คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1431/2533
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ป.อ. มาตรา 286
ความผิดฐาน ดำรงชีพ จากรายได้ของหญิงซึ่ง ค้าประเวณีตามป.อ. มาตรา 286 นั้น จะต้อง ได้ความว่าจำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพ หรือไม่มีปัจจัยอันพอเพียงสำหรับดำรงชีพจึงจะลงโทษจำเลยได้ เมื่อโจทก์นำสืบได้ แต่ เพียงว่าจำเลยได้รับเงิน ค่าบริการจากหญิงซึ่ง ค้าประเวณีเท่านั้น โดย ไม่ นำสืบให้เห็นว่า จำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพ หรือไม่มีปัจจัย อันพอเพียงสำหรับดำรงชีพ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ฐาน ดำรงชีพ อยู่ จากรายได้ของหญิงซึ่ง ค้าประเวณี.
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286, 91พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 8
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286, 91ลงโทษตามพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 8จำคุก 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 จำคุก 8 ปีลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก5 ปี 5 เดือน 10 วัน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาว่าจำเลยดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีตามมาตรานี้นั้น จะต้องได้ความว่าจำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพ หรือไม่มีปัจจัยอันพอเพียงสำหรับดำรงชีพจึงจะลงโทษจำเลยได้ เมื่อโจทก์นำสืบได้แต่เพียงว่าจำเลยรับเงินค่าบริการจากนางสาวจันทร์เป็ง และนางสาวอำไพ ซึ่งทำการค้าประเวณีเท่านั้น โดยไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพหรือไม่มีปัจจัยอันพอเพียงสำหรับดำรงชีพทั้งจำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นศาลว่าเป็นพนักงานรับใช้ในโรงแรมและร้านอาหาร มีเงินเดือนเดือนละ2,000 บาท กับอาศัยอยู่ที่โรงแรมที่ดำเนินการโดยนางนิตยาซึ่งเป็นญาติกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพหรือไม่มีปัจจัยพอเพียงสำหรับดำรงชีพการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี..."
พิพากษายืน.
(ประจักษ์ พุทธิสมบัติ - เดชา สุวรรณโณ - อัมพร เดชศิริ)
หมายเหตุ
ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ในคำพิพากษาฎีกาหลายฉบับว่า การที่จะฟังว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 ฐานดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่า จำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพหรือไม่มีปัจจัยอันพอเพียงสำหรับดำรงชีพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 286 วรรคสองด้วย ดังเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2562/2523,2267/2527,3942/2530,1895/2531 และ 3142/2531 แม้จำเลยรับสารภาพแต่เมื่อสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย โจทก์ไม่สืบถึงความข้อนี้ ศาลฎีกาก็ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่3706/2527 หรือถ้าจำเลยสืบได้ว่าจำเลยมีรายได้จากการประกอบอาชีพอื่นพอดำรงชีพ แม้จะได้รับเงินส่วนแบ่งจากหญิงซึ่งค้าประเวณีก็ไม่มีความผิดตามมาตรานี้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2555/2521,883/2522
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ก็ตัดสินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่กล่าวข้างต้น ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าศาลฎีกาตีความว่า ความในวรรคสองของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 เป็นองค์ประกอบของความผิดซึ่งรวมอยู่กับวรรคหนึ่งหรือเป็นบทนิยามของคำว่า"ดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี"
แต่มีนักกฎหมายบางท่าน เช่น อาจารย์หยุด แสงอุทัย อาจารย์สุรศักดิ์ลิขสิทธิ์วัฒนกุล เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 อยู่ที่วรรคหนึ่งเท่านั้น ส่วนวรรคสองนั้นเป็นบทสันนิษฐานของกฎหมายว่า ผู้นั้นได้มีการดำรงชีพจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีตามวรรคหนึ่งหรือไม่เท่านั้น ผู้เขียนเห็นด้วยกับความเห็นของนักกฎหมายทั้งสองท่านนี้ เพราะความในวรรคสองไม่มีระวางโทษ จึงไม่น่าจะเป็นบทบัญญัติที่เป็นองค์ประกอบของความผิดและถ้อยคำตอนท้ายของวรรคสอง (3) ว่า...ให้ถือว่าผู้นั้นดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงในการค้าประเวณี เว้นแต่จะพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจได้ว่ามิได้เป็นเช่นนั้น" วรรคสองจึงน่าจะเป็นเพียงบทสันนิษฐานของกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่องค์ประกอบความผิด ดังนั้นเมื่อโจทก์นำสืบให้ได้ว่าจำเลยได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้จากหญิงซึ่งค้าประเวณีก็น่าจะเพียงพอให้ถือว่าดำรงชีพอยู่แม้เสียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบให้ได้ความว่า จำเลยไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพหรือไม่มีปัจจัยอันพอเพียงสำหรับดำรงชีพ
การตีความว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 วรรคสองเป็นองค์ประกอบของความผิดแยกต่างหากหรือรวมอยู่กับวรรคหนึ่งหรือเป็นบทนิยามของวรรคหนึ่งนั้น มีผลให้ความผิดตามมาตรา 286 ถูกกำหนดโดยฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำ ผู้ที่จะกระทำความผิดฐานนั้นได้จะต้องเป็นคนยากจนเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีก็จะไม่มีโอกาสกระทำความผิดฐานนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นผู้มีฐานะดีทางเศรษฐกิจอาจจะเกิดจากการบังคับขู่เข็ญเอารัดเอาเปรียบหญิงซึ่งค้าประเวณี.
สุพจน์ แสงประชากุล
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1000 ครั้ง |