คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3705/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 192, 195 วรรคสอง
ป.อ. มาตรา 287
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6
ลิขสิทธิ์ที่บุคคลสามารถเป็นเจ้าของได้ จะต้องเป็นลิขสิทธิ์ในงานที่ตน สร้างสรรค์ โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏว่าวีดีโอเทปของกลาง 1 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มีบทแสดงการร่วมเพศระหว่างหญิงและชาย บาง ตอนอันเป็นภาพลามก ซึ่งผู้ใดทำหรือมีไว้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการค้า เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 287 งานของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่งานสร้างสรรค์ ตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) และไม่มีอำนาจฟ้อง วีดีโอเทปของกลาง 2 ที่จำเลยอ้างส่งต่อศาลในระหว่างการพิจารณาไม่ใช่ของกลางที่พนักงานสอบสวนได้ยึดไว้ในคดี และโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบ แม้วีดีโอเทปดังกล่าวจะมีภาพลามกรวมอยู่ด้วยอย่างเดียวกันกับวีดีโอเทปของกลาง 1 ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้.
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างและมีกรรมสิทธิ์ในภาพยนตร์ไทยเรื่อง "อาถรรพ์น้ำมันพราย" และโจทก์มีลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ดังกล่าวจำเลยได้กระทำซ้ำดัดแปลง ลอกเลียนแบบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวถ่ายเทปวีดีโอลงในม้วนวีดีโอของจำเลยแล้วให้นายวิชัยเช่าไปในราคา 20 บาท เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 24, 25, 26, 27, 43 และ44 และริบม้วนแทปวีดีโอที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ในคดีนี้
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ม้วนวีดีโอเทปของกลาง 1 และของกลาง 2 เป็นของที่ผู้ใดมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 25, 43 วรรคสอง ลงโทษจำคุกและปรับแต่รอการลงโทษจำคุกไว้ม้วนวีดีโอเทปของกลางทั้งสองม้วนมีภาพลามกอยู่บางส่วน จึงเป็นของที่มีไว้ผิดกฎหมายให้ริบ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงคงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายวิชัยได้เช่าม้วนวีดีโอเทปภาพยนตร์ เรื่องอาถรรพ์น้ำมันพรายตามวีดีโอเทปของกลาง 1 จากร้านของจำเลย โดยนางสาวสมพรหรือจู ชัยชนะ ลูกจ้างของร้านจำเลยเป็นผู้มอบเทปดังกล่าวให้นายวิชัยไป มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า วีดีโอเทปของกลาง 1 เป็นของผิดกฎหมาย โจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างเป็นเจ้าลิขสิทธิ์ได้หรือไม่ ได้ความว่าม้วนวีดีโอเทปของกลาง 1 ซึ่งยึดจากร้านจำเลยให้เช่าก็ดี ม้วนวีดีโอเทปของกลาง 2ซึ่งจำเลยอ้างส่งเพื่อพิสูจน์เปรียบเทียบก็ดี มีเนื้อเรื่องและภาพเหมือนกันทั้ง 2 ม้วน โดยเป็นเทปภาพยนตร์ไทยเรื่องอาถรรพ์น้ำมันพรายที่โจทก์เป็นผู้จัดสร้างแต่วีดีโอเทปทั้งสองม้วนดังกล่าวมีบทแสดงการร่วมเพศระหว่างหญิงและชายอยู่ด้วยในบางตอนซึ่งเป็นภาพลามก ผู้ใดทำหรือมีไว้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการค้า เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 โจทก์จึงไม่อาจเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ดังกล่าวได้ เพราะลิขสิทธิ์ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ จะต้องเป็นลิขสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างสรรค์โดยชอบด้วยกฎมหาย งานของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่งานสร้างสรรค์ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 และเมื่องานของโจทก์ผิดต่อกฎหมายอาญาเช่นนี้ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปแต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบม้วนวีดีโอเทปของกลาง 2ซึ่งจำเลยส่งศาลนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะมิใช่ของกลางที่พนักงานสอบสวนได้ยึดไว้ในคดีนี้ และโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบ แม้วีดีโอเทปดังกล่าวจะมีภาพลามกรวมอยู่ด้วยศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ริบม้วนวีดีโอเทปของกลาง 1 ส่วนม้วนวีดีโอเทปของกลาง 2 ไม่ริบ".
(ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล - สมศักดิ์ เกิดลาภผล - สาระ เสาวมล)
หมายเหตุ
งานสร้างสรค์ประเภทต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้อันอาจมีลิขสิทธิ์ได้ เป็นที่ยอมรับกันว่าต้องเป็นงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มขึ้นเอง (originality) ของผู้สร้างสรรค์งานในลักษณะที่ผู้สร้างงานได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างงานนั้น (creativeeffort)งานอันมีลิขสิทธิ์ไม่จำต้องเป็นงานใหม่ที่ไม่มีใครทำมาก่อน(novelty) เพียงแต่เผู้สร้างสรรค์งานคิดริเริ่มขึ้นเองโดยไม่ได้ลอกเลียนแบบกัน แม้งานที่ปรากฏออกมาจะคล้ายคลึงกัน งานเหล่านั้นก็ได้รับความคุ้มครองอย่างงานอันมีลิขสิทธิ์เท่าเทียมกัน และเนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองผลของงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มและความวิริยะอุตสาหะของผู้สร้างสรรค์ ฉะนั้นจึงเป็นการคุ้มครองในรูปแบบของงานที่ผู้สร้างแสดงออก(formofexpression) มิได้ให้ความคุ้มครองแก่ตัวความคิด (idea)ซึ่งยังมิได้แสดงออกมาเป็นผลงานแต่อย่างใด เช่น ผู้แต่งนวนิยายเพียงกำหนดเค้าโครงเรื่องที่จะเขียนไว้แต่ยังไม่ทันลงมือเขียนมีผู้แอบเอาเค้าโครงเรื่องนั้นมาเขียนเป็นนวนิยายก่อนเช่นนี้จะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ยังไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองแก่เค้าโครงเรื่องซึ่งยังเป็นเพียงตัวความคิด นอกจากนั้นการให้ความคุ้มครองในเรื่องลิขสิทธิ์นี้มิได้ขยายไปถึงวิธีการหรือเทคนิคที่ใช้ในการสร้างงาน เช่น สิทธิในแบบรูปเล่ม การเรียบเรียงตัวอักษร และภาพในหนังสือ กฎหมายลิขสิทธิ์มิได้ให้ความคุ้มครอง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2061/2526) ทั้งมิได้คำนึงว่างานที่สร้างออกมาแล้วจะมีคุณภาพเป็นอย่างไร แม้งานนั้นจะเป็นงานศิลปกรรมที่ดูเป็นธรรมดาหรือไม่มีคุณค่าก็ยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 4)
นอกจากหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว เมื่อพิจารณาเงื่อนไขของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 6ประกอบกับงานอันไม่อาจมีลิขสิทธิ์ได้ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันแล้วจะเห็นได้ว่า กฎหมายมิได้บัญญัติให้งานที่มิชอบด้วยกฎหมายหรืองานที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศลีธรรมอันดีอนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชนเป็นงานอันไม่อาจมีลิขสิทธิ์ได้เอาไว้ด้วยซึ่งแตกต่างกับกฎหมายสิทธิบัตรอันเป็นกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเช่นเดียวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่าการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่อาจขอรับสิทธิบัติได้ (พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522มาตรา 9,58) นอกจากนั้นคำว่า "สร้างสรรค์" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ก็ให้คำจำกัดความหมายถึง สร้างให้มีให้เป็นขึ้น หรือเนรมิตเท่านั้น มิได้มีความหมายว่าจะต้องเป็นการสร้างในสิ่งที่ดีงามหรือที่มีประโยชน์ต่อสังคมด้วย จึงอาจแปลความไปได้ว่างานที่ขัดต่อความกฎหมาย หรืองานที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งเรื่องนี้หากย้อนไปดูกฎหมายเดิมที่เกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์จะเห็นว่ามีบัญญัติไว้ชัดเจน เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ พ.ศ. 2457 มาตรา 15บัญญัติว่า "หนังสือซึ่งมิบังควรจะออกขายโดยเหตุที่เป็นเรื่องหยาบคาย เรื่องลดหลู่ดูถูกศาสนาหรือเรื่องยุยงให้เกิดจลาจลนั้นจะให้มีกรรมสิทธิ์ไม่ได้ อนึ่ง หนังสือเรื่องใดที่กล่าวคำเท็จเพื่อประสงค์จะหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อต่าง ๆ ก็ต้องห้ามมิให้มีกรรมสิทธิ์เหมือนกัน" แม้กฎหมายดังกล่าวจะใช้คำว่า "กรรมสิทธิ์"แต่ก็หมายถึง "ลิขสิทธิ์" นั่นเอง และแม้กฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อมาเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันและไม่มีข้อบัญญัติดังกล่าว แต่การจะตีความว่า งานที่ขัดต่อกฎหมายเป็นงานที่กฎหมายให้การคุ้มครองเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล ศาลฎีกาจึงตีความว่างานสร้างสรรค์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ จะต้องเป็นงานสร้างสรรค์โดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ประกอบกับศาลฎีกาคงเห็นว่า การตีความกฎหมายเช่นนี้ไม่น่าจะส่งผลเสียหายแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะแม้จะถือไม่ได้การทำซ้ำวีดีโอเทปเรื่องอาถรรพ์น้ำมันพรายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แต่ม้วยวีดีโอเทปที่จำเลยทำซ้ำและมีไว้ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ได้ ส่วนงานบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ งานลบหลู่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นงานที่ไม่ควรคุ้มครองอย่างงานอันมีลิขสิทธิ์ ผู้สร้างงานดังกล่าวก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112,116,118 ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีข้อน่าสังเกตว่าวีดีโอเทปพิพาทมีบทแสดงการร่วมเพศระหว่างหญิงและชายบางตอนเท่านั้นมิได้มีภาพลามกทั้งเรื่อง จึงมีปัญหาน่าพิจารณาว่าจะถือได้หรือไม่ว่า เฉพาะตอนที่มีภาพลามกเท่านั้นที่จะถือว่าเป็นงานอันไม่มีลิขสิทธิ์ ส่วนภาพอื่นที่เป็นการดำเนินเรื่องตามปกติ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันเข้าเงื่อนไขต่าง ๆ ของงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ และการตัดเฉพาะภาพลามกดังกล่าวออกไปก็คงไม่ทำให้วีดีโอเทปหรือภาพยนตร์นั้นดูไม่รู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ภาพตอนที่เป็นภาพลามกน่าจะไม่ใช่สาระสำคัญของวีดีโอเทปเรื่องนั้นไม่น่าจะถึงกับทำให้งานสร้างวีดีโอเทปทั้งหมดเป็นงานอันไม่มีลิขสิทธิ์ หากถือได้เช่นนี้โจทก์ก็น่าจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์เรื่องอาถรรพ์น้ำมันพรายได้ การกระทำของจำเลยจึงอาจเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 ด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ภาพยนตร์เรื่องนั้นผู้สร้างมีเจตนาจะสร้างขึ้นเป็นภาพยนตร์ลามกโดยตรง ภาพลามกต่าง ๆเป็นสาระสำคัญของเรื่อง เช่นนี้งานภาพยนตร์นั้นย่อมไม่อาจมีลิขสิทธิ์ได้ทั้งเรื่อง.
ปริญญา ดีผดุง
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1320 ครั้ง |