ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา ตาม พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

  
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6018/2533  

     
 
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน มาตรา 7, 27

 
ป.อ. มาตรา 56, 59 วรรคสอง, 343 วรรคหนึ่ง

  
   จำเลยร่วมกับพวกชักชวนชาวบ้านให้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียรับสมัครคนงานโดยเรียกค่าบริการและรับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายคนละ 1,000 บาท ถึง 3,000 บาท โดยจำเลยกับพวกให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายกับพวกเดิน ทางไปทำงานแล้วไปปล่อยทิ้งไว้ที่จังหวัดยะลาโดยไม่มีงานในประเทศมาเลเซียที่จะให้ไปทำจริงดัง ที่ประกาศชักชวน การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343วรรคหนึ่ง   สภาพของความผิดที่จำเลยได้กระทำไปเป็นที่เห็นได้ว่าผู้กระทำผิดจะต้องเห็นได้ล่วงหน้าว่าเป็นการก่อให้เกิดความเดือด ร้อนเป็นทวีคูณแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ซึ่งไม่มีงานทำอันเป็นความเดือด ร้อนอยู่แล้ว การแสวงหาผลประโยชน์โดยสุจริตที่อาศัยโอกาสจากการต้องการงานทำของผู้ว่างงานมาเป็นช่องทางให้กระทำสำเร็จได้เช่นนี้จึงไม่มีเหตุอันควรปราณีให้รอการลงโทษ   คำฟ้องของโจทก์แม้จะได้บรรยายไว้ในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันจัดหางานโดยเรียกรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนตามกฎหมายก็ตาม แต่ในคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในตอนต่อมากลับกล่าวว่า "จำเลยทั้งสามกับพวกไม่ได้มีเจตนาและไม่มีความสามารถที่จะติดต่อผู้ใดไปทำงาน..." เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาจัดหางานอันถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีเจตนากระทำความผิดสำหรับฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาต กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิด ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 ได้.

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 17 มกราคม 2528 เวลากลางวันถึงวันที่ 21 มกราคม 2528 เวลากลางวันติดต่อกัน จำเลยทั้งสามกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันจัดหางานโดยเรียกรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนตามกฎหมายและจำเลยทั้งสามกับพวกโดยเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันโฆษณาบอกกล่าวแก่ประชาชนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสามกับพวกสามารถจัดส่งประชาชนผู้มาสมัครงานกับจำเลยไปทำงานในประเทศมาเลเซียได้ ผู้มาสมัครไปทำงานจะต้องเสียเงินค่าจัดหางานให้แก่จำเลยกับพวกคนละ 6,000 บาท ชำระงวดแรกก่อนในวันสมัครทำงานคนละไม่ต่ำกว่า1,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ชำระเมื่อได้ทำงานในประเทศมาเลเซียแล้ว อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยทั้งสามกับพวกไม่มีเจตนาและไม่มีความสามารถจะติดต่อหาผู้ใดไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียแต่อย่างใดและไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้เป็นผู้จัดหางานโดยเรียกรับค่าบริการ อีกทั้งรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถจัดส่งประชาชนไปทำงานในประเทศมาเลเซียได้ โดยการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามกับพวกเป็นเหตุให้ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสิบสองคนหลงเชื่อ จึงพากันไปสมัครทำงานในประเทศมาเลเซียกับจำเลยทั้งสามกับพวก และผู้เสียหายทั้งสิบสองคนได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสามกับพวกไปคนละ1,000-3,000 บาท รวมเป็นเงิน 19,000 บาท จำเลยทั้งสามกับพวกได้รับเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7, 27ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหาย 19,000 บาท

 
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

 
ระหว่างพิจารณา นายมนตรี นายสัมฤทธิ์ นายพรม นายผดุง และนายหล้า ผู้เสียหายทั้งห้ายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลชั้นต้นอนุญาต

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7, 27จำคุกคนละ 1 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 1 ปี 1 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 19,000 บาท

 
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511

 
จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้องโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัยหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกับพวกชักชวนชาวบ้านให้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย รับสมัครคนงานโดยเรียกค่าบริการและรับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายคนละ 1,000บาท บ้าง 2,000 บาทบ้าง 3,000 บาทบ้าง โดยที่จำเลยที่ 1 ที่ 2กับพวกให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายกับพวกเดินทางไปทำงานแล้วไปปล่อยทิ้งไว้ที่จังหวัดยะลา โดยที่ไม่มีงานในประเทศมาเลเซียที่จะให้ไปทำจริงดังที่ประกาศชักชวน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 2ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2ขอให้รอการลงโทษไว้นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สภาพของความผิดที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้กระทำไปนั้นเป็นที่เห็นได้ว่าผู้กระทำผิดจะต้องเห็นได้ล่วงหน้าว่าเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนเป็นทวีคูณแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายซึ่งไม่มีงานทำ อันเป็นความเดือดร้อนอยู่แล้วการแสวงหาประโยชน์โดยทุจริตที่อาศัยโอกาสจากการต้องการงานทำของผู้ว่างงานมาเป็นช่องทางให้กระทำสำเร็จได้เช่นนี้ เห็นว่าไม่มีเหตุอันควรปราณี โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาเพียง 1 ปีนั้นนับว่าเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 มากแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

 
ปัญหาว่า จำเลยทั้งสามจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์แม้จะได้บรรยายไว้ในตอนแรกว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันจัดหางาน โดยเรียกรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนตามกฎหมายก็ตาม แต่ในคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในตอนต่อมากลับกล่าวว่า "จำเลยทั้งสามกับพวกไม่ได้มีเจตนาและไม่มีความสามารถที่จะติดต่อหาผู้ใดไปทำงาน..."เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาจัดหางานอันถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีเจตนากระทำความผิดสำหรับกระทงนี้กรณียังไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ได้"

 
พิพากษายืน.

    
(อุดม เฟื่องฟุ้ง - พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ - อากาศ บำรุงชีพ)

  
หมายเหตุ

  
 เรื่องนี้มีประเด็นข้อกฎหมายให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามที่ศาลล่างพิพากษาต้องกันมาว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 อีกกระทงหนึ่งด้วยหรือไม่

 
 ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเรื่องนี้ไว้เป็น 2 แนวคือ

 
 แนวที่ 1 เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 หรือพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 7,73และมาตรา 30,82 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน อีกกระทงหนึ่งได้ เช่น

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2530 ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 ฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาต สาระสำคัญอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย จำเลยจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อใดก็เป็นความผิดสำเร็จ และถ้าการจัดหางานนั้นได้กระทำโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ด้วยย่อมถือว่าเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหาก เพราะจำเลยมีเจตนาที่แยกต่างหากจากความผิดฐานแกร ดังนั้นแม้จำเลยจะได้กระทำดังกล่าวในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

 
(เรื่องนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวร่วมกันจัดหางานโดยตั้งสำนักงานใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ทำการประกอบธุรกิจจัดหางานในต่างประเทศให้แก่คนงานผู้ประสงค์จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยจำเลยทั้งสองกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการจากคนงานเป็นการตอบแทน ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย และตามวันเวลาดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโดยเจตนาทุจริตบอกกล่าวแก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้เสียหายทั้งเก้าว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานยังประเทศซาอุดิอาระเบียได้ เมื่อได้เสียค่าบริการสมัครงานไปทำงานตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองกับพวกกำหนดไว้ในตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งคนงานจะได้รับค่าจ้างตอบแทนจากนายจ้างเป็นเงินจำนวนสูงมาก ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานให้ดำเนินการดังกล่าวได้ อีกทั้งจำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีเจตนาที่จะส่งประชาชนไปทำงานต่างประเทศดังที่ได้กล่าวอ้าง การหลอกลวงของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเก้าหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงตกลงและเสียเงินให้จำเลยทั้งสองกับพวก ทำให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินจำนวน 213,000 บาท จากผู้เสียหายทั้งเก้าเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองกับพวก โดยจำเลยทั้งสองกับพวกมิได้จัดส่งผู้เสียหายทั้งเก้าไปทำงานยังต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,91,341,343พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27)

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2531 ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพงศ.2511 มิใช่ความผิดอันยอมความได้และเป็นความผิดอีกข้อหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกง จะยกฟ้องข้อหาความผิดดังกล่าวด้วยเหตุขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 เช่นเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงไม่ได้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 348/2532 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนตามฟ้องเดินทางไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ เมื่อเข้าทำงานแล้วนอกจากจะไม่ได้ค่าจ้าง ยังถูกเจ้าพนักงานตำรวจประเทศดังกล่าวจับกุมยึดหนังสือเดินทาง ใบอนุญาตให้ทำงาน และถูกส่งตัวกลับประเทศไทยด้วย คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนต่างยืนยันว่าที่ไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ดังกล่าวเพราะจำเลยเป็นผู้มาชักชวนและพาไปโดยมีรายละเอียดสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยมาที่บ้านผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2529 บอกว่าต้องการคนไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ได้เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท ทำงานครบ 1 ปีแล้วทำงานต่อได้ แต่ผู้ที่จะไปต้องเสียค่าบริการให้แก่จำเลยคนละ 22,000 บาท ผู้ใดต้องการไปให้เตรียมเงินตามจำนวนดังกล่าวไว้ วันที่ 8 เดือนเดียวกัน จะมารับเงิน จำเลยมาตามนัดผู้เสียหายทั้งเจ็ดมีความประสงค์จะไปทำงานตามที่จำเลยพูกชักชวนจึงต่างมอบเงินให้จำเลยไปคนละ 22,000 บาท และไปพบจำเลยที่บ้านตามที่จำเลยนัดหมายในวันรุ่งขึ้น จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายทั้งเจ็ดเดินทางออกจากบ้านไปถึงประเทศสิงคโปร์วันที่ 12 เดือนเดียวกันนั้น วันรุ่งขึ้นจำเลยพาไปทำงานที่บริษัทเฮนรี่ จำกัด ซึ่งรับเหมาก่อสร้างโรงแรม จำเลยบอกว่าจะได้ค่าจ้างวันละ 18 เหรียญสิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 216 บาท จ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้งหลังจากนั้นจำเลยก็จากไป ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งต่างทำงานนอกจากบริษัทดังกล่าวจะไม่จ่ายค่าจ้างให้ดังที่จำเลยบอกแล้ว วันที่ 16มีนาคม 2529 เจ้าพนักงานตำรวจสิงคโปร์ยังมาจับกุมในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตใบอนุญาตให้ทำงานถูกยึดและถูกส่งตัวกลับประเทศไทย ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อผู้เสียหายซึ่งต่างเข้าทำงาน นอกจากจะไม่ได้ค่าจ้างแล้ว ทำงานได้ไม่เท่าไรก็ถูกจับกุมส่งตัวกลับประเทศไทย ดังนั้นที่จำเลยบอกว่าสามารถพาผู้เสียหายไปทำงานได้เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 6ล000 บาท มีสัญญา 1 ปี จึงเป็นความเท็จ พฤติการณ์ของจำเลยเข้าลักษณะหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้น จำเลยได้ไปซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งเจ็ดคน คนละ 22,000 บาท มีความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง

 
 ส่วนข้อหาความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ชักชวนและพาผู้เสียหายทั้งเจ็ดคนซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานนี้ด้วย

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2724/2532 จำเลยเป็นผู้ติดต่อชักจูงให้ผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศ และรับเงินบางส่วนจากผู้เสียหายไว้ ทั้งยังเป็นผู้เขียนแผนที่ให้ผู้เสียหายเดินทางไปหาพวกจำเลยที่กรุงเทพฯ เมื่อผู้เสียหายไม่ได้เดินทางไปทำงาน จำเลยก็เป็นผู้ติดต่อกับพวกจำเลยเพื่อให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะที่แบ่งแยกหน้าที่กันทำในระหว่างจำเลยกับพวกหาใช่เป็นแต่เพียงผู้แนะนำให้ผู้ประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศติดต่อกับผู้ที่จะจัดส่งเองโดยตรงเท่านั้นไม่ และการที่จำเลยกับพวกรับเงินผู้เสียหายไปแล้วไม่ดำเนินการให้ผู้เสียหายได้เดินทางไปทำงานตามที่จำเลยกับพวกพูดรับรองไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับพวกไม่มีเจตนาที่จะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

 
 จำเลยกับพวกเคยส่งบุคคลอื่นไปไต้หวันโดยให้ถือหนังสือเดินทางนักท่องเที่ยวแล้วมีนายจ้างมาคัดเลือกไปทำงานเมื่อไปถึงโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง จำเลยกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ

 
         แนวที่ 2 เห็นว่า การกระทำที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงแล้วไม่อาจจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511มาตรา 7,27 หรือพระราชบัญญัติจัดหาและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 8,73 และมาตรา 30,82 ได้อีก เช่น

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1430/1431/2530 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสำหรับความผิดฐานจัดหางานโดยเรียกหรือรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่า จำเลยได้มีเจตนาจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่อ้างเอาเหตุผลที่จะส่งพวกผู้เสียหายไปทำงานยังต่างประเทศมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากพวกผู้เสียหายเท่านั้น ทั้งตามฟ้องโจทก์ก็บรรยายว่าความจริงจำเลยมิได้เป็นตัวแทนจัดส่งคนงาน มิได้ติดต่อกับรัฐหรือบริษัทใดในดูไบหรือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเกี่ยวกับการจัดส่งคนไปทำงานแต่อย่างใด จำเลยกับพวกมีเจตนามาแต่แรกที่จะหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าติดต่อสมัครงานดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้จัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2531 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจัดหางานโดยตั้งสำนักงานและโฆษณาชักชวนประชาชนให้มาสมัครงานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโจทก์บรรยายฟ้องว่าความจริงจำเลยไม่ประสงค์ที่จะจัดหางานดังกล่าวอย่างจริงจัง และไม่มีงานที่จะให้คนมาสมัครงานทำดังที่ประกาศโฆษณาไว้แต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่ตั้งสำนักงานจัดหางานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อมาติดต่อกับจำเลยแล้ว จะได้หลอกเอาเงินค่าสมัครงานและค่าบริการต่าง ๆ จากประชาชน เช่นนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดตั้งสำนักงานจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3640/2531 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงประชาชนด้วยการโฆษณาแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครคนงานไปทำงานในต่างประเทศความจริงจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทดังกล่าวและไม่สามารถจัดหางานตามที่โฆษณาได้ แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใดเพียงแต่อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานก็เพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2531 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องข้อ 1 ข. ว่าจำเลยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายได้บังอาจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเรียกและรับค่าบริการจากคนงานตามจำนวนคนงานและเงินซึ่งรับจากคนงานดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. แต่ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องข้อ 1 ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกโดยทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยประกาศโฆษณาแก่ประชาชนว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานต่างประเทศได้ มีตำแหน่งงานให้ทำหลายตำแหน่ง รายได้ดี สวัสดิการดีใครต้องการไปทำงานให้สมัครได้ที่จำเลยกับพวกโดยต้องจ่ายค่าสมัครค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่จำเลยกับพวก แล้วจำเลยกับพวกจะจัดส่งผู้สมัครไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวตามความประสงค์ซึ่งเป็นความเท็จทั้งนี้เพราะความจริงแล้วจำเลยกับพวกหาได้มีความสามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวให้มีรายได้ดี สวัสดิการดีแต่อย่างใดไม่และจำเลยกับพวกหาได้มีเจตนาที่จะจัดส่งคนไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ หากแต่กล่าวอ้างด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อมาสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยกับพวก เช่นนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวฟังได้เพียงว่า จำเลยกล่าวอ้างว่าสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศได้ ก็เพื่อหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อมาติดต่อกับจำเลย แล้วจะได้หลอกเอาเงินค่าสมัครงานและค่าบริการต่าง ๆ จากประชาชน ดังนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใดจำเลยเพียงแต่อ้างการจัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 76/2532 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดคือจำเลยที่ 2 กับพวกโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายทั้งเจ็ดว่าสามารถจัดส่งผู้เสียหายดังกล่าวไปทำงานในต่างประเทศได้ แต่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดต้องเสียค่าใช้จ่ายแก่จำเลยที่ 2 กับพวก ความจริงแล้วจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนามาแต่แรกที่จะหลอกเอาเงินของผู้เสียหายทั้งเจ็ดโดยไม่จ้ดส่งไปทำงานในต่างประเทศ และไม่สามารถดำเนินการดังที่อ้างแต่อย่างใด ด้วยการหลอกลวงนั้นเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2 กับพวก และบรรยายฟ้องต่อไปว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด โดยเรียกและรับเงินค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายเช่นนี้ ข้อเท็จจริงตามฟ้องเป็นเรื่องจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งเจ็ดโดยไม่มีความประสงค์จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 กับพวกก็ไม่มีเจตนาและไม่สามารถดำเนินการจัดหางานให้ดังที่อ้าง ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 กับพวกเป็นเพียงอุบายที่ใช้เพื่อหลอกลวงผู้เสียหายเท่านั้นการกระทำของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 และเมื่อจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมไม่มีความผิดด้วยเหตุดังกล่าวนี้เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213,225

 
 นอกจากนี้ให้ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6214/2531,499/2532,638/2532,3282/2532,3329/2532 และ 1237/2533 ซึ่งวินิจฉัยในแนวเดียวกัน

 
 ความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องในคดีที่บันทึกอยู่นี้หรือตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา8,73 และ มาตรา 30,82 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีองค์ประกอบของความผิดต่างไปจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,343 มาตรา 7 และมาตรา 8,30 แห่งพระราชบัญญัติสองฉบับดังกล่าวบัญญัติไว้ดังนี้

 
"มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานโดยเรียกหรือรับค่าบริการเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียน..."

 "มาตรา 8 ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน..."
"มาตรา 30 ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง..."

 
 เมื่อองค์ประกอบของความผิดสองฐานดังกล่าวแตกต่างกัน จำเลยก็อาจกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ได้ อย่างไรก็ดีความผิดทั้งสองฐานต้องการเจตนาในการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ด้วยความผิดฐานจัดหางานโดยไม่รับอนุญาต ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาจัดหางาน หากโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดอีกกระทงหนึ่งต่างกรรมกันกับความผิดฐานจัดหางานโดยไม่รับอนุญาตว่าความจริงจำเลยไม่มีเจตนาจะจัดหางาน หรือบรรยายฟ้องด้วยข้อความอื่น ที่แสดงให้เห็นชัดอยู่ในตัวว่า จำเลยไม่มีเจตนาในการจัดหางาน จำเลยเพียงหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายเท่านั้นดังเช่นในคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับตามแนวที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น เช่นนี้ ก็เท่ากับว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่าในข้อหาจัดหางานโดยไม่รับอนุญาตนั้น จำเลยได้กระทำไปโดยมิได้มีเจตนาจัดหางานแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6018/2533 ประชุมใหญ่ที่บันทึกอยู่นี้ตัดสินตามคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่ 2 ซึ่งเรื่องนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันจัดหางานโดยเรียกรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนตามกฎหมาย และจำเลยทั้งสามกับพวกโดยทุจริต ร่วมกันหลอกลงงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันโฆษณาบอกกล่าวแก่ประชาชนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสามกับพวกสามารถจัดส่งประชาชนผู้สมัครงานกับจำเลยไปทำงานในประเทศมาเลเซียได้ ผู้มาสมัครไปทำงานจะต้องเสียเงินค่าจัดหางานให้แก่จำเลยกับพวกคนละ 6,000 บาท... อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยทั้งสามกับพวกไม่มีเจตนาและไม่มีความสามารถจะติดต่อหาผู้ใดไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียแต่อย่างใด...อีกทั้งรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถจัดส่งประชาชนไปทำงานในประเทศมาเลเซียได้..." ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสามกล่าวอ้างว่าสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศได้ ก็เพื่อหลอกให้ประชาชนรวมทั้งพวกผู้เสียหายหลงเชื่อมาสมัครงานและจ่ายเงินค่าจัดหางานให้แก่จำเลยทั้งสามแสดงว่าจำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยทั้งสามเพียงแต่อ้างการจัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากพวกผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 มาตรา 7,27 ซึ่งอาจมีผู้โต้แย้งว่าคำว่า "จัดหางาน" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 หมายความว่า การประกอบธุรกิจหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง ซึ่งการวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นการประกอบธุรกิจหางานดังกล่าวหรือไม่ต้องพิจารณาจากการกระทำนั้นเป็นสำคัญว่าการกระทำนั้นเข้าลักษณะที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ เมื่อฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียน และรับค่าบริการจากการจัดหางานการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วหากพิจารณานิยามของคำว่า "จัดหางาน"ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ดีจะเห็นว่าทันทีที่มีการกระทำอันเป็นการประกอบธุรกิจหางานให้แก่คนงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนก็เป็นความผิดสำเร็จได้ในขณะนั้น หาจำต้องมีการกระทำอันเป็นการจัดส่งคนงานไปทำงานยังต่างประเทศก่อนจึงจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จไม่ทั้งบทบัญญัติในมาตรา 7 ก็มิได้บัญญัติว่า การฝ่าฝืนมาตรานี้จะต้องมีองค์ประกอบภายในที่มีเจตนาพิเศษในทางหนึ่งทางใด จึงต้องถือเอาเจตนาธรรมดาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 เท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและการกระทำนั้นได้กระทำครบถ้วนตามความหมายของคำว่าจัดหางานแล้วก็ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่จะกระทำความผิดฐานนี้แล้วจำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7จำเลยทั้งสามจะมีงานให้ทำจริงหรือไม่ และมีเจตนาที่จะให้ไปทำงานจริงหรือไม่ตั้งแต่แรกนั้น มิใช่องค์ประกอบที่จะเป็นความผิดตามบทกฎหมายมาตรานี้ จึงนำมาพิจารณาในปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามครบองค์ประกอบที่เป็นความผิดหรือไม่ไม่ได้ เพราะถ้านำเอาเจตนาดังกล่าวซึ่งเป็นเจตนาพิเศษมาเป็นข้อพิพาทว่าครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ด้วยหรือไม่แล้ว เรื่องจะกลายเป็นว่า ถ้าจัดหางานและรับค่าบริการโดยมิได้รับอนุญาตให้จัดหางานจากนายทะเบียน แล้วมีงานให้ทำจะเป็นจะเป็นความผิดตามมาตรานี้แต่กระทำอย่างเดียวกันแต่ไม่มีงานให้ทำหรือไม่มีเจตนาจะให้ทำงานตั้งแต่ต้นกลับไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ ซึ่งถ้าผลเป็นดังที่กล่าวกรณีการตั้งสำนักงานจัดหางานโดยรับค่าบริการโดยมิได้รับอนุญาตทางเจ้าพนักงานจะไม่สามารถดำเนินคดีตามมาตรานี้ได้เลย เพราะจะต้องรอดูเสียก่อนว่ามีงานจริงหรือไม่ หรือมีเจตนาจะให้ทำงานจริงหรือไม่ผลที่เกิดก็จะเป็นว่าจะต้องให้มีการหลอกลวงเสียก่อนจึงจะดำเนินการในความผิดฐานฉ้อโกงได้ กฎหมายมาตรานี้ก็จะไม่มีผลในทางป้องกันได้เลยด้วยเหตุนี้การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงน่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วยแล้ว

 
 ข้อโต้แย้งดังกล่าวข้างต้นนับว่าแยบยลและมีเหตุผลอยู่มากอย่างไรก็ดีผู้บันทึกก็ยังมีความเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่บันทึกอยู่นี้น่าจะชอบด้วยข้อเท็จจริงในคดีนี้และต้องตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้วจริงอยู่โดยปกติการกระทำของจำเลยทั้งสามที่แสดงออกต่อบุคคลภายนอกย่อมเป็นข้อสำคัญในการนำมาวินิจฉัยถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามตามหลักที่ว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" ซึ่งเรื่องนี้หากมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเข้าลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจหางานให้แก่คนหางานและการกระทำดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามว่ามีเจตนาร่วมกันจัดหางานแล้ว แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้หาอาจฟังว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาจัดหางานอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 ข้อหนึ่งแล้วได้ไม่ ทั้งนี้เพราะในคำบรรยายฟ้องของโจทก์เองมีผลเท่ากับโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ความจริงในเรื่องนี้จำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนาจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่ประการใด ศาลจึงไม่อาจจะฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้อีก คงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ที่จะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อหาขาดเจตนาไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 7 ดังกล่าวได้ ฉะนั้นหลักในเรื่อง"กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" จึงไม่อาจนำมาใช้วินิจฉัยในคดีนี้ได้หลักในเรื่องนี้น่าจะนำมาวินิจฉัยได้เฉพาะในกรณีที่ยังไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงภายในจิตใจของจำเลยทั้งสาม จึงจะพิเคราะห์จากการกระทำของจำเลยทั้งสามที่แสดงออกมาว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาอย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏเจตนาที่แท้จริงของจำเลยทั้งสามแล้วศาลก็ต้องฟังข้อเท็จจริงตามนั้น เรื่องนี้อาจพอเทียบเคียงได้กับเรื่อง "นิติกรรมอำพราง" ในทางแพ่ง ซึ่งคู่กรณีแสดงออกโดยการกระทำให้ปรากฏแก่บุคคลภายนอกอย่างหนึ่งแต่มีเจตนาในใจที่แท้จริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118วรรคสอง ก็ให้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยนิติกรรมอำพรางนั่นคือ ให้บังคับตามเจตนาที่แท้จริงนั่นเอง ส่วนเจตนาที่อำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งไว้ไม่มีผลที่จะบังคับกันได้

 
 ปัญหาต่อไปคือ หากโจทก์บรรยายฟ้องเช่นเดียวกับคดีนี้ แทนที่จำเลยทั้งสามจะให้การปฏิเสธแต่ให้การรับสารภาพตามฟ้อง เช่นนี้จะลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้องได้หรือไม่ ปัญหานี้ชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่าเมื่อการบรรยายฟ้องแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดตามมาตรา 7 และ 27 แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวได้ คงลงโทษได้เฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้นทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2531 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งความจริงแม้จำเลยทั้งสามจะให้การปฏิเสธศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนเสียตั้งแต่ในชั้นรับคำฟ้องก็น่าจะกระทำได้

 
 ปัญหาที่น่าพิจารณาต่อไปคือ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองแนวดังกล่าวข้างต้นขัดแย้งกันหรือไม่ ผู้บันทึกเห็นว่าแนวที่ 2นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้วส่วนในแนวที่ 1 นั้นหากพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่องแล้วจะเห็นได้ว่าบางเรื่องมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำพิพากษาศาลฎีกาในแนวที่ 2 จึงทำให้ผลของการวินิจฉัยแตกต่างกันไปได้ ไม่น่าจะขัดแย้งกัน

 
 ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2530 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันจัดหางานโดยตั้งสำนักงานใช้ชื่อจำเลยที่ 1ทำการประกอบธุรกิจจัดหางานในต่างประเทศให้แก่คนหางาน ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโดยเจตนาทุจริตบอกกล่าวแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเก้าว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถจัดส่งคนงานไปทำงานยังประเทศซาอุดีอาระเบียได้ ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานให้ดำเนินการดังกล่าวได้ อีกทั้งจำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีเจตนาที่จะส่งประชาชนไปทำงานต่างประเทศดังที่ได้กล่าวอ้างฟ้องของโจทก์เช่น


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 786 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา ตาม พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]