คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5969/2534
ป.อ. มาตรา 3
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คมอบให้โจทก์เพื่อชำระราคาที่ดินอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 แต่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา ปรากฏว่าพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3ได้บัญญัติยกเลิก พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 และเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3.
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์จำกัดสาขามหาสารคามเลขที่ 4955504 เลขที่ 4956246 ลงวันที่ 5มีนาคม 2532 ทั้ง 2 ฉบับ และเลขที่ 4955505 ลงวันที่ 5 เมษายน2532 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 50,000 บาท มอบให้แก่นายประจักษ์ วิริยะผู้เสียหาย เพื่อเป็นการชำระค่าซื้อที่ดิน ต่อมาวันที่ 15พฤษภาคม 2532 เวลากลางวันผู้เสียหายนำเช็คทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 ฉบับโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้วจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคามจังหวัดมหาสารคาม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นายประจักษ์ วิริยะ ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 รวม 2 กรรมลงโทษจำคุกกรรมละ 9 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน คำให้การจำเลยที่ยอมรับว่าเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน 15 วัน
โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาเกี่ยวกับเช็คเอกสารหมาย จ.3 จ.4 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีจึงฟังได้ดังโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 มอบให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระราคาที่ดินอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น อันเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น
เนื่องจากขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 3 ได้บัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 และเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 2 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
(เพ็ง เพ็งนิติ - เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - อุระ หวังอ้อมกลาง)
หมายเหตุ
ป.อ. มาตรา 2 วรรคแรก กำหนดหลักในการพิจารณาความผิดของจำเลยต้องพิจารณาความผิดของจำเลยและลงโทษตามกฎหมายในขณะที่จำเลยกระทำการอันถูกกล่าวหานั้น แม้ถึงว่าได้มีการยกเลิกกฎหมายนั้นแล้วก็ตาม กับตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และมาตรา 3เป็นบทยกเว้นเพียงให้พิจารณาใช้กฎหมายใหม่เฉพาะแต่เมื่อเป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น ถ้ากฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยก็ยังคงให้ใช้กฎหมายเก่าบังคับแก่จำเลย
ส่วนกรณีคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำความผิดในขณะที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มีผลใช้บังคับ ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัติยกเลิกกฎหมายดังกล่าว มีข้อพิจารณาอยู่สองประการคือ
ประการที่ 1 กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่นี้เป็นคุณแก่จำเลยกว่ากฎหมายเก่าหรือไม่
ประการที่ 2 การที่ศาลฎีกาพิจารณาความผิดของจำเลยนี้เป็นการใช้กฎหมายใหม่เฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่
สำหรับประการแรก เมื่อพิจารณาการกระทำอันเป็นความผิดตามพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3บัญญัติว่า "ผู้ใด
(1) ออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น
(2) ออกเช็คโดยในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้
(3) ออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น
(4) ถอนเงินทั้งหมด หรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้หรือ
(5) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต
ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนเงินที่ระบุในเช็ค แต่ต้องไม่น้อยกว่า 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
กับการกระทำอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 กฎหมายใหม่ มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น
(2) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้
(3) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น
(4) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือ
(5) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต
เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ"
เมื่อเปรียบเทียบบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองแล้ว มีข้อแตกต่างดังนี้
1. กฎหมายใหม่บัญญัติองค์ประกอบการกระทำผิดของผู้กระทำผิดเพิ่มจากเดิมว่าจะต้องออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย
2. กฎหมายใหม่บัญญัติเงื่อนไขของผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องผู้กระทำความผิดให้ชัดเจนขึ้นจากเดิมเป็นว่า จะต้องมีการยื่นเช็คเมื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย
3. กฎหมายใหม่บัญญัติระวางโทษผู้กระทำความผิด กำหนดปรับได้ไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนระวางโทษตามกฎหมายเก่ากำหนดปรับไม่เกิน2 เท่าของเงินที่ระบุในเช็คแต่ต้องไม่น้อยกว่า 10,000 บาท
เมื่อพิจารณาข้อแตกต่างดังกล่าวเห็นได้ว่า บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่มีลักษณะเงื่อนไขที่เป็นคุณแก่จำเลยยิ่งกว่ากฎหมายเก่า
ส่วนประการที่ 2 การที่ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค และพิจารณาลงโทษจำเลยเพียงโทษจำคุกมิได้ลงโทษปรับโดยลงโทษตามกฎหมายใหม่นั้นแสดงให้เห็นว่าการใช้กฎหมายใหม่เฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 นั้น นอกจากจะใช้ในส่วนที่เป็นการกำหนดโทษให้จำเลยได้รับผลเป็นคุณโดยตรงแล้วศาลก็ยังสามารถนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใหม่ซึ่งลักษณะทั้งฉบับเป็นคุณยิ่งกว่าฉบับเก่ามาใช้กำหนดโทษให้จำเลยได้แม้จำเลยจะมิได้รับผิลในส่วนนั้นเลยก็ตาม กับทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายใหม่ก็วางระวางโทษในส่วนโทษปรับเป็นคุณแก่จำเลยกว่าฉบับเก่า ดังนี้ จึงถือว่าศาลฎีกาได้พิจารณาความผิดของจำเลยนี้โดยใช้กฎหมายใหม่ในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยแล้ว.
นเรศ กลิ่นสุคนธ์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 783 ครั้ง |