คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 186, 192
ป.อ. มาตรา 83, 276 วรรคสอง
จำเลยกับพวกร่วมกันจับผู้เสียหายให้ล้มลง แล้วช่วย กันจับแขนขาผู้เสียหายให้พวกของจำเลย 2 คนผลัดกันกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละครั้งอันเป็นการกระทำผิดฐานโทรมหญิง การกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกันกระทำความผิดอันเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83แม้จำเลยจะมิได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ก็ถือว่า เป็นตัวการข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงด้วย ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นตัวการข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ไม่เป็นข้อเท็จจริงต่างกับฟ้องศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสองศาลจะระบุไว้ในคำพิพากษาลอย ๆ แต่เพียงเลขมาตราว่า กระทำผิดตามป.อ. มาตรา 276 เท่านั้นไม่ได้ กรณีสมควรระบุให้แจ้งชัดด้วยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดในวรรคตอนใด ของมาตรานั้นด้วย.
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า ำจเลยกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละครั้ง อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 276 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 3
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ำจเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 15 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังกายประทุษร้ายจับตัวผู้เสียหาย กระชากให้ล้มลงแล้วช่วยกันจับแขนจับขา จำเลยกับพวกได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละครั้งแต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยกับนายหัวแดงช่วยกันจับขาผู้เสียหายไว้คนละข้างแล้ว ถ่างออกให้นายด้วงข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อเสร็จแล้วนายด้วงมาจับขาแทนนายหัวแดงเพื่อให้นายหัวแดงข่มขืนกระทำชำเราต่อไปแล้วนายหัวแดงมาจับขาแทนจำเลยเพื่อให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราแต่จำเลยก็มิได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาต่างกับฟ้องจึงชอบที่จะยกฟ้องนั้น เห็นว่าตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้น แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมิได้กระทำชำเราผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่การที่จำเลยช่วยจับขาของผู้เสียหายไว้เพื่อให้นายด้วงข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ไปแล้ว และจำเลยยังคงจับขาผู้เสียหายไว้เพื่อให้นายหัวแดงข่มขืนกระทำชำเราต่อไปเช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกับนายด้วงและนายหัวแดงเพื่อกระทำความผิดอันเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และเมื่อผู้เสียหายถุกข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำเลยก็ย่อมเป็นตัวการในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงหาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276โดยมิได้ระบุไว้ว่าเป็นความผิดวรรคใดนั้นเห็นสมควรระบุให้ถูกต้องและเมื่อพิเคราะห์ถึงอายุและการกระทำของจำเลยแล้วเห็นว่าขณะเกิดเหตุ จำเลยมีอายุ 18 ปี ยังอ่อนต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและได้กระทำความผิดร่วมกับพวกซึ่งอยู่ในวัยเดียวกันด้วยความคึกคะนองเห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง ให้ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์".
(มาโนช เพียรสนอง - สุพจน์ นาถะพินธุ - สีนวล คงลาภ)
หมายเหตุ
มีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับการปรับบทมารตราลงโทษ คดีนี้จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คงกล่าวไว้ในคำพิพากษาไว้แต่เพียงว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 276 โดยไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นความผิดวรรคใด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า "สมควรระบุให้ถูกต้อง" แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง
ในทางปฏิบัติตลอดมา ศาลฎีกาจะระบุตัวบทมาตรา รวมทั้งวรรคตอนหรือ อนุมาตราที่เกี่ยวข้องไว้ในคำพิพากษาโดยชัดแจ้ง แต่ก็ปรากฏเสมอมาเช่นกันว่า ศาลชั้นต้นหลายศาลกล่าวไว้ในคำพิพากษาโดยปรับบทลงโทษแต่เพียงระบุเลขมาตราเท่านั้นมิได้กล่าวละเอียดลงไปถึงวรรคตอนหรืออนุมาตรา ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 186(7) บัญญัติไว้แต่เพียงให้ระบุ "บทมาตราที่ยกขึ้นปรับ"เท่านั้น นอกจานี้ทางปฏิบัติของศาลฎีกาเองก็มิได้ตรวจสอบแบบคำพิพากษาของศาลล่างว่าควรจะระบุวรรคตอนหรืออนุมาตราของตัวบทมาตราที่ยกอ้างอิงด้วยหรือไม่ เช่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 มีบทบัญญัติด้วยกัน 5 วรรค ศาลอุทธรณ์เคยพิพากษาลงโทษจำเลยโดยระบุไว้ในคำพิพากษาว่า "จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340" ศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2528 ก็มิได้ท้วงติงวิธีการปรับบทกฎหมายดังกล่าวไว้แต่อย่างใด
หากจะพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว การปรับบทลงโทษในคดีอาญาโดยระบุวรรคตอนหรืออนุมาตราไว้โดยละเอียดดูจะเป็นความจำเป็นที่สุดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะหลักในการทำคำพิพากษาจะต้องปรากฏเหตุผลและรายละเอียดรวมทั้งบทลงโทษที่จะทำให้คู่ความเข้าใจได้ แต่ด้วยเหตุที่แต่ละวรรคตอนหรืออนุมาตราของกฎหมายประกอบด้วยองค์ประกอบต่างกัน บทลงโทษของแต่ละวรรคหรือนุมาตราก็แตกต่างกันไปด้วยสภาพเช่นนี้จึงทำให้การทำคำพิพากษาจะต้องระบุเลขมาตรารวมทั้งวรรคตอนอนุมาตราไว้อย่างแจ้งชัด จะเขียนลอย ๆ แต่เพียงเลขมาตราดังการบรรยายฟ้องนั้นคงจะไม่ได้
คงจะด้วยเหตุผลดังกล่าว ต่อมาจึงได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่235/2530(มิได้ลงพิมพ์เผยแพร่) วินิจฉัยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 โดยไม่ระบุว่าวรรคใดนั้นสมควรระบุให้ถูกต้องจึงพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 2
แนววินิจฉัยของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ (ที่ 2077/2530) เป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2530 นั่นเองแแและแม้จะเป็นคำวินิจฉัยจุดเล็ก ๆ ในคำพิพากษาฉบับนี้ แต่ก็เป็นนัยแสดงให้เห็นว่า ศาลฎีกาได้เคร่งครัดตรวจสอบความถูกต้องและความชัดเจนของการระบุปรับบทมาตราในคำพิพากษาของศาลล่างขึ้นแล้วและคงจะเป็นสิ่งที่ศาลล่างควรจะสังเกตและถือปฏิบัติเช่นกัน.
นพพร โพธิรังสิยากร
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 470 ครั้ง |