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 2นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรให้จำเลยที่ 1 ต่อเจ้าพนักงานจึงมิใช่เป็นการแจ้งความเท็จ หรือกล่าวเท็จเพื่อให้เจ้าหน้าที่จดแจ้งข้อความลงในเอกสารตามที่โจทก์กล่าวหา และสำหรับหุ้นที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนให้โจทก์หมดแล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงงานปุ๋ยผลดีอุตสาหกรรมนั้น เห็นว่าโดยนิตินัยจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ไปทำนิติกรรมโอนขายเครื่องจักรในนามของห้างฯ ขายให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยเป็นเรื่องโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่งเท่านั้นหามีมูลเป็นความผิดทางอาญาแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีก"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(สวัสดิ์ รอดเจริญ - ทวี กสิยพงศ์ - เสรี แสงศิลป์)
หมายเหตุ
เคยมีคดีเรื่องมอบโฉนดเป็นประกันหนี้แล้วหลอกเอาโฉนดคืนไป ศาลตัดสินว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เช่นฎีกาที่725/247617 ธส.957 และฎีกาที่ 2132/25172517 ฎ.ธ.1137กับควรดูฎีกาที่16/25102510ฎ.71 ด้วยในปัญหาเกี่ยวกับเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของตนเองมอบไว้แก่ผู้อื่นเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงเอากลับคืนมาได้หรือไม่
ในเรื่องนี้เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรซึ่งมีพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นกฎหมายที่ประสงค์ให้จดทะเบียนจำนองเครื่องจักรได้ และทำนิติกรรมอื่นได้ด้วย มีข้อที่ควรเข้าใจถึงหลักการเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ตามพระราชบัญญัตินี้
การจดทะเบียนเครื่องจักรคือจดทะเบียนกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนนิติกรรมอื่นหลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์แล้วมุ่งถึงการจำนองเครื่องจักรตามมาตรา 5 เป็นสำคัญโดยให้เครื่องจักรที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้แล้วเป็นสังหาริมทรัพย์ที่จำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 703(4) และนำมาตรา 1299,1300,1301มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ผลของบทบัญญัติมาตรา 5 นี้คือ จำนองเครื่องจักรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 714 นิติกรรมจำนองเป็นโมฆะตามมาตรา 115 คือไม่ทำตามแบบนิติกรรม
ข้อที่ควรสังเกตคือ ถ้าเป็นนิติกรรมอื่น เช่นซื้อขายเครื่องจักรที่จดทะเบียนแล้วดังในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 ที่บัญญัติถึงแบบของสัญญาซื้อขายระบุเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และให้ใช้ตลอดถึงเรือตามชนิดและขนาดที่ระบุไว้แพและสัตว์พาหนะเท่านั้น หาได้ระบุถึงทรัพย์สินอื่นที่จดทะเบียนแล้วให้มีแบบต้องทำตามเช่นนี้ด้วยไม่ ซึ่งต่างกับมาตรา 703(4)ในเรื่องจำนอง
ด้วยเหตุนี้การซื้อขายเครื่องจักรที่มิได้จดทะเบียนซื้อขายจึงไม่ใช่นิติกรรมที่ต้องทำตามแบบในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ในพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักรฯมาตรา 5 มิได้บังคับว่าการทำนิติกรรมเกี่ยวกับเครื่องจักรที่จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนนิติกรรมมาตรา 5 เพียงแต่กำหนดให้จำนองเครื่องจักรได้ตามมาตรา 703(4)เท่านั้นมีผลให้การจำนองเครื่องจักรต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 714
เหตุนี้จึงต้องเข้าใจว่า เฉพาะการจำนองเครื่องจักรตามมาตรา 5เท่านั้น ซึ่งเป็นโมฆะเพราะไม่จดทะเบียนจำนองแต่การซื้อขายเครื่องจักรนั้น ไม่มีแบบที่ต้องจดทะเบียน เพียงแต่จดทะเบียนซื้อขายด้วยก็ได้เท่านั้น เพียงแต่จดทะเบียนแล้วจึงจะมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 จึงต้องเข้าใจให้ดีด้วยว่าการที่มาตรา 5 ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299,1300,1301 มาใช้โดยอนุโลมนั้นมีผลอย่างไร มาตรา 5 มิได้กำหนดให้นำมาตรา 1302 มาใช้ เพราะมาตรา 1302 บังคับเฉพาะทรัพย์เช่นที่บัญญัติในมาตรา 456 เท่านั้น จึงต้องบัญญัติในมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัตินี้ให้นำมาตรา 1299,1300,1301มาใช้แก่เครื่องจักรที่จดทะเบียนแล้วนี้ด้วยโดยอนุโลม
กล่าวคือแม้การซื้อขายเครื่องจักรที่จดทะเบียนเครื่องจักรแล้วนี้จะไม่อยู่ในบังคับตามแบบของมาตรา 456 ไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 115 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458กรรมสิทธิ์โอนไปเมื่อทำสัญญาซื้อขายกันก็ตาม แต่ทรัพยสิทธิก็ยังไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299คือกรรมสิทธิ์อันเป็นทรัพยสิทธิยังไม่บริบูรณ์ แต่ไม่มีผลไปถึงบุคคลสิทธิที่ก่อหนี้ตามนิติกรรมสัญญาซื้อขายขึ้นได้โดยสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลกล่าวว่าไม่สมบูรณ์นั้นจะมีได้ก็แต่เพียงทรัพยสิทธิที่ได้มาโดยนิติกรรมเท่านั้นที่ไม่บริบูรณ์ตามมาตรา 1299 ที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ถ้าไม่เข้าใจทรัพยสิทธิและบุคคลสิทธิแยกออกจากกันดังนี้แล้วก็คงไม่อาจเข้าใจความหมายของมาตรา 1299 ได้
จำเลยที่ 2 ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรตามทะเบียนอยู่ การหลอกลวงเป็นเท็จหรือไม่ ย่อมแล้วแต่คำที่กล่าวเป็นการหลอกโดยแสดงข้อความเป็นเท็จหรือไม่ มีข้อควรพิจารณาตามคำพิพากษาฎีกาที่เคยมีมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ส่วนเรื่องโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนดังที่โจทก์อ้างซึ่งศาลวินิจฉัยว่าโดยนิตินัยจำเลยที่ 2 ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่เพราะยังไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น นิตินัยที่ว่านี้คงหมายความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1023 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนการโอนหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ต้องจดทะเบียน ตราบนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนคือโจทก์ก็ยังอ้างการโอนต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อเครื่องจักรจากจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการตามทะเบียนไม่ได้
จิตติ
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1307 ครั้ง |